ข่าว

กต.ออกแถลงจี้เขมรปลดธง-รื้อวัดแก้ว

กต.ออกแถลงจี้เขมรปลดธง-รื้อวัดแก้ว

31 ม.ค. 2554

"นายกฯ"ร่ายยาวปัญหาชายแดน"ไทย-เขมร" ลั่น"แถลงการณ์กัมพูชามาเปลี่ยนจุดยืนไทยไม่ได้ เชื่อความไม่เข้าใจที่เกิดจะจบได้ด้วยการเจรจา แถมสวนกลับ"พธม."กล่าวหาว่าโกหก ท้าขอให้บอกมาสักเรื่อง แทงกั๊กไม่ตอบ "กลัว-ไม่กลัว"ทำสงคราม กต.ออกแถลงร้องเขมรปลดธงออกจากวัด

(31ม.ค.)  เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการออกแถลงการณ์ตอบโต้แถลงการณ์ของกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาที่ระบุว่ากรณีที่นายกรัฐมนตรีไทยขอให้กัมพูชาปลดธงชาติกัมพูชา ที่บริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสะวาระนั้นเป็นการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา ว่า การออกแถลงการณ์ดังกล่าวของไทยคงไม่มีปัญหา โดยเรายังยืนยันจุดเดิมของเราอยู่แล้ว ทั้งนี้ก็คงยากที่จะทำให้กัมพูชาเปลี่ยนแนวทางอะไร เหมือนกับการที่เขาออกแถลงการณ์แต่ก็เปลี่ยนจุดยืนของเราไม่ได้ เพียงแต่เป็นการยืนยันว่าความเห็นของทั้ง 2 ประเทศยังไม่ตรงกันในบางเรื่อง  เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารเข้ามาเสริมด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราดำเนินการเหมือนกับกรณีของป้ายหินที่เราก็ต้องดำเนินการให้สำเร็จ โดยเราบอกตลอดว่าการมีสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงการมีอธิปไตยเหนือดินแดนที่ยังมีปัญหากันอยู่นั้นคงไม่ได้

 “เรากับกัมพูชาต่างต้องแสดงออกถึงการรักษาสิทธิ์ของตัวเอง แต่ทั้ง 2 ประเทศก็ยืนยันว่าต้องแก้ปัญหาด้วยสันติวิธีและกรอบการเจรจา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

  ต่อข้อถามถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นจากข่าวว่าเขาไม่เจรจาแล้ว แต่ตนไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ทั้งนี้มีหลายคนในพรรคและในรัฐบาลพยายามดูความเป็นไปได้ที่จะให้เขามาพูดคุยกัน  เมื่อถามว่าวันนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีช่องทางพูดคุยกันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องถามฝ่ายพธม. เพราะฝ่ายรัฐบาลไม่มีปัญหาอะไร ตนคิดว่าอยากให้เขาช่วยคิดว่าที่มีการชุมนุมกันอยู่และจุดยืนไม่ตรงกัน แต่ไม่มาพูดคุยกันแล้วจะทำอย่างไร ถ้าข้อมูลไม่ตรงกัน เราก็ควรมาแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องระหว่างประเทศ หรือเรื่องที่เห็นว่าเราต้องไปดำเนินการกับต่างประเทศ แต่กลับมาทำอย่างนี้ ทำให้การทำงานยิ่งยากขึ้น ทั้งนี้ เรื่องของการชุมนุมนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผลกระทบหรือความเดือดร้อนจากการชุมนุมลดลง ซึ่งการพยายามเจรจาของตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นก็คืบหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง แต่ตนย้ำแล้วว่าต้องพยายามอย่าให้กระทบต่อคนส่วนใหญ่ เพราะเราเป็นห่วงคนที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องการจราจร และการทำให้เราต้องนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นจำนวนมาดูแลที่นี่ และที่จริงน่าจะเป็นการใช้สิทธิโดยไม่กระทบกระเทือนคนอื่นได้

 “ผมยังสงสัยว่าเมื่อเป้าหมายไม่น่าจะต่างกันในเรื่องการรักษาประโยชน์ของประเทศ ก็น่าจะแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพราะจุดยืนที่ต่างกันมาจากการมีข้อมูลที่ต่างกัน ทำไมไม่เอาข้อมูลมาดู แต่มากล่าวหากันไปมาก็ไม่ถูกต้อง ผมเห็นเขาไปพูดว่าผมโกหกเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็บอกมาสักเรื่องสิครับ เอาคำพูดของผมมาเลย บอกเลยว่าเรื่องใดที่ผมโกหก”นายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า

 ข้อเรียกร้องของเขา 3 ข้อเป็นสิ่งที่ตนเห็นว่าทำแล้วประเทศเกิดความเสียหายมากกว่าได้ และตนต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ ถ้าตนยอมถอนตัวออกจากคณะกรรมการมรดกโลก และไม่มีใครคัดค้านกัมพูชาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ในเดือน มิ.ย.นี้ แล้วกัมพูชาสามารถเดินหน้าแผนของเขาได้ คนที่เรียกร้องให้ไทยถอนตัว จะมารับผิดชอบหรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องเข้าใจว่าตนตัดสินใจเพราะเห็นว่าถ้าถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก จะเข้าทางกัมพูชาที่ผลักดันแผนบริหารจัดการพื้นที่ได้ง่ายขึ้น แต่ตนถือว่าเรายังที่ช่องทางในการคัดค้านแผนนี้ โดยในช่วงที่ตนเดินทางไปทวีปยุโรป ตนได้กำชับกับเอกอัครราชทูตไทยที่ประจำภาคพื้นยุโรป ให้พูดคุยกับประเทศที่อยู่ในคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อให้เขาเห็นถึงจุดยืนของเรา

 “ทำไมต้องยอมแพ้ตั้งแต่ตอนนี้ อยู่ดีๆจะเดินหนีถอยออกมาให้เขาได้มติที่เขาต้องการ เพื่ออะไร ผมยังไม่กล่าวหาเลยว่าไปรับเงินจากกัมพูชามาหรือเปล่าจึงไม่ให้ไทยสู้กับเขา แต่ผมเห็นว่าเป็นความเห็นที่แตกต่าง ผมมองว่าควรอยู่ตรงนั้นแล้วคัดค้านให้ถึงที่สุดก่อนน่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยมากกว่า อยู่ดีๆจะโยนผ้ายอมแพ้ถอนตัวออกมา ไม่เอาข้อมูลไปให้ประเทศอื่นๆเลย แล้วเราจะมีแนวร่วมเพิ่มได้อย่างไร แต่ผมก็เข้าใจว่าเขาอาจมีความเห็นเป็นอีกอย่าง ไม่จำเป็นต้องกล่าวหากัน ทำไมผมไม่ไปกล่าวหาว่าเขาขายชาติหละครับ และผมคิดว่าเขาประเมินไม่ถูกต้อง แต่ผมไม่เข้าใจว่าเวลาที่ผมมีแนวทางอย่างนี้ ทำไมผมถูกกล่าวหาว่าขายชาติ ” นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว

     เมื่อถามว่าการไม่กำหนดเวลาในเรื่องนี้จะทำให้การชุมนุมดังกล่าวยืดเยื้อต่อไปหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้ากำหนดอะไรตายตัวเกินไป จะทำให้เกิดความตึงเครียดและอาจเพิ่มปัญหา จึงต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ดุลพินิจตามสมควร ทั้งนี้ เราต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่เพราะเวลาที่เขามีปัญหาเขาก็ต้องรับผิดชอบ แต่ที่ผ่านมาเราพยายามอย่างเต็มที่เพื่อไม่ให้เกิดการใช้วิธีต่างๆที่เกินกว่าเหตุ  เมื่อถามต่อว่าตำรวจอ้างว่าที่ยังไม่ดำเนินการใดๆ เพราะรัฐบาลยังไม่ส่งสัญญาณ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จริง ขอให้ไปถามตำรวจดูได้ ตนบอกเรื่องนี้ตั้งแต่พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ไปจนถึงตำรวจนครบาลตั้งแต่การชุมนุมของกลุ่มคนที่ถนนพิษณุโลก ก่อนที่มีการชุมนุมของ พธม.

        ผู้สื่อข่าวถามว่าแสลงใจหรือไม่ต่อการที่คนเคยเป็นมิตรที่ดีต่อกัน กลายมาเป็นศัตรู นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ไม่หรอกครับ ไม่มีปัญหา ผมเข้าใจว่าคนที่เคลื่อนไหว คนที่ชุมนุม ก็จำเป็นต้องมีการปลุกเร้าอารมณ์ของคน แต่ผมอยากให้อยู่กับพื้นฐานความเป็นจริง ”

 ต่อข้อถามถึงการที่ชาวบ้านจาก ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ที่มาพบนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้แก้ปัญหาที่ทำกินที่อยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก็บอกว่าพื้นที่บางส่วนเป็นของกัมพูชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นแค่ข้อมูล ตนจึงบอกว่าอยากให้ทุกฝ่ายเปิดใจกว้างว่าข้อมูลจริงๆมันเป็นอย่างไร ก็ไปตรวจสอบข้อมูลกันว่าจริงหรือไม่ จะไปฟังข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่งไม่ได้ เพราะชาวบ้าน็มีความเห็นหลากหลาย แต่ก็ต้องนำเอกสารต่างๆมาดูกัน ก็จะได้ข้อยุติที่ตรงกัน แต่ถ้าไม่ยอมดูกันเลย และเมื่อพบว่ามีข้อมูลที่ไม่สนับสนุนความคิดของตัวเองแล้วไปกล่าวหาว่าเป็นข้อมูลเท็จ ก็ไม่มีทางที่จะได้ข้อยุติ

 เมื่อถามว่าจะชี้แจงต่อคนไทยอย่างไร เพระเกิดความรู้สึกว่าเมื่อเกิดปัญหากับกัมพูชา ทางฝ่ายไทยดูเหมือนตกเป็นเบี้ยล่างของกัมพูชา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้คิดอย่างนั้น โดย 2 ปีที่ผ่านมา เราหยุดยั้งเรื่องคณะกรรมการมรดกโลกได้ และพยายามเดินตามแนวทางที่ไม่ให้เรื่องนี้เป็นปัญหา อย่างไรก็ตาม ตนเชื่อว่ารัฐบาลทั้ง 2 ประเทศต้องการหาแนวทางที่จะเจรจาหาข้อยุติให้ได้มากกว่า มันไม่เคยมีการปะทะแล้วจะแก้ปัญหาได้เบ็ดเสร็จ

 ต่อข้อถามว่าไทยกลัวสงครามหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ไม่ใช่เรื่องกลัวหรือไม่กลัว แต่ต้องถามว่าปัญหาที่มีทางแก้หลายทาง สงครามควรจะเป็นทางเลือกแรก หรือทางเลือกสุดท้าย ต้องตอบตัวเองให้ได้ ” 

กต.ออกแถลงร้องเขมรปลดธงออกจากวัด

     กระทรวงการต่างประเทศ นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ตามที่กัมพูชาได้ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 28 มกราคม เกี่ยวกับข้อเรียกร้องของนายกรัฐมนตรีไทยให้กัมพูชาปลดธงกัมพูชาลงจากยอดเสา ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ลงวันที่ 31 มกราคม แสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องดังนี้ โดยสาระสำคัญคือประเทศไทยไม่สามารถยอมรับข้ออ้างของฝ่ายกัมพูชาที่ว่า แผนที่ 1 : 200,000 เป็นแผนที่ซึ่งกำหนดเขตแดน

 นายธานี กล่าวว่า ในส่วนของธงและวัดแก้วสิขาคีรีสะวารานั้น ทางการไทยเรียกร้องให้กัมพูชารื้อถอนวัดและปลดธงที่ปรากฎอยู่เหนือวัดออกไป โดยยืนยันแนวทางขอไทยในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม(เจบีซี)ไทย-กัมพูชาต่อไป ทั้งนี้แถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นการย้ำท่าทีเดิมของไทยที่ได้เคยพูดมาก่อนหน้านี้แล้วอีกครั้งหนึ่ง

 นายธานี กล่าวต่อว่า การออกแถลงการณ์ดังกล่าวถือเป็นการดำเนินการขั้นแรก โดยขณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีการยื่นหนังสือใดๆต่อฝ่ายกัมพูชาอีก อย่างไรก็ดีก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 30 มกราคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวกับการพิจารณาคดี 7 คนไทยย้ำว่าทั้งหมดไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา หรือดำเนินการใดๆที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกับย้ำด้วยว่าคำวินิจฉัยของศาลกัมพูชาไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องเขตแดน และไม่กระทบกับสิทธิของไทยภายใต้ปริบทเจบีซี

 นายธานี ยังกล่าวถึงการพิจารณาคดีนายวีระ สมความคิด และน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ว่า ศาลกัมพูชาขอให้ทั้งสองคนไปถึงศาลในเวลาประมาณ 07.30 น. คาดว่าจะเริ่มไต่สวนในเวลาประมาณ 08.00 น. ขณะนี้นายวีระและน.ส.ราตรี กำลังหารือแนวทางการสู้คดีกับทนายโดยมีผู้แทนเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติให้คำแนะนำจึงต้องรอวันที่ 1 กุมภาพันธ์ว่าแนวทางจะเป็นอย่างไร

 สื่อเขมรลั่น"วัดแก้วฯอยู่ในเขตเขมร700ม.
      
       สำนักข่าวดึมอัมปึล ซึ่งมีความใกล้ชิดกับรัฐบาลกัมพูชาเผยแพร่บทความ เพื่อตอกย้ำการมีอธิปไตยเหนือพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร รวมถึงวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ โดยยึดเส้นเขตแดนตามแผนที่อัตราส่วน 1 : 200,000 โดยอ้างถึงสนธิสัญญา 1904, 1907 และ เอ็มโอยู 2543 ว่าล้วนมีพันธะผูกพันไทยกับกัมพูชา โดยระบุว่าหากนักการเมืองไทยจะเคารพต่อการทำสัญญาระหว่างประเทศ ความสัมพันธ์ก็จะเป็นไปโดยดี โดยสงบสันติ แต่นักการเมืองไทยบางคน รวมถึงอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นชาตินิยมแบบดั้งเดิม หรือชาตินิยมอย่างมาก พฤติกรรมเช่นนี้นำมาซึ่งความขัดแย้ง และการปะทะกันทางทหารของสองประเทศ
      
       โดยไทยได้ส่งทหารเข้าไปรุกรานกัมพูชาเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2551 บริเวณพื้นที่รอบๆปราสาทพระวิหาร และในเดือนเม.ย.2552 ทหารไทยได้โจมตีชุมชนและตลาดชาวกัมพูชาจนเกิดความเสียหาย
      
       ข้อความบางตอนยังระบุว่า "....ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน ในบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร ตามแผนที่ระวางดงรัก ซึ่งเป็นแผนที่ในภาคผนวก 1 ในคำตัดสินของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 1962 (พ.ศ.2505) ซึ่งกัมพูชาจะทำอะไรก็ได้ในพื้นที่บริเวณนี้ ที่เป็นอาณาเขตของกัมพูชาตามเส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่ระวางดงรัก หรือแผนที่ภาคผนวก 1 "
      
       "มีการกล่าวถ้อยคำพล่อยๆโดยนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่รายงานโดยหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่นฉบับวันที่ 28 มกราคม ระบุว่า "ถ้ามีธง (ที่วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ) ก็ต้องเอาลง" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องถอนคำพูดที่ไม่สามารถยอมรับได้นี้ เพราะว่าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ตั้งอยู่ 300 เมตรทางตะวันตกของปราสาทพระวิหาร และอยู่ ลึกเข้ามาในเขตดินแดนของกัมพูชา 700 เมตร"
      
       "มันกลายเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปกติระหว่างความสัมพันธ์กัมพูชาและไทย เมื่อประเทศไทยตกอยู่ในภาวะการเผชิญหน้า การทะเลาะกันภายในระหว่าง รัฐบาล เสื้อเหลือง เครือข่ายคนไทยฯ สันติอโศก หรือเสื้อแดง เพียงสิ่งเดียวที่เขาคิดออกคือจับเอากัมพูชาเป็นตัวประกัน"
      
       "นายอภิสิทธิ์กำลังทำเหมือนเดิม เมื่อเขากล่าวถ้อยคำดูถูก และไม่เหมาะสม ไม่เพียงแค่การแสดงท่าทียั่วยุที่ชัดเจน แต่(แสดงถึง?)ความก้าวร้าว ต่อกัมพูชาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต"