ข่าว

ซูเปอร์ภูเขาไฟภัยล้างโลกที่รอวันปะทุ

ซูเปอร์ภูเขาไฟภัยล้างโลกที่รอวันปะทุ

29 ม.ค. 2554

นายโรเบิร์ต สมิธ ศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีพิบัติภัยที่เยลโลสโตนแห่งมหาวิทยาลัยยูทาห์ เปิดเผยว่าเปลือกโลกบริเวณอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน

 รัฐไวโอมิง มีการยกตัวผิดปกติถึงปีละ 3 นิ้วตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา และเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง นับเป็นสถิติการยกตัวมากที่สุดตั้งแต่มีการเริ่มบันทึกทางธรณีวิทยาเมื่อปี 2466 จากการศึกษาพบว่าบ่อหินละลายที่อยู่ลึกลงไปใต้เปลือกโลกนั้นอยู่ใกล้ผิวโลกขึ้นมามาก
นั่นอาจเป็นสัญญาณจากธรรมชาติที่เตือนว่า “ซูเปอร์โวลคาโน” หรือภูเขาไฟขนาดยักษ์ ที่ก่อตัวภายใต้พื้นที่อุทยานแห่งชาติเยลโลสโตนกำลังนับถอยหลังรอวันปะทุในอนาคตอันใกล้ สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ หากเกิดระเบิดออกด้วยแรงดันมหาศาล ก็จะมีอำนาจทำลายล้างทุกสิ่งบริเวณพื้นที่โดยรอบ

 ปรากฏการณ์ซูเปอร์โวลคาโน ในพื้นที่ตอนกลางของสหรัฐปะทุนั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้งตั้งแต่ช่วง 2.1 ล้านปีก่อนโน้น นั่นหมายความว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวมีวงจรการก่อกำเนิดเฉลี่ยทุกๆ 7 แสนปี ซึ่งในช่วงเวลาอันใกล้นี้ก็อาจจะครบรอบช่วงเวลาดังกล่าวของวงจรแล้ว

 ซูเปอร์โวลคาโน ก่อตัวคล้ายกับดอกเห็ดอยู่ภายใต้ผิวโลก โดยมีหินหลอมเหลวเป็นฐาน และมีชั้นก๊าซร้อนอยู่ด้านบน หินร้อนใต้ผิวอุทยานแห่งชาติเยลโลสโตน ได้ทะลุทะลวงชั้นหินขึ้นมาจากความลึก 400 ไมล์ มาจ่ออยู่ที่ความลึก 30 ไมล์ใต้ผิวดินอยู่ในเวลานี้ ทั้งยังแผ่กระจายออกไปด้านข้างเป็นรูปหมวกเห็ด กว้างถึง 300 ไมล์

 ภายในหมวกเห็ดจึงสะสมไว้ด้วยหินหลอมเหลวอุณหภูมิกว่า 800 องศาเซลเซียส และชั้นก๊าซพิษ เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่รอการปะทุ ออกมาบนพื้นผิวโลก ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายกับการเปิดขวดโซดาที่ถูกเขย่า ที่ทั้งหินหลอมเหลว จะพุ่งทะลักออกมาด้วยความเร็วสูง เพราะได้แรงดันจากก๊าซที่สะสมอยู่ภายใน

 ด้วยสภาพเช่นนั้นการปะทุจึงจะมีพลังรุนแรงอย่างยิ่งจนยากที่จะเปรียบได้ มีการประเมินว่าหลังการปะทุผืนดิน 2 ใน 3 ของสหรัฐอเมริกาจะยุบตัวลงไป คล้ายกับลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมกะทันหัน

 ขณะเดียวกันชั้นบรรยากาศโลกจะเต็มไปด้วยเถ้าถ่านและก๊าซพิษที่นอกจากจะเป็นภัยต่อสิ่งมีชิวตที่สูดดมเข้าไป ทั้งยังจะทำตัวเป็นม่านกางกั้นแสงอาทิตย์ ที่ส่งมายังโลก ทำให้อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว พืชอาจไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ และจะเกิดฝนกรดตกลงมาเนื่องจากก๊าซซัลเฟอร์รวมตัวเข้ากับไอน้ำ มีฤทธิ์กัดกร่อนทุกสิ่งทุกอย่างที่สัมผัส

 เหตุการณ์ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปเมื่อกว่า 65 ล้านปีก่อน อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคตอันใกล้นี้ แต่คราวนี้ “ภัย” ของสิ่งมีชีวิตไม่ได้มาจากอุกกาบาตนอกโลก แต่เป็น “ภัย” ที่อยู่ภายใต้พื้นผิวของโลก นี่เอง