
ข่าวลือเรื่องการทำรัฐประหารในสังคมรัฐประหารนิยม
มีผู้กล่าวกันอยู่มากว่า จะมีการรัฐประหารหรือไม่ในช่วงนี้ ซึ่งเรื่องที่ผมแปลกใจมากกว่าก็คือเรื่องของการพูดถึงการทำรัฐประหารนั้นกลายเป็นเรื่องอันเป็นปกติของบ้านเมืองเราไปแล้ว
ที่น่าแปลกประหลาดเข้าไปอีกก็คือ ข่าวลือเรื่องการปฏิวัติและการพูดถึงการปฏิวัติอย่างหน้าตาเฉยของทหารอย่าง พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการศิษย์เก่า ร.ร.เตรียมทหาร และประธานเตรียมทหารรุ่น 1 ว่า "มีแน่นอน และยืนยันมีแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นวันที่เท่าใด หรือเมื่อใด" ตามที่เผยแพร่ในสื่อต่างๆ เมื่อวันที่ 29-30 มกราคม นี้ เกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราสำคัญๆ ไม่ว่าจะว่าด้วยเรื่องของข้อที่ว่าด้วยการทำสนธิสัญญา หรือการเปลี่ยนแปลงเขตการเลือกตั้ง
สังคมไทยนั้นทำให้การรัฐประหารนั้นกลายเป็นสถาบันทางการเมือง ด้วยลักษณะเฉพาะอย่างน้อยสองประการ
หนึ่ง สังคมไทย ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นแกนกลางในการยึดโยงผู้คนเข้าด้วยกัน ทั้งนี้เพราะสังคมไทยเป็นสังคมมือถือสากปากถือศีลและดัดจริตอย่างร้ายกาจ
ปากก็ร่ำร้องหาหลักนิติธรรม (rule of law) แต่พร้อมใจปล่อยให้เกิดการทำรัฐประหารซึ่งฉีกทั้งกฎหมายอาญา และรัฐธรรมนูญ
ตราบใดที่ผู้พิพากษาและศาลไม่สามารถเอาผิดกับการทำรัฐประหารได้ สังคมที่เคลือบฉาบไปด้วยข้ออ้างของหลักนิติธรรมก็คือสังคมปาหี่ดีๆ นี่เอง
ในหลายประเทศ ข้อหาการละเมิดรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สำคัญถึงชีวิต เพราะชีวิตของพวกเขาเกิดจากการตกลงกันว่าจะสัมพันธ์กันด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ในบ้านเรานั้นมักจะมีข้ออ้างว่า อาจจะยังมีประเพณี หรือสถาบันอื่นๆ ที่เชื่อว่าอยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ
โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่า เมื่อฉีกรัฐธรรมนูญแล้วไม่กระทบสถาบันนั้น แต่กลับยิ่งเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อแสดงความจงรักภักดีและปกป้องสถาบันเข้าไปอีก
อนึ่ง เราไม่ควรสับสนระหว่างการทำรัฐประหาร กับการประกาศสภาวะฉุกเฉิน และกฎอัยการศึก ด้วยว่าโดยหลักการแล้ว การประกาศสภาวะฉุกเฉินและกฎอัยการศึกนั้นเป็นการให้อำนาจกับรัฐในสภาวะพิเศษ โดยการอนุญาตของรัฐธรรมนูญ และย่อมมีการถกเถียงอภิปรายได้เมื่อสภาวะดังกล่าวกลับคืนสู่สภาวะปกติ
สอง ลองดูประกาศคณะรัฐประหาร ที่ในทางหลักวิชาเรียกว่าเป็นหลักให้คัดลอกและอ้างอิงในการพิพากษาว่าทำไมรัฐประหารนั้นจึงไม่ถือว่าผิดฉบับนี้ดีกว่า
"การทำรัฐประหาร ในชั้นแรกเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เมื่อได้กระทำรัฐประหารสำเร็จ จนผู้กระทำรัฐประหารได้เข้าครองอำนาจอันแท้จริงในรัฐแล้ว ผู้กระทำรัฐประหารก็เป็นรัฐาธิปัตย์ มีอำนาจเลิกล้มรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่ได้ และอาจออกรัฐธรรมนูญและกฎหมายใหม่ได้ บรรดาการกระทำที่ได้เป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้อยู่เดิม ย่อมไม่เป็นการละเมิดอีกต่อไป" (แถลงการณ์ ฉบับที่ 15 กองบัญชาการทหารแห่งประเทศไทย)
ทิ้งท้ายว่า ในคำแถลงดังกล่าวไม่เคยบอกว่า การเข้าครองอำนาจอันแท้จริงในรัฐคืออะไร...
นี่แหละครับ สังคมแบบไทยๆ ที่พูดเรื่องรัฐประหาร หรือพูดว่าห้ามพูดเรื่องรัฐประหาร กันตลอดเวลา



