
เปิดรัฐสภาพม่าส.ส.-ส.ว.ยังไม่รู้หน้าที่
ย่างกุ้ง-พม่าถือฤกษ์ดี 8.55 น. วันจันทร์เปิดประชุมรัฐสภานัดแรกโดยมีสมาชิกรัฐสภาจากการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ 7 พ.ย.53 เข้าร่วมประชุมพร้อมทหารนับร้อยนายที่ได้นั่งในสภาตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ
สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานเมื่อวันเสาร์ (29 ม.ค.) ว่ารัฐบาลพม่ากำหนดเปิดประชุมรัฐสภานัดแรกวันจันทร์ (31 ม.ค.) โดยถือฤกษ์ดี 8.55 น. เป็นเวลาเปิดประชุม ซึ่งจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาแห่งชาติ ที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนในการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ 7 พฤศจิกายน 2553 เข้าร่วมการประชุมในอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ในกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่ของพม่า
ซึ่งผลการเลือกตั้งปรากฏว่าพรรคเอกภาพแห่งชาติ (ยูเอสดีพี) และพรรคอื่นๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลพม่าได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นในสภา ถึง 882 ที่นั่งจากที่นั่งทั้งหมด 1,154 ที่นั่ง โดยการเลือกตั้งครั้งดังกล่าวพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของนางออง ซาน ซูจี ถูกตัดสิทธิ์ในการส่งผู้แทนเข้าชิงเก้าอี้ผู้แทนฯ ทำให้สภากลายเป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลโดยปริยาย
อย่างไรก็ตามแม้รัฐบาลพม่าได้จัดเตรียมการเลือกตั้ง และกำหนดแผนการสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นเวลานานหลายปี แต่จนถึงเวลานี้ สมาชิกรัฐสภายังไม่ทราบหน้าที่ของตนแต่อย่างใด นายโซ วิน ส.ส.พรรคพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ (เอ็นดีเอฟ) กล่าวว่า เชื่อว่าจะมีการแจ้งถึงบทบาทและหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาระหว่างที่สมาชิกรัฐสภาไปรวมตัวกันในวันจันทร์ก่อนการเปิดประชุมสภา
นอกจากนั้น ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับผู้ที่จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของประเทศ ซึ่งกฎหมายระบุกระบวนการคัดเลือกไว้ว่าคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจะเป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดีอีก 2 คน จากผู้ที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และสมาชิกสภาที่มาจากกองทัพ
นายเรเนาด์ เออกรีทู ผู้เชี่ยวชาญด้านพม่าแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง เชื่อว่า พลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย ที่รับตำแหน่งผู้นำประเทศตั้งแต่ปี 2545 แม้จะมีอายุถึง 77 ปีแต่ก็พยายามแสวงหาหนทางที่จะครองอำนาจการบริหารประเทศต่อไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้นำสูงสุดรายใหม่เข้าสู่อำนาจอย่างรวดเร็ว และกวาดล้างบริวารของพลเอกอาวุโสตัน ฉ่วย พ้นไปจากอำนาจ ซึ่งจะทำให้ผลประโยชน์หมดไป
ขณะที่นายวิน มิน นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยกล่าวว่า คณะรัฐบาลที่ประธานาธิบดีเป็นผู้คัดเลือกจะทำงานได้อย่างราบรื่น โดยได้รับแรงต้านจากรัฐสภาเพียงเล็กน้อย เพราะสมาชิกส่วนใหญ่มาจากพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลทหาร ขณะที่ทหารที่เข้าไปนั่งในสภาเป็นนายทหารที่มีประสบการณ์ด้านการเมืองน้อย และจะทำให้รัฐสภาพม่ากลายเป็น "สภาตรายาง" อย่างแท้จริง



