ข่าว

ใดๆ ในโลกล้วนต้อง ‘ลอง’

ใดๆ ในโลกล้วนต้อง ‘ลอง’

30 ม.ค. 2554

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งตัวเลขสถิติสำคัญในรอบปี 2553 มาให้ตั้งแต่ช่วงต้นปี ที่น่าสนใจและเป็นตัวเลขที่มีการพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำอีก คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นของดัชนีราคาหุ้นที่มากกว่า 40% หมายถึงหากใครลงทุนล้อตามดัชนีเป๊ะ ปีที่แล้วก็ฟันกำไรเห็นๆ กว่า 40%

จะด้วยอะไรก็ไม่อาจทราบ จากปกติที่ดิฉันจะลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอ แต่ปีที่แล้วกลับพลาดไป ดิฉันไม่มีเงินลงทุนในหุ้นแม้แต่สตางค์แดงเดียว ซึ่งเท่ากับว่าเสียโอกาสที่จะแชร์ผลกำไรจากตลาดหุ้นไปอย่างน่าเสียดาย

ปีนี้ ดิฉันจึงมุ่งมั่นที่จะแชร์ผลตอบแทนจากตลาดหุ้น แม้จะรู้ว่าโอกาสแบบปีที่แล้วคงไม่เกิดขึ้นแน่ๆ เนื่องจากระดับราคาที่สูงขึ้นของตลาดหุ้นในปีที่ผ่านมา ไม่มีแรงส่งให้ปีนี้สดใสเหมือนกับปีที่แล้วแน่ๆ

แต่เพราะความตั้งอกตั้งใจที่จะบริหารเงินลงทุนเล็กๆ น้อยๆ กลายเป็นข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ (ในความรู้สึกของดิฉัน) ระหว่างผู้ดำเนินรายการ “เงินทองต้องรู้” ทั้ง 2 คน นั่นคือ ดิฉันและคุณวีระ ธีรภัทร

เพราะดิฉันเลือกใช้วิธี “ถัวเฉลี่ย” หรือดอลลาร์ คอสต์ อะเวอเรจ (Dollar Cost Average) นั่นคือ ซื้อเฉลี่ยทุกเดือนในจำนวนเงินที่เท่าๆ กัน ส่วนคุณวีระจะซื้อกองทุนหุ้น ซึ่งเป็นกองทุนหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) แบบครั้งเดียวจบ

เท่ากับดิฉันต้องซื้อ 12 ครั้งด้วยต้นทุนที่ต่างกัน กับคุณวีระซื้อ 1 ครั้งในราคาเดียว จนถึงปลายปีนี้ค่อยมาเทียบกันว่า แบบไหนมีต้นทุนที่ดีกว่ากัน นี่แหละค่ะเป็นที่มาของ “ใดๆ ในโลกล้วนต้องลอง”

ตอนคุยในรายการ ดิฉันชอบตอนที่คุณวีระบอกว่า ปีนี้คงต้องยอมรับ “ความเสี่ยง” กันมากขึ้น โดยใช้ “หุ้น” เป็นตัวปรับผลตอบแทน ที่ชอบเพราะคุณวีระไม่เปิดรับความเสี่ยงใดๆ มา 2 ปี นับตั้งแต่วิกฤติซับไพรม์ที่อเมริกาลุกลาม จนทำให้มองภาพการลงทุนนอกบ้านว่าอุดมไปด้วยความเสี่ยงที่ยากจะรับมือไหว

แต่ถึงจะรับความเสี่ยงได้ ก็ต้องไม่ลืมกระจายความเสี่ยงด้วยนะคะ

บังเอิญสัปดาห์ที่แล้ว มีน้องที่สนิทกันโทรศัพท์มาถามว่า เพิ่งได้เงินก้อนใหญ่จากการขายบ้าน อยากจะลงทุนซื้อ “ทองคำแท่ง” ด้วยเงินทั้งก้อนที่มีอยู่ แล้วถามว่าราคาทองจะขึ้นอีกหรือไม่ ดิฉันก็อธิบายไปเหมือนที่เคยเขียนใน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” แต่ที่แตกต่างออกไป คือ ดิฉันไม่เห็นด้วยกับการลงทุนด้วยเงินทั้งหมดที่มีใน “ทองคำ” เพราะผิดหลักเรื่องของการกระจายความเสี่ยง

ปกติดิฉันไม่ค่อยชอบแนะนำอะไรให้ใครมากนัก เพราะปัจจัยแวดล้อม ความชอบหรือไม่ชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บอกได้แค่ว่าถ้าเป็นเรา ก็คงทำแบบนั้นแบบนี้ แต่เพราะความที่สนิทกัน รู้นิสัยใจคอกัน ก็เลยแนะนำให้ลองแบ่งเงินลงทุนเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรกให้แบ่งเงิน 60% ฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่ตอนนี้มีแคมเปญดอกเบี้ยเงินฝากออกมาล่อใจเต็มไปหมด

ล่าสุด ธนาคารกรุงไทย เปิดตัวเงินฝาก “กรุงไทยอั่งเปา” อายุ 18 เดือน ที่จะเริ่มรับฝากตั้งแต่วันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ ให้อัตราดอกเบี้ยขั้นบันได โดยเดือนแรกให้ดอกเบี้ย 10% ต่อปี เดือนที่ 2-18 เดือนเท่ากับ 2.20% ต่อปี เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 2.63% ต่อปี ฝากขั้นต่ำ 10,000 บาท พร้อมกับจะออกตั๋วแลกเงินหรือบีอี อายุ 18 เดือน อัตราดอกเบี้ย 2.8%

ก่อนหน้านี้ ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย ก็จัดโปรโมชั่นเงินฝากปลอดภาษีดอกเบี้ย 4% ต่อปี ระยะฝาก 24 เดือน ฝากได้ตั้งแต่ 1,000-25,000 บาท และเงินฝากออมทรัพย์เพิ่มค่าทันใจ ฝากปุ๊บ รับดอกเบี้ยปั๊บ 20,000 บาททันที ณ วันเปิดบัญชี สำหรับยอดฝาก 5 แสนบาท แต่จะต้องรักษายอดเงินฝากไว้ 12 เดือน

ลองหาเงินฝากโปรโมชั่นพิเศษดอกเบี้ยดีๆ ที่ตอนนี้แต่ละแบงก์กำลังเร่งระดมกันอยู่ ฝากนิ่งๆ สัก 60% ของเงินก้อน เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของการลงทุนประเภทอื่น

และถ้าอยากลงทุนในทองคำจริงๆ อาจจะแบ่งอีก 20% ของพอร์ตเข้าไปลงทุน แต่ดิฉันไม่แนะนำให้ไปซื้อทองคำแท่ง เพราะต้องมีเรื่องของการเก็บรักษา รวมทั้งพิสูจน์ว่า ทองจริงหรือทองปลอมอีกต่างหาก แต่ให้เลือกไปลงทุนผ่านกองทุนทองคำ หรือโกลด์ ฟันด์ แทน เหมือนกับอีก 20% ที่เหลือที่ใช้เป็นตัวปรับผลตอบแทน นั่นคือ การลงทุนในหุ้น ผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น ซึ่งใช้เงินไม่มาก แต่สามารถกระจายการลงทุนในหุ้นได้หลากหลายกว่า

  จริงๆ มีสินทรัพย์หรือตราสารที่สามารถเข้าไปลงทุนได้มากกว่านี้ แต่ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องกระจายให้ครบทุกประเภท แค่แบ่งเงินลงทุนเป็น 3-4 ก้อน ก็ต้องใช้ความพยายามไม่น้อยในการติดตามดูแลเงินที่ลงทุนไป

 แต่ทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ต้องใช้ความ “อดทน” เป็นที่ตั้งด้วยค่ะ เรื่องที่อยากจะลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทนรวดเร็วทันใจนั้น อย่าไปคาดหวังมาก เพราะต้องไม่ลืมว่า ระยะเวลาที่ยาวนานขึ้น จะช่วยลดความเสี่ยง และช่วยทำให้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น
เขียนมาถึงตรงนี้ มีข้อคิดดีๆ มาฝากกันค่ะ เป็นข้อเขียนข้อคิดจากคุณวรวรรณ ธาราภูมิ นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.บัวหลวง จำกัด ที่บอกว่า “คนไทยต้องอ่านออกเขียนได้ทางการเงิน” ใครสนใจคลิกไปหาอ่านได้ที่
www.bblam.co.th <http://www.bblam.co.th>

 งานเขียนชิ้นนี้ ยกตัวอย่างว่า เมื่อ 10 ปีก่อน ถ้ามีเงินลงทุน 1 ล้านบาท แล้วเลือกนำเงินไปฝากประจำในสัดส่วน 90% ฝากออมทรัพย์ 10% พอถึงสิ้นปี 2552 ผลตอบแทนจากการฝากเงินจะเท่ากับ 2.19% ต่อปีโดยเฉลี่ย โดยมีค่าความเสี่ยงที่อาจไม่เป็นเช่นนั้นที่ประมาณ 0.9% แต่หากนำเงินลงทุน 1 ล้านบาทเมื่อ 10 ปีก่อน ไปฝากประจำในสัดส่วน 10% ฝากออมทรัพย์ 5% ลงทุนในพันธบัตร 20% ลงทุนในทองคำ 5% ลงทุนในหุ้น 70% พอถึงสิ้นปี 2552 ผลตอบแทนบางปีโดยรวมติดลบ บางปีบวก แต่โดยเฉลี่ยแล้ว จะได้ผลตอบแทนเท่ากับ 7.06% โดยเฉลี่ยต่อปี   โดยมีค่าความเสี่ยงที่อาจไม่เป็นเช่นนั้นที่ประมาณ 33%
นั่นหมายถึงเราต้อง “จัดสมดุล” โดยกระจายการลงทุนให้เหมาะสม ไม่ใช่ฝากชีวิตทั้งหมดไว้กับดอกเบี้ยแบงก์อย่างเดียว ส่วนจะลงทุนอะไร เท่าไหร่ อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับสไตล์ใครสไตล์คนนั้น

บางทีอะไรบางอย่าง ก็ต้องเริ่มจากต้อง ‘ลอง’ ค่ะ

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]