
"แบ่งโฉนดสมประโยชน์ทั้งคู่"
ผ่านวาระสองไปเรียบร้อยแล้วสำหรับการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และมาตรา 93-98 โดยมาตรา 190 ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้นัดพิจารณาวาระสามอีกครั้งในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2554 ส่วนมาตรา 93-98 นัดพิจารณาวารสามในวันที่ 11 กุมภาพันธ์
ดูแนวโน้มการลงมติวาระสามของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 และมาตรา 93-98 ของคณะรัฐมนตรีไม่น่ามีปัญหา เนื่องจาก ส.ส.รัฐบาลที่งดออกเสียง หรือโหวตสวนมติจำนวนหนึ่งจะหันมาโหวตสนับสนุนหลังจากวาระสองได้ลงมติและอภิปรายแสดงจุดยืนกับสิ่งที่ไม่เห็นด้วยกับสูตร ส.ส.เขต 375 : 125
จากนี้ไปคงต้องจับตามองเรื่องการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน หลังจาก "ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง" ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ประกาศยืนยันไม่ร่วมอภิปรายในครั้งนี้ เนื่องจากไม่มีข้อมูลใหม่ที่จะอภิปรายรัฐบาล
โดยอ้างว่าไม่เกี่ยวกับการน้อยใจที่ "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินสนับสนุน "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็น "ผู้นำ" การอภิปรายรัฐบาลในครั้งนี้
การประกาศเงื่อนไข 3 ข้อที่เสนอต่อ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์" และ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ "ให้ขายทักษิณต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า", ปรับโครงสร้าง กทม.ทั้ง กทม.ชั้นนอก ชั้นกลาง และย่านฝั่งธนฯ โดยกระจายความรับผิดชอบให้ชัดเจน และกำหนดนโยบายและเอกภาพภายในพรรคต้องชัดเจน" เป็นเวลา 3 เดือน ก่อนตัดสินใจจะยุติบทบาททางการเมือง หรือลาออกไปสังกัด
เมื่อ "สารวัตรเหลิม" เล่นบท "ตีหมากระทบเจ้าของ" ก็ทำให้การตัดสินใจของ "ทักษิณ" ในครั้งนี้มีตัวเลือกไม่มากนัก
ต้องยอมรับว่า "พรรคเพื่อไทย" ในสถานการณ์ขณะนี้อยู่ในภาวะลำบาก "ตัวเลือก" เพื่อแข่งขันกับ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ในขณะนี้จึงมีตัวให้เลือกน้อยมาก
โดยเฉพาะคนสั่งการ "อยู่ต่างประเทศ" การประมวลเหตุการณ์ทางการเมืองที่ชิงไหวชิงพริบกันทุกนาทีจึงมีข้อจำกัดความหวาดระแวงการชิงการนำในพรรคบางครั้งก็ต้องช่างน้ำหนัก
ในภาวะที่พรรคหาตัวเลือกไม่ได้ "ทักษิณ" จึงต้องยอมอ่อนข้อให้ "สารวัตรเหลิม" เพราะในช่วงใกล้เลือกตั้ง "ผู้นำทัพ" ที่เรียกคนฟังได้มากเท่า "สารวัตรเหลิม" หาตัวจับยาก
ขณะที่ "สารวัตรเหลิม" หากไปจากพรรคเพื่อไทยไปหาพรรคใหม่สังกัดก็ "เกิดยาก" เพราะอดีตเคยทำพรรคมวลชนมาแล้วเกิดแต่ไม่โต
เมื่อ "สารวัตรเหลิม" ออกโรงตีหมากระทบเจ้าของถึงขั้นประกาศไม่ใช่ลูกพรรคแต่เป็นเพื่อนศักดิ์ศรีมันต่างกัน การประกาศพร้อมยื่นเงื่อนไขลักษณะนี้ "ทักษิณ" จึงต้องส่งน้องสาว "เจ๊แดง" เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เข้าจับเข่าคุย เพื่อทำความเข้าใจพร้อมรับเงื่อนไขแถมใจกว้างยอมให้ "ลูกชาย" วันเฉลิม อยู่บำรุง ติดในรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.อีกด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ถูกกีดกัน
แต่งานนี้ "สารวัตรเหลิม" คงไม่ส่งลูกลงให้เจ็บตัวและเปลืองเงิน สู้ไปนั่งโควตาในตำแหน่ง "เลขานุการรัฐมนตรี" ดีกว่ากันเยอะ เพราะขณะนี้การเป็น ส.ส.มีแต่เปลืองเงิน สู้ไปลงแข่งขันเป็น "นักการเมืองท้องถิ่น" น่าจะคุ้มค่ากว่า
ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งหน้ามีแนวโน้มว่า "หัวหน้าพรรคเพื่อไทย" จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงการหาเสียงยังเน้นเรื่องนำทักษิณกลับบ้าน แต่น่าสนใจตรง ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมีชื่อ "ปู" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวทักษิณมาปรากฏอยู่ในอันดับ 1 ตามด้วย "สารวัตรเหลิม"
และการเลือกตั้งครั้งหน้าจะขาย "นายกรัฐมนตรีหญิง" ที่ชื่อ "ปู" ยิ่งลักษณ์ เพราะคนอย่าง "ทักษิณ" ลงทุนเรื่องใดย่อมเลือกไว้ใจเครือญาติมากกว่าคนอื่น และการเลือกตั้งครั้งนี้ "ทักษิณ" จะตรวจสอบรายชื่อว่าที่ผู้สมัครทั้งหมด
การที่ "ทักษิณ" ไปโฟนอินภายในงานทอดผ้าป่า ที่วัดโรงธรรมสามัคคี อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา น่าจะทำ ส.ส.หยุดไหลไปพรรคอื่น เพราะขณะนี้มีข่าว ส.ส.พรรคเพื่อไทยเริ่มมองหาพรรคใหม่สังกัดกันจำนวนมาก
เพราะถ้ารัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเขตเลือกตั้ง ส.ส.สูตร 375 : 125 ผ่านวาระสาม นั้น ก็หมายความว่าเขตเล็กย่อมทำให้ "ส.ส." ที่ทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องมีความมั่นใจในคะแนนเสียงของตัวเอง เพราะคะแนนเสียงส่วนตัวย่อมมากกว่าคะแนนนิยมพรรค
สิ่งนี้ย่อมทำให้ "พรรคเพื่อไทย" ในสถานการณ์การเมืองที่คนเสื้อแดงเดินสายชุมนุมประจำทุกเดือนน่าจะทำให้คะแนนนิยมคนทั่วไปเกิดอาการ "เบื่อคนเสื้อแดง" แล้วพานมา "เบื่อ" พรรคที่สนับสนุนคนเสื้อแดงไปด้วย
ไม่รวมถึงกระบวนการเลือกตั้งที่ "พรรคเพื่อไทย" เป็นฝ่ายค้านย่อมเสียเปรียบ "รัฐบาล" อย่างแน่นอน ถือว่าสถานการณ์การเมืองในขณะนี้เป็นการสู้รบในสถานการณ์พิเศษ
การที่ "มิ่งขวัญ" มีความโดดเด่นในช่วงนี้หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นการ "ฆ่าตัวตาย" มากกว่า เพราะหากการอภิปรายข้อมูลไม่เข้าเป้าการอภิปราย "จืดชืด" มีลักษณะรอมชอมจะทำให้ "มิ่งขวัญ" ถูกลดเครดิตมากยิ่งขึ้น
การที่ "ทักษิณ" ยอมอ่อนให้ "สารวัตรเหลิม" เพราะหมดทางเลือก ขณะที่ "สารวัตรเหลิม" ก็คิดว่าสถานการณ์ขณะนี้ตัวเองถือไพ่เหนือกว่า เนื่องจากมองว่าศักยภาพคนอื่นหากเทียบชั้นกับตัวเองก็เปรียบเป็น "เด็กยกฉาก" เท่านั้น
สุดท้ายบทสรุปของเรื่องนี้ถือเป็นการ "แบ่งโฉนด" สมประโยชน์ทั้งคู่!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



