ข่าว

แผนบันได 7 ขั้น (1)

แผนบันได 7 ขั้น (1)

31 ม.ค. 2554

“แผนปฏิวัติ 7 ขั้นตอน” หรือ “แผนบันได 7 ขั้น” ตรวจพบเมื่อพฤษภาคม 2546 กำหนดขั้นตอนแยกดินแดนจังหวัดชายแดนใต้ไว้ 7 ขั้นดังนี้

 ขั้นที่ 1 การสร้างจิตสำนึกมวลชน ปลุกระดมมวลชนให้สำนึกถึงความเป็นชาวมลายู ความยึดมั่นในศาสนาอิสลาม และเน้นความเป็นชาติ/รัฐปัตตานีในอดีตที่จะต้องต่อสู้เอาดินแดนคืนโดยยกประเด็นการกวาดต้อนชาวมลายูไปยังกรุงเทพฯ และบังคับให้ใช้มือเปล่าขุดคลองแสนแสบ ฯลฯ รวมทั้งอ้างคำสอนในคัมภีร์อัลกุรอานมาประกอบ

 ขั้นที่ 2 การจัดตั้งมวลชน จัดตั้งแนวร่วมระหว่างการสอนศาสนาต่อเยาวชน เยาวชนในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุในระหว่าง 18-35 ปี และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะในช่วงการอ่าน “คุปตะเบาะห์” ในวันศุกร์หรือ “ละหมาดใหญ่” ตามมัสยิด ส่วนในโรงเรียนตาดีกา โรงเรียนเด็กเล็กก่อนวัยเรียน/อนุบาล ปอเนาะและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม จะมอบหมายให้ครูสอนศาสนาที่ผ่านการบ่มเพาะมาในระดับหนึ่งแล้วเป็นผู้ดำเนินการ จากนั้นจะพัฒนาให้เป็นผู้ปฏิบัติงานโดยอาจให้ทุนการศึกษาไปเรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งนอกจากการศึกษาทางวิชาการแล้วยังได้ผ่านการฝึกหลักสูตรด้านการทหารอีกด้วย

 ขั้นที่ 3 การจัดตั้งองค์กร จัดตั้งองค์กรอำพรางเพื่อการควบคุมมวลชน แหล่งเงินทุน และโรงเรียนตาดีกาที่ยินยอมเข้ามาอยู่ในองค์กร ซึ่งการควบคุมองค์กรเหล่านี้จะอำนวยประโยชน์ทางการเมืองต่อระดับแกนนำในพื้นที่เหล่านั้น นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งองค์กรบังหน้าอื่นๆ ด้วย

 ขั้นที่ 4 การจัดตั้งกองกำลัง ในขั้นนี้มี 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเยาวชนทหาร เป็นกองกำลังที่อยู่ประจำหมู่บ้านตามภูมิลำเนาโดยเฉพาะในหมู่บ้านสีแดง มีเป้าหมายที่จะจัดตั้งกองกำลังดังกล่าวให้ได้ 3 หมื่นคน ระดับเยาวชนคอมมานโด เป็นผู้ที่ถูกคัดเลือกจากกลุ่มเยาวชนทหาร นำไปฝึกยุทธวิธีหน่วยทหารขนาดเล็ก (Runda Kumpulan Kecil : RKK) และยุทธวิธีด้านอื่นๆ เพิ่มเติม สมาชิกระดับคอมมานโด จะได้รับมอบภารกิจด้านการก่อเหตุร้าย ซึ่งทั้งการลอบยิง ลอบวางระเบิดและลอบโจมตี โดยมีเป้าหมายที่จะจัดตั้งให้ได้ 3,000 คน กระจายอยู่ในเขตปกครองใหม่ 3 เขต (เขตการปกครองขององค์กรกู้ชาติปัตตานี) เขตงานละ 1,000 คน และระดับกองกำลังระดับผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ควบคุมและครูฝึกกองกำลังคอมมานโด กลุ่มเหล่านี้บางคนผ่านการฝึกมาจากต่างประเทศ มีขีดความสามารถค่อนข้างสูง เคยผ่านการปฏิบัติจริงมาแล้วและมีจิตใจต่อสู้เพื่อองค์กรที่แน่วแน่ โดยมีเป้าหมายกำหนดไว้ 300 คน คัดเลือกจากเยาวชนคอมมานโดและผู้ที่ผ่านการฝึกจากต่างประเทศแล้ว...

 ขั้นที่ 5 การสร้างอุดมการณ์ชาตินิยม มุ่งเน้นการสร้างอุดมการณ์ความเป็นชาติพันธุ์เดียวกัน (ความเป็นมลายู) ที่จะต้องร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ได้รัฐปัตตานีคืนมาโดยการผนึกกำลังของชนชาติพันธุ์มลายูที่เป็นชาวไทยมุสลิมทุกสถานะ/อาชีพ ซึ่งรวมถึงข้าราชการพลเรือน ตำรวจทหารที่เป็นมุสลิมและชาวมาเลเซีย

 ผู้ที่ได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์ชาตินิยมแล้วจะต้องเคยผ่านการปฏิบัติจริง คือการก่อเหตุร้ายไม่ว่าในลักษณะใดตามเงื่อนไขและระดับความรับผิดชอบ

 ขั้นที่ 6 การเตรียมพร้อมปฏิวัติ เป็นขั้นตอนการก่อเหตุร้ายทุกรูปแบบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เหมือนการแตกกระจายของดอกไม้ไฟ หรือที่เรียกว่า “การจุดดอกไม้ไฟแห่งการปฏิวัติ” เพื่อเตรียมการเคลื่อนไหวใหญ่

 ขั้นที่ 7 การจัดตั้งการปฏิวัติ หรือการก่อการปฏิวัติ เป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายและใช้การโจมตีด้วยกองกำลังต่อกลไกรัฐเต็มพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งขณะโจมตีจะติดตั้งธงรัฐปัตตานีควบคู่ไปด้วยเพื่อให้สื่อมวลชนกระจายข่าวไปทั่วโลก และหวังผลให้ประชาคมระหว่างประเทศโดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติหรือองค์กรมุสลิมในระดับโลกเข้ามาแสดงบทบาทในการแก้ปัญหาดังกล่าว จนนำไปสู่ การลงประชามติของประชาชนเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชและจัดตั้งรัฐปัตตานี ขึ้นในที่สุด”

 นำมาทบทวนอีกครั้ง เพื่อทบทวนสถานการณ์
(ขอบคุณข้อมูลจาก จุลสารความมั่นคงศึกษาฉบับที่ 10 โครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)

บัญชร ชวาลศิลป์