ข่าว

 ตอน...เจียงใหม่ของฮามีไหน

ตอน...เจียงใหม่ของฮามีไหน

01 ก.พ. 2554

กลับจากมาเลเซีย ผมมีโอกาสเดินทางไปเชียงใหม่ หัวเมืองหลักของการท่องเที่ยวทางภาคเหนือ และเป็นเชียงใหม่ที่ผมยึดถือเป็นบ้านแห่งที่สอง รองลงมาจากจ.ชัยนาทบ้านเกิด ที่ยังไม่รู้ว่าจะได้ใช้เป็นเรือนตายหรือไม่ การไปเชียงใหม่ครั้งนี้ของผมก็ไม่ต่างไปจากการไปเชียงใหม

เพราะเชียงใหม่นับตั้งแต่ปี 2520 เป็นต้นมา เป็นเชียงใหม่ที่ต่างจากเชียงใหม่ที่ผมเคยอาศัยมากนัก เชียงใหม่ยุคสมัยที่ผมฝังตัวอาศัยอยู่นานร่วมสิบปีเป็นเชียงใหม่ที่สงบเงียบไม่ต่างไปจากสาวบ้านป่านุ่งซิ่นเกล้าผมมวย เป็นเชียงใหม่ที่ยามเย็นยังมีสาวโรงบ่มใบยา ขี่รถถีบกลับบ้านเป็นแถวยาวตามแนวต้นยางข้างถนน

 เชียงใหม่ในความฝังใจของผมยังเป็นเชียงใหม่ที่ผู้คนพูดกันเสียงหวานใสช้าๆ เสียงสาวเชียงใหม่ที่ยังคงฝังในสมองของผมไม่เสื่อมคลาย ได้แก่เสียงของ “บัวคำ” นักจัดรายการวิทยุประเภท “ค่าวฮ่ำ คำซอ” และเสียงพูดคำเมืองหวานใสปานระฆังของ วันทนา ณ ลำพูน หรือ “เจ้าติก” ซึ่งผมเคารพนับถือทั้งสองท่านไม่ต่างไปจากพี่สาวแท้ๆ

 เชียงใหม่สมัยผมครูบาอาจารย์ยังพูดเมืองหลนไทยปนกันไปหมด ผมไปนั่งงงในห้องเรียนกับการที่อาจารย์สั่งว่า “ขะใจ๋ เอาปั๊บเอาปิ๊ดขึ้นมาเน้อ” เพื่อนฝูงหยิบของกันจ้าละหวั่นในขณะที่ผมไม่รู้ความหมายของคำสั่ง หรือแม้แต่ยามเลิกเรียนก่อนกลับบ้านที่อาจารย์สั่งว่า “บึ๊ด หมู่สู เพี่ยวขี้เยี่ย หื้อดีก่อนปิ๊กบ้านเน้อ” ผมก็คว้ามอเตอร์ไซค์ขี่ออกไปโดยไม่ได้ทำการเก็บกวาดขยะในห้องฝึกงานจนโดนทำโทษในวันรุ่งขึ้น

 เชียงใหม่ในปัจจุบันมีตึกสูงระฟ้าเต็มเมือง มีถนนวงแหวนซ้อนกันสามสี่ชั้น จนทำให้น้ำที่หลากลงมาจากดอยระบายไม่ทันเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก เชียงใหม่ทุกวันนี้เป็นที่คนอู้กำเมืองกลายเป็นคนแปลกหน้า เชียงใหม่วันนี้เป็นเชียงใหม่ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะต้องเอาสวนสัตว์มาดึงดูดคนให้ไปเที่ยวไปเยือน

 การพัฒนาทางวัตถุที่ต้องการความเจริญแบบ “ฟาสต์ฟู้ด” ทำให้เชียงใหม่กลายเป็นเมืองขาดเสน่ห์ที่เคยมีอยู่เต็มเปี่ยม เพราะเชียงใหม่วันนี้ใช้จุดขายดึงดูดคนที่ไปเยือน ให้เกิดความรู้สึกอยากไปนั่งกินกาแฟที่ถนนนิมมานเหมินทร์ มากกว่าที่จะไปดูวัฒนธรรมและประเพณีพื้นบ้าน ที่เป็นของดั้งเดิมไม่ถูกปรุงแต่งโดยนักวิชาการหน้าไหนๆ

 น้ำต้น หรือภาชนะดินเผารูปคนโทสำหรับบรรจุน้ำดื่ม หายไปจากความทรงจำของคนเมืองยุคนี้ ไม้เกี๊ยะ สำหรับก่อไฟในเตาที่ผมเคยหลงไปซื้อเกี๊ยะหรือรองเท้าที่คนจีนสวมใส่เอามาให้จนพี่สะใภ้คนโตทั้งโกรธทั้งขำ เด็กเชียงใหม่ปัจจุบันก็ไม่รู้คุณค่าของมันเสียแล้ว กลุ่มหนุ่มสาวของวัดต่างๆ ที่เคยเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเพณีก็เหือดหายไป เหลือแต่วัยรุ่นหนุ่มสาวที่นุ่งเตียวยีนเอวซูเปอร์โลว์ ใส่สายเดี่ยวเกาะอกโชว์ดือจนแม่อุ๊ยสะเทิ้นอาย

 ผมเขียนถึงเชียงใหม่ในครั้งนี้โดยไม่หวังจะให้เชียงใหม่กลับไปเป็นเหมือนเก่า แต่เขียนถึงเชียงใหม่เพื่อที่จะเตือน ลำปาง แพร่ น่าน ว่าอย่าให้การพัฒนามาทำลายจิตวิญญาณของเมืองไปเสีย เพราะการเร่งพัฒนาทางวัตถุอาจจะเห็นผลทางการเงินเร็ว แต่ไม่มีวันที่จะยั่งยืนแถมยังเสียต้นทุนที่คิดมูลค่าไม่ได้ไปอีกด้วย ไม่อย่างนั้นอีกไม่นานลูกหลานของเมืองเหล่านั้น อาจจะต้องมานั่งถามหาเหมือนที่ผมถามตัวเองทุกครั้งที่ไปเชียงใหม่ว่า “เจียงใหม่ของฮา  มีไหนบ่ะ”

พัฒนเดช  อาสาสรรพกิจ