ข่าว

มาร์คย้ำ5ปีไทยเป็น1ใน10ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก

มาร์คย้ำ5ปีไทยเป็น1ใน10ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก

29 ม.ค. 2554

นายกฯ ย้ำอีก 5 ปี ไทยมีแนวโน้มเป็น 1 ใน 10 ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก เผยนักธุรกิจและสื่อต่างชาติสนใจสอบถามภาวะเศรษฐกิจและการเมืองในไทย ยันทุกฝ่ายในสังคมกำลังมุ่งสู่การเลือกตั้ง

วันที่ 29 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภารกิจวันแรกของการเข้าร่วมประชุม World Economic Forum ครั้งที่ 41 ที่เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ว่า ได้พูดคุยใน 3 เวที เวทีแรกเป็นเวทีที่สำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นการรวมตัวของผู้ผลิตชั้นนำของโลกทั้งหมด และให้ความสำคัญอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ไทยเป็นผู้ผลิต 1 ใน 15 ของผู้ผลิตรายใหญ่ของโลก แต่ถ้าดูจากตัวเลขการเติบโตมีแนวโน้มว่าจะเป็น 1 ใน 10 ได้ ภายใน 5 ปีข้างหน้า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากการมีเขตการค้าเสรีอาเซียนกรณีที่ไทยมีแรงจูงใจในการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงาน จึงมั่นใจว่าในอนาคตจะมีรายอื่นหรือรายปัจจุบันขยายการลงทุนมากยิ่งขึ้น

 นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เวทีที่สองเป็นเวทีอภิปรายเรื่องการเจริญเติบโตเศรษฐกิจโลกในอนาคตจากนี้ไปร่วมกับผู้นำหลายประเทศ ซึ่งเห็นตรงกันว่าเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากวิกฤติ จำเป็นต้องให้เกิดความมั่นใจว่าสถานการณ์วิกฤติจะไม่ย้อนกลับมา สิ่งสำคัญคือการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุล ยั่งยืน มีความเป็นธรรม โดยตนได้กล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการเป็นธงนำในการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ควบคู่กับความจำเป็นร่วมมือระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ส่วนเวทีที่ 3 คือได้อภิปรายเกี่ยวกับบทบาทของภาครัฐ ซึ่งรัฐบาลไทยมุ่งเน้นการสร้างโอกาส สร้างความยืดหยุ่นให้คนมีความพร้อมในการปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจ ให้หลักประกันเรื่องความมั่นคงในชีวิต และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในนโยบายเพื่อความยั่งยืน อาทิ กองทุนเงินออม สวัสดิการชุมชน

 นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศชั้นนำอีกหลายสำนัก โดยได้ทำความเข้าใจสถานการณ์ของประเทศไทยในปัจจุบัน ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมือง โดยจะพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตมากกว่า เพราะเหตุการณ์ครั้งนั้นมีความรุนแรง ซึ่งทุกประเทศเข้าใจ และยอมรับถึงความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวกลับมาได้ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว รวมทั้งปัญหาการคอร์รัปชั่น โดยรัฐบาลเน้นเรื่องการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการสร้างความโปร่งใสการจัดซื้อจัดจ้าง อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าปัญหาคอร์รัปชั่นยังเป็นปัญหาที่รุนแรงในประเทศไทย และต้องแก้ไขอย่างต่อเนื่อง

 เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองต่างๆ ขณะนี้จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีผู้สอบถามถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกัน แต่ได้ชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ขณะนี้เราสามารถยกเลิกพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แม้จะยังมีประท้วงชุมนุม แต่ก็อยู่ในกรอบ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งตนได้เน้นว่าปีนี้จะเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง ซึ่งทุกฝ่ายในสังคมกำลังมุ่งไปสู่การเลือกตั้ง

 ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังได้หารือกับ Sir Terry Leahy ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเทสโก้ ซึ่งเปิดเผยว่าจะตั้งร้านปลอดคาร์บอนที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแห่งที่ 2 ของโลก และประเทศไทยจะได้ประโยชน์ รวมทั้งยินดีที่จะทำธุรกิจในประเทศไทย ขณะเดียวกันก็ให้ความสนใจสอบถามสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยด้วย ส่วนนายกรัฐมนตรีของไทยได้ขอให้บริษัทเทสโก้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม การศึกษาและเด็กมากขึ้น นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้หารือร่วมกับนาย Heinz Haller รองประธานบริหารและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการค้าบริษัท ดาว เคมิคอล โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าควรพบปะหารือกันให้ใกล้ชิดมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีมลภาวะที่มาบตาพุด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก ขณะที่นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่ดาว เคมิคอล ที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้

 สำหรับภารกิจในวันที่ 2 นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมอภิปราย หัวข้อ “Creating Shared Norms : The century’s Leadership Challenge” ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความแตกแยกในสังคมที่เพิ่มมากขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีจะเน้นเรื่องการสร้างความร่วมมือระดับโลก การสร้างความเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ การลดกความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคม ร่วมอภิปรายหัวข้อ “Business Interaction Group on Thailand” ซึ่งจะมี CEO ของค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกและบริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหารือร่วมกับนาย Paul Polman ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทยูนิลี่เวอร์ และศาสตราจารย์ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร World Economic Forum โดยในช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีจะบันทึกเทปรายการเชื่อมั่นประเทศไทยผ่านระบบ Telepresence และยังจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำแก่ภาคเอกชนไทยด้วย