
"มาร์ค"จัดรายการเชื่อมั่นฯจากสวิสฯ
นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" เป็นครั้งที่ 105
(30 ม.ค.54) เวลา 09.00 น. ที่นครซูริค สมาพันธรัฐสวิส นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์เป็นครั้งที่ 105 ผ่านสถา นีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
ช่วงที่ 1
สวัสดีพี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพครับวันนี้ผมอยู่ที่นครซูริค สวิตเซอร์แลนด์ หลังได้เดินทางมาร่วมประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum นะครับ ซึ่งในช่วงที่ 2 ของรายการนั้นก็จะได้มีการสนทนากับพิธีกรรับเชิญเกี่ยวกับเรื่องของการเดินทางมาประชุมในครั้งนี้ และการประชุมในครั้งนี้นั้น ปีนี้ผมได้นำภาคเอกชนของไทยมาร่วมประชุมด้วย ซึ่งก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้เอกชนไทยนั้นสามารถที่จะมาสร้างเครือข่ายกับทางนักธุรกิจชั้นนำของโลก เพื่อประโยชน์ในการที่จะขยายธุรกิจออกไปในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งได้มีโอกาสมารับรู้รับทราบถึงแนวคิดของผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนชั้นนำของโลกเช่นเดียวกัน นั่นคือช่วงที่ 2 ของรายการ ที่จะมาพูดคุยกัน
สำหรับช่วงแรกนะครับ ผมก็ขอใช้เวลาในการที่จะรายงานเรื่องสำคัญ ๆ ที่ผ่านมาในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมานะครับ เริ่มต้นจากเรื่องของการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งขณะนี้ได้ผ่านในวาระที่ 2 ไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะเรียนให้ทราบอีกครั้งหนึ่งว่า การแก้ไขเพิ่มเติมในครั้งนี้ก็มีเพียง 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือเรื่องของการที่จะทำให้การมีความชัดเจนในเรื่องของประเภทของหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับการไปทำข้อตกลงระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องการค้าการลงทุน เรื่องเศรษฐกิจนั้น ประเภทใดบ้างที่จะต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ การแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้จะให้รัฐบาลนั้นมีอำนาจในการที่จะตรากฎหมายกำหนดประเภทได้ ซึ่งจะช่วยลดภาระของทางรัฐสภา และช่วยร่นเวลาของหนังสือสัญญาซึ่งปัจจุบันนั้นมีการนำเสนอเข้าสู่รัฐสภาค่อนข้างจะมาก แล้วก็เป็นอุปสรรคสำหรับฝ่ายบริหาร แต่ให้ความมั่นใจครับว่าการแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้จะไม่กระทบกระเทือนกับเรื่องของหนังสือสัญญาสำคัญ ๆ ไม่เกี่ยวข้องกับหนังสือสัญญาที่เกี่ยวข้องกับเขตแดน และกรณีของเศรษฐกิจนั้นก็จะมีการกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนครับว่า ถ้ามีผลกระทบอย่างกว้างขวางนั้น ก็ยังจะต้องนำเสนอการพิจารณา ก็คือการพิจารณาของรัฐสภาเช่นเดียวกัน
ส่วนประเด็นที่ 2 จะเป็นเรื่องของการแก้ไขเรื่องของเขตเลือกตั้งครับ สาระสำคัญจะมี 2 ส่วน คือการกลับไปใช้เขตเลือกตั้งแบบเขตละคน ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวทางซึ่งใช้กันอยู่ในสากล เกือบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกประเทศนะครับ แต่ว่าขณะเดียวกันเนื่องจากการทำให้มีการเลือกตั้งแบบเขตละคน จะทำให้เขตเลือกตั้งไม่ตรง ซึ่งก็มีข้อห่วงใย ก็จะมีการปรับจำนวน ส.ส. ในระบบเขตเลือกตั้งลงจาก 400 คนเป็น 375 คน ขณะเดียวกันก็จะเพิ่ม ส.ส. ในระบบบัญชีรายชื่อ จาก 80 คนเป็น 125 คน นะครับ ซึ่งก็จะทำให้เกิดการถ่วงดุลกัน ระหว่างการที่ ส.ส. นั้นมาจากการเลือกตั้งในเขตที่เล็กลง กับการที่จะมีการเลือกตั้งซึ่งแข่งขันกันด้วยเรื่องของนโยบายระดับชาติ
หลังจากวันนี้ไปนะครับตามรัฐธรรมนูญนั้นจะต้องมีการเว้นระยะเวลาไว้ 15 วัน ก่อนที่จะมีการลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่ 3 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งท่านประธานรัฐสภาก็ได้มีการนัดหมายในการที่จะลงมติในวันที่ 11 กุมภาพันธ์นะครับ วันนั้นจะไม่มีการอภิปรายอีกแล้ว จะเป็นการประชุมเพื่อมีการลงมติใน 2 เรื่องนี้ทันที ส่วนการลงมตินั้นในวาระที่ 3 รัฐธรรมนูญก็กำหนดเอาไว้ว่าจะต้องทำโดยเปิดเผยด้วยวิธีการขานชื่อ เมื่อได้ข้อยุติในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ หากว่าทั้ง 2 ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ขั้นตอนต่อไปก็คือการนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และถ้าทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ก็ถือว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อย แต่ถ้าหากว่าไม่ผ่านความเห็นชอบ รัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับก็จะตกไปครับ หากว่าสมมติว่ารัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบันนั้นผ่านนะครับ และมีผลบังคับใช้ ก็ขอเรียนครับว่าในเรื่องของการเลือกตั้งนั้นมีการกำหนดเอาไว้ครับว่าไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้มีการตรากฎหมายลูก หากมีความจำเป็นในการที่จะจัดให้มีการเลือกตั้งก่อน ก็สามารถให้ทาง ก.ก.ต. นั้นดำเนินการได้ โดยการออกเป็นระเบียบ ทั้งนี้ก็ต้องถือว่าแม้ว่ากฎหมายการเลือกตั้งยังไม่ได้มีการแก้ไข แต่ว่ากฎหมายเลือกตั้งมีศักดิ์ต่ำว่ารัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นบทบัญญัติใดที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่สามารถที่จะนำมาใช้ได้ เมื่อเรามีกติกาที่ชัดเจนเช่นนี้นะครับ
ผมก็ขอเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ที่เคยพูดเอาไว้ว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งโดยไม่รอให้ครบวาระ ก็จะหมดเงื่อนไขอีกเรื่องหนึ่งไป ผมถือว่าผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้นได้มีข้อยุติหรือข้อตกลงกันแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นจะใช้ระบบการเลือกตั้งแบบใด โดยเฉพาะเมื่อรวมกับเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ผมได้เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นการที่เศรษฐกิจฟื้นตัวค่อนข้างที่จะมั่นคง แข็งแรงแล้ว และถ้าเราติดตามสถานการณ์ต่อไปว่า แม้จะมีการยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉิน ไม่มีการใช้กฎหมายพิเศษ หากบ้านเมืองสงบเรียบร้อยระดับหนึ่งนะครับ แม้จะมีการชุมนุมแต่ถ้าเป็นการชุมนุมซึ่งไม่มีการใช้ความรุนแรง และเราสามารถที่จะไปเลือกตั้งแข่งขันกันได้บนพื้นฐานของความเป็นธรรม เป็นการเลือกตั้งที่เสรี เป็นการเลือกตั้งที่ไม่มีความวุ่นวาย รัฐบาลก็พร้อมที่จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชนตามวิถีทางของประชาธิปไตยต่อไป ซึ่งผมคิดว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่จะขยับบ้านเมืองหรือระบอบประชาธิปไตยของไทยให้เดินเข้าไปข้างหน้า เดินไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งเพื่อความสงบเรียบร้อยและเพื่อที่จะให้กระบวนการของการพัฒนาการกำหนดนโยบายในทุก ๆ ด้าน เป็นไปอย่างราบรื่นต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญครับ
เรื่องที่ 2 ในสัปดาห์ที่ผ่านมาที่มีความสำคัญในแง่ของเศรษฐกิจ และในแง่ของการกำหนดแนวทางต่อไปก็คือการที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 2 ส่วนครับ ส่วนแรกก็คือเรายืนยันที่จะมีการเสนองบประมาณกลางปี ซึ่งเป็นกฎหมายสั้น ๆ ง่าย ๆ ครับ สืบเนื่องมาจากการที่เราสามารถจัดเก็บรายได้เกินเป้าหมายประมาณ 120,000 ล้านในปีงบประมาณนี้ เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็มีแนวคิดครับว่าเมื่อเราสามารถเก็บเงินได้เกินเป้า ก็น่าที่จะได้ปลดเปลื้องในเรื่องของภาระที่เกี่ยวข้องกับการกู้เงินที่ผ่านมา โดยการตั้งงบประมาณสำหรับการชดใช้เงินคงคลัง 84,000 ล้านบาท ซึ่งถ้าหากเราทำเช่นนี้ก็จะสามารถทำให้การทำงบประมาณในปีงบประมาณ 2555 ซึ่งผมก็มั่นใจว่าจะเป็นงบประมาณที่รัฐบาลชุดใหม่จะเป็นผู้เข้ามาใช้ ก็จะสามารถทำได้อย่างคล่องตัว ไม่มีภาระในเรื่องของการที่จะต้องจัดเงินงบประมาณชดใช้เงินคงคลังถึง 84,000 ล้าน ขณะเดียวกันครับเมื่อมีการตั้งงบประมาณกลางปี ก็จะมีการจัดเงินไปให้ท้องถิ่นเพิ่มเติมนะครับ โดยเฉพาะในส่วนของเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุ และเบี้ยคนพิการครับ ซึ่งหลังจากที่ได้มีการจัดทำงบประมาณสำหรับปีนี้แล้ว ปรากฏว่ามีทั้งผู้สูงอายุและคนพิการนั้นมาขึ้นทะเบียนเกินกว่าจำนวนที่ใช้ในการคำนวณงบประมาณในช่วงต้นปีงบประมาณครับ เพราะฉะนั้นก็จะมีการจัดสรรเพิ่มเติมตรงนี้ประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท
นอกจากนั้นครับจะมีการจัดงบประมาณสำหรับการฟื้นฟูโครงการที่สืบเนื่องมาจากปัญหาน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา และไม่สามารถที่จะเกลี่ยงบประมาณปกติ หรือสามารถที่จะปรับเงินในส่วนอื่นมาได้ จริง ๆ ตรงนี้ขณะนี้มีโครงการที่หน่วยงานต่าง ๆ ขอเข้ามาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้วถึงประมาณ 20,000 ล้านครับ แต่ว่ารัฐบาลจะกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจนว่า จะไม่ใช่เงินถึง 20,000 ล้านครับ กำหนดเพดานเอาไว้ที่ 9,9000 ล้าน เพื่อที่จะให้งบประมาณกลางปีนั้นมีจำนวนทั้งสิ้น 100,000 ล้านเท่านั้น เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วจริง ๆ เราเก็บเงินเพิ่มเติมมาได้ 120,000 ล้านก็เป็นการลดการขาดดุลในปีนี้ไปประมาณ 20,000 ล้านบาทจากที่ได้เคยวางแผนเอาไว้ 9,900 ล้านนั้นขณะนี้คณะกรรมการที่มีท่านรัฐมนตรีสาทิตย์ วงศ์หนองเตยเป็นประธาน ก็จะไปหารือกับทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องนะครับ ส่วนใหญ่จะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรฯ ที่จะมีโครงการในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากน้ำท่วม อาจจะมีบางโครงการที่เป็นเรื่องของการป้องกัน โดยจะตัดโครงการที่เห็นว่าอาจจะยังไม่จำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการในขณะนี้ หรือว่าไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณนี้ออกไป ก็จะมีการคัดให้เหลือ 9,900 ล้าน
ผมเรียนเพิ่มเติมครับได้กำหนดเป็นแนวทางชัดเจนด้วยครับว่า เมื่อมีการเสนองบประมาณกลางปีนี้ต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ในชั้นกรรมาธิการนะครับ เราจะเปิดโอกาสให้กรรมาธิการนั้นตรวจสอบทุกโครงการได้อย่างเต็มที่ เห็นว่ามีโครงการใดไม่จำเป็น ไม่อยากจะให้ใช้ในเงินงบประมาณกลางปี ตัดออกไปแล้ว ก็จะลดวงเงินงบประมาณกลางปีลงไปครับ จะไม่มีการมีการแปรญัตติเพิ่มเติมเอาโครงการอื่นเข้ามาโดยเด็ดขาดนะครับเพราะว่า การจัดงบประมาณกลางปีนี้ก็เพื่อที่จะต้องการที่จะเร่งรัดเรื่องของการชดใช้เงินคงคลัง การจัดเงินให้เพียงพอสำหรับท้องถิ่นในส่วนของผู้สูงอายุ คนพิการ และเฉพาะโครงการที่จำเป็นเท่านั้น ในการที่จะฟื้นฟูจากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมานะครับ
ส่วนงบประมาณอีกเรื่องหนึ่งที่ได้มีการเห็นชอบไปก็คือกรอบงบประมาณสำหรับปีงบประมาณ 2555 ครับ ซึ่งหลักสำคัญนั้นที่อยากจะเรียนประการแรกก็คือ งบประมาณที่ตั้งไว้ในขณะนี้ก็จะเป็นเงิน 2,250,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบประมาณปีปัจจุบัน 180,000 ล้าน หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 8.7 ซึ่งก็ถือว่าเป็นการเพิ่มของงบประมาณที่ค่อนข้างที่จะไม่สูงไม่ต่ำจนเกินไป ที่สำคัญก็คือว่าจะมีการจำกัด คือปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงมาครับ จากเดิมซึ่งปีที่แล้วเราขาดดุลถึง 420,000 ล้าน ก็จะขาดดุลอยู่เพียง 350,000 ล้าน เพราะฉะนั้นถ้าจะคิดเป็นตัวเงินก็ดี หรือคิดเป็นสัดส่วนของงบประมาณนั้น ก็เป็นทิศทางที่ชัดเจนว่าขณะนี้เรากำลังปรับลดการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งก็เป็นไปตามแผนระยะกลางของรัฐบาลที่ได้ประกาศไปแล้วว่า เราตั้งใจที่จะให้งบประมาณนั้นกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลในประมาณอีก 4 ปีข้างหน้า



