ข่าว

โพลล์ชี้ปชช.เห็นก้ำกึ่งประท้วงเพื่อปชต.

โพลล์ชี้ปชช.เห็นก้ำกึ่งประท้วงเพื่อปชต.

30 ม.ค. 2554

เอเเบคโพลล์ เผย ความเห็นของประชาชนก้ำกึ่งประท้วงเพื่อปชต.+ไม่เชื่อรัฐเเก้ได้

(30ม.ค.)  ดร.นพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง กระแสข่าวการยึดอำนาจกับการชุมนุมประท้วงในสายตาประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ในเขตพื้นที่กรุงเทพและจังหวัดปริมณฑลจำนวนทั้งสิ้น 2,194 ตัวอย่าง โดยดำเนินโครงการในช่วง 28 -29ม.ค.2554 ผลการสำรวจพบว่า  ประชาชนมีจำนวนก้ำกึ่งกันคือ ร้อยละ 50.6 เห็นว่าการชุมนุมประท้วงของกลุ่มต่างๆ ในเวลานี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตย อย่างไรก็ตามร้อยละ 49.4 ไม่คิดว่าเป็นประชาธิปไตย ที่น่าเป็นห่วงคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 59.5 ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะสามารถแก้ปัญหาการชุมนุมประท้วงให้ผ่านพ้นไปได้อย่างสงบเรียบร้อย ในขณะที่ร้อยละ 40.5 ยังเชื่อมั่น

ดร.นพดล กล่าวต่อว่า เมื่อถามถึงการทำรัฐประหารหรือยึดอำนาจ ว่ามีจริงหรือไม่ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 77.4 ไม่เชื่อ แต่ร้อยละ 22.6 เชื่อว่าจะมีจริง แต่ตัวเลขเกินกว่า 1 ใน 5 แบบนี้ในทางสถิติถือว่าเริ่มมีนัยสำคัญ ดังนั้น ถ้าหากไม่เป็นจริง หน่วยงานหรือคณะบุคคลต้องรีบออกมาทำความกระจ่างยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม  ที่น่าพิจารณาคือ เกินกว่าครึ่งหรือร้อยละ 53.4 คิดว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้จะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐบาลในระดับมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 27.5 กระทบระดับปานกลาง และร้อยละ 19.1 คิดว่ากระทบรัฐบาลน้อยถึงไม่กระทบเลย

ดร.นพดล เป็นห่วงว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอาจไม่เป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์ต่างๆ พยากรณ์ไว้ เพราะขณะนี้ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 68.5 กำลังคิดหนักและลังเลในการซื้อสินค้าราคาสูง เช่น บ้าน รถยนต์ ทีวี ตู้เย็น เพราะไม่รู้ว่าประเทศชาติจะไปในทิศทางใด เช่นเดียวกันแม้แต่ สินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 65.0 คิดหนักลังเล และประหยัดมากขึ้นในการใช้จ่ายสินค้าประจำวัน มีเพียงประมาณร้อยละ 30 เท่านั้นที่ไม่คิดหนัก ไม่ลังเล แต่ยังคงใช้จ่ายตามปกติ  และเมื่อสอบถามถึงแหล่งซื้อสินค้าบริการที่หลีกเลี่ยงในช่วงการชุมนุมทางการเมือง พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 75.4 ระบุหลีกเลี่ยงแถว ราชประสงค์ รองลงมาคือ ร้อยละ 37.4 ระบุแถวสีลม ร้อยละ 27.0 ระบุแถวเยาวราช รองๆ ลงไปคือ ปทุมวัน วงเวียนใหญ่ บางลำภู พาหุรัด รังสิต ศรีนครินทร์ บางแค ท่าพระ และอื่นๆ เช่น จตุจักร ประตูน้ำ บ้านหม้อ เป็นต้น

ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้ย่อมมีผลกระทบทางจิตวิทยาต่อความเชื่อมั่นของประชาชนทั่วไป และอาการแก่วงตัวของรัฐบาลย่อมส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ หากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม ผู้นำการชุมนุมกำลังประสบความสำเร็จที่สามารถนำประชาชนจำนวนมากออกมาเรียกร้องในที่สาธารณะได้ และถ้าการชุมนุมเป็นไปตามวิถีประชาธิปไตย ความสำเร็จในการนำประชาชนออกมาได้น่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านกฎหมายและการทำให้กฎหมายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ถ้าการชุมนุมนำมาซึ่งการเปลี่ยนรัฐบาลและการต่อรองเฉพาะกลุ่มเพียงอย่างเดียวก็ไม่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในวิถีทางประชาธิปไตย ถ้ารัฐบาลประเมินว่า ไม่สามารถอยู่ต่อไปได้         ก็น่าจะตัดสินใจเร่งทำอะไรบางอย่างเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยส่วนรวมอย่างยั่งยืนเพื่อหยุดทุกอย่างไม่ให้เลวร้ายลงไปกว่านี้

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 53.1  เป็นหญิง ร้อยละ 46.9 เป็นชาย  ตัวอย่างร้อยละ 4.2 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 21.8 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 26.8 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 26.6 อายุระหว่าง 40-49 ปี และร้อยละ 20.6 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 62.8 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 31.6 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 5.6 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี  ตัวอย่างร้อยละ 28.7 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 28.6 ระบุอาชีพธุรกิจส่วนตัว/ค้าขาย ร้อยละ 16.4 ระบุพนักงาน/ลูกจ้างเอกชน  ร้อยละ 7.6 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.0 ระบุอาชีพแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 7.8 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 3.9 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ