
สุเทพสวนพธม.ไม่เจรจาควรฟังเหตุผล
"สุเทพ" สวนกลับพันธมิตร ไม่เจรจาก็ควรฟังเหตุผลกันบ้าง ปิดเส้นทางเสด็จไม่สมควรอย่างยิ่ง แจง "ฮุนเซน" พันธมิตรพูดหรือทำอะไรไม่เกี่ยวกับรัฐบาล พธม.ย้ำรบ.ทำตาม3ข้อเรียกร้องไม่เสียดินแดนเพิ่ม
(29 ม.ค.)นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ประสงค์จะเจรจากับนายกรัฐมนตรีภายหลังเดินทางกลับจากการไปประชุมที่กรุงดาวอส ว่า ก็ต้องใช้ความพยายาม รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องอดทน ใช้ความมานะพยายาม นายกรัฐมนตรีมีความประสงค์ที่จะพูดคุยกับทุกฝ่ายเพื่อให้เหตุการณ์คลี่คลายลง การที่เขาปฏิเสธนั้น เพราะเขาไม่ต้องการญาติดีกับรัฐบาลนั้น ตนมองว่าถึงไม่ญาติดีกัน ก็ไม่เป็นปัญหา แต่ก็ต้องยอมฟังเหตุฟังผลกันบ้าง เราฟังท่าน ท่านก็ต้องฟังเรา ส่วนการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการเจรจาในเรื่องการเปิดถนนเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ผบช.น.ได้รายงานว่าพยายามที่จะเจรจากันตลอดเวลาว่า คนตอนกลางวัน 200-300 คน แต่มีการปิดถนนตลอดทั้งสายทำให้คนกทม.เดือดร้อน และเกิดความไม่พอใจ ส่วนกลางคืนมีมากสุดก็ 2,000 กว่า คน ฉะนั้นจึงไม่มีความจำเป็นต้องปิดถนนเลย แต่ไปเจรจาก็ยังไม่ได้ผล ตรงนี้ได้กำชับว่าอย่าละความพยายาม ต้องพุดคุยกันต่อไป
นายสุเทพ กล่าวีอกว่า หากยังมีการชุมนุมที่ยืดเยื้ออยู่แบบนั้นก็จะใช้เวลาดูต่อไปอีก 2-3 วัน ว่าจะจัดการอย่างไร และคิดว่าเมื่อมีปริมาณคนที่ไม่มาก ก็น่าที่จะอยู่บนถนนเส้นเดียวไม่ใช่หลายเส้นทาง หรือไปอยู่บนซีกหนึ่งของถนน เพื่อให้การจราจรสามารถเดินทางได้ และหากประชาชนเดือดร้อนก็คงจะต้องมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และทางรัฐบาล ขณะนี้รอให้เวลาเจ้าหน้าที่ไปเจรจาอีกครั้งก่อน แต่คงยังไม่เด็ดขาดต้องค่อยๆเจรจาเมื่อถามย้ำว่าถนนราชดำเนินกลาง เป็นเส้นทางเสด็จ จะให้มีการทำอย่างนี้ได้หรือ นายสุเทพ กล่าวและว่า “ปิดถนน การปิดถนนไม่สมควรอย่างยิ่ง”
แจงฮุนเซนพันธมิตรพูดหรือทำอะไรไม่เกี่ยวกับรัฐบาล
นายสุเทพ กล่าวถึงปัญหาตามแนวชายแดนที่ต่างชาติมีความกังวลว่า ไม่ควรกังวลเพราะเราจะไม่ทำอะไรให้สถานการณ์เครียด เราพยายามรักษาสถานภาพปัจจุบันเอาไว้ เพราะเรายึดหลักว่าอยู่กับเพื่อนบ้านต้องพยายามไม่ให้มีปัญหากัน ส่วนในเรื่องการเร่งรัดให้กัมพูชา นำธงชาติลงจากบริเวณวัดแก้วคิรีสาวะระสิกขา ที่เป็นพื้นที่ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชานั้น คงไม่เป็นไร เราต้องค่อยๆแก้ เราต้องทำให้เงื่อนไขต่างๆหมดไปในที่สุด เราคบกับเพื่อนบ้านอย่าไปบังคับข่มขู่เขามาก ลองเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง ในขณะนี้ตนเชื่อว่า สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา คงโดนสื่อและประชาชนในประเทศเขาเองเล่นงานแย่แล้ว การที่พันธมิตรไปขมขู่เขาตลอดเวลานี้
"ผมอยากจะส่งข่าวถึงท่านนายกฯฮุนเซน ว่าสิ่งที่ผู้ชุมนุมพูดไปนั้นไม่เกี่ยวกับรัฐบาล อย่าได้ไปคิดว่าจะเป็นเรื่องเดียวกัน เห็นใจ ท่าทางฝ่ายเขาและเราเองก็ต้องอดทน ก็ต้องช่วยกันแก้ปัญหา" นายสุเทพ กล่าว
เมื่อถามว่ามั่นใจหรือว่า สมเด็จฮุนเซนจะเข้าใจการกระทำของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นเรื่องเข้าใจยาก เห็นใจ ส่วนที่มีความพยายามฉีกธงชาติแล้วทำให้ไทยเสียดินแดน เพราะมีการอ้างสิทธิ์นั้น นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ใช่ ตนได้ถามแม่ทัพภาค 2 แล้ว ธงคงเป็นธงที่เกี่ยวกับงานวัด แต่อย่าไปเถียงกัน เมื่อไม่สบายใจก็เจรจากัน
พธม.ย้ำรบ.ทำตาม3ข้อเรียกร้องไม่เสียดินแดนเพิ่ม
เมื่อเวลา 17.10 น. นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการประวัติศาสตร์ ฐานะแนวร่วมของกลุ่มพันมิตร แถลงข่าวพร้อมนำหลักฐานต่างๆมาแสดงประกอบการแถลงที่ด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการว่า รัฐบาลมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกมาแล้วประมาณ 3 ครั้ง แต่ไม่ได้เรื่องอะไร ซึ่งวันนี้ตนนำหลักฐานมาจากฝายกัมพูชาในสิ่งที่นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปเซ็นมาเมื่อการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบราซิล ซึ่งตนยืนยันว่ามีผลต่อประเทศไทยแน่นอนในการประชุมกรรมการมรดกโลกครั้งหน้าที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งตนเคยท้านายกรัฐมนตรีและนายสุวิทย์ให้ไปถามกับศูนย์กลางมรดกโลกแต่ก็ไม่มีการดำเนินการ
จากนั้นนายเทพมนตรี นำหลักฐานมาที่ระบุว่าเป็นหลักฐานจากฝ่ายกัมพูชาที่กัมพูชาเองก็ไม่ปฏิเสธ ซึ่งเป็นภาพถ่ายทางดาวเทียมที่อยู่ในแผนบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหารที่กัมพูชาที่เตรียมจะยื่นในการประชุมกรรมการมรดกโลกที่ประเทศบาห์เรนซึ่งเป็นหลักฐานใหม่ ดังนั้นประเด็นสำคัญเรายังมีข้อสงวนสิทธิ์ต่อสหประชาชาติอยู่ ซึ่งหลักฐานใหม่นี้เราอาจจะได้ตัวปราสาทคืน
“คือเราจะทำหนังสือถึงสหประชาชาติว่าข้อสงวนที่เราเคยทำไว้เมื่อ 6 ก.ค. 2505 โดยนายถนัด คอมันตร์ เราสามารถเรียกคืนตัวปราสาทได้เมื่อเรามีหลักฐานใหม่ เพราะฉะนั้นเมื่อหลักฐานใหม่เกิดจากฝ่ายกัมพูชารวมกับหลักฐานฝ่ายเรา เราก็สสามารถเรียกปราสาทคืนได้โดยไม่ต้องฟ้องศาลโลก” นายเทพมนตรี กล่าว
นอกจากนี้นายเทพมนตรี ยังระบุด้วยว่านายสุวิทย์ได้ปกปิดเอกสารบางส่วนที่ประทับตราว่าห้ามเผยแพร่ แต่ตนนำมาจากกัมพูชาจึงนำมาเผยแพร่ได้ เส้นพรมแดนในแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน จะกินพื้นที่เขาสัตตโสม ปราสาทพระวิหารและภูมะเขือ ส่วนพื้นที่ปัญหาที่วัดแก้ว สิกขาคีรีสวาระนั้น นายเทพมนตรี กล่าวว่า ต่อไปจะต้องมีการรื้อวัดทิ้งแต่ต้องเอาไว้ก่อน เพราะหากเกิดอะไรขึ้นจะเสมือนว่าทหารของเราจะไปฆ่าพระซึ่งแผนของกัมพูชาคือต้องการให้ศาสนิกชนทั่วโลกประณามเรา
นายเทพมนตรี กล่าวอีกว่า ในแผนฯของกัมพูชายังคงใช้แถลงการณ์ร่วมที่นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศ ไปลงนาม ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีการนำไปแปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ซึ่งนายสุวิทย์เห็นแล้วแต่ไม่ยอมเผยแพร่และเงียบไป นอกจากนี้ตนยังมีหลักฐานว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ออกหนังสือที่ลงนามโดยนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวง ระบุว่าห้ามข้าราชการในกระทรวงดำเนินการใดๆต่อปราสาทพระวิหารหรือช่วยเหลือให้เกิดตามมติให้ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 17 ม.ย. 2551 แต่ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศไปว่าจ้างนักวิชาการจำนวน 7.1 ล้านบาทจัดซื้อจัดจ้างเมื่อเดือนมิ.ย. 2553 และมีแนวโน้มว่าจะออกผลงาน 3 ประเด็น ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อคำสั่งของศาลปกครอง ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศต้องรับผิดชอบในการว่าจ้างนักวิชการกลุ่มนี้ด้วย
“นี่คือแผนบริหารจัดการของกัมพูชาที่จะเกิดขึ้นที่บาห์เรน แต่ฝ่ายของเรากลับไม่ทำอะไรเลย ซึ่งนายสุวิทย์ไม่รู้จะปกปิดเพื่ออะไร ผมเลยรำคาญเพราะว่าได้มาหลายเดือนแล้วเลยนำมาเผยแพร่เพื่อให้รู้ว่าเร็วๆนี้อะไรจะเกิดขึ้น ซึ่งหากแผนบริหารจัดการผ่านความเห็นชอบจากกรรมการมรดกโลก สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาจะได้เงินบูรณะจำนวน 4,500 ล้าน” นายเทพมนตรี กล่าว
นายเทพมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่ากทม. ระบุว่า การเซ็น MOU2543 เขาไม่ต้องรับผิดชอบนั้น แต่ตนบอกว่ามีหนังสือของนายวรากรณ์ สามโกเศศ ทำหนังสือถึงนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2543 ก่อนเซ็นเอ็มโอยูหนึ่งวันนั้น โดยระบุว่าม.ร.ว.สุมขุมพันธ์คือตัวแทนของรัฐบาลในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาและรมช.ต่างประเทศ ไปลงนาม ดังนั้นม.ร.ว.สุขุมพันธ์จะต้องรับผิดชอบจะโบ้ยให้คนอื่นรับผิดชอบไม่ได้ เพราะเป็นทั้งคนลงนามและตั้งเรื่องตั้งแต่ต้น รวมทั้งนายชวนต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย
นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวถึงปัญหาการประดับธงชาติกัมพูชาที่หน้าวัดแก้วฯว่า นี่คือแผนบริหารจัดการฯของกัมพูชา เพราะวัดแก้วฯจุดยุทธศาสตร์ที่กัมพูชาจะไม่ยอมลดธงลงเพื่อแสดงว่าเป็นพื้นที่ของกัมพูชาตามแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน เพราะสามารถเดินทางจากฝั่งกัมพูชาอ้อมเข้ามาผ่านตัววัดถึงปราสาทโดยไม่ต้องผ่านฝั่งไทยเหมือนแต่ก่อน ดังนั้นหากกัมพูชาสูญเสียตัววัดไปก็จะขึ้นถึงตัวปราสาทไม่ได้ ซึ่งธงประดับหรือธงงานวัดที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีระบุ
“วัดนี้สร้างเมื่อปี 2542 สมัยนายชวน หลีกภัย ซึ่งเคยมีการปลดธงมาแล้ว 1 ครั้งเมื่อปี 2551 บัดนี้ลามมาจนถึงปี 2553 เวลา 10 ปีผ่านไปจากรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็มาถึงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้องแก้ไขปัญหานี้หลายรอบแล้ว” นายปานเทพ กล่าว
ส่วนพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวถึงประเด็นทวงปราสาทพระวิหารคืนว่า ศาลโลกตัดสินแล้วแต่เราจำเป็นต้องทำตามศาลโลก แต่เราไม่ยอมรับว่าปราสาทเป็นของกัมพูชา ดังนั้นเมื่อโอกาสอำนวยก็จะขอคืน แต่เบื้องต้นขอให้รัฐบาลดำเนินการเพียง 3 ประเด็นที่พันธมิตรเรียกร้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เสียดินแดนอย่างมโหฬาร แล้วจากนั้นจะทวงคืนตัวปราสาทพระวิหาร



