
ประชาวิวัฒน์เปิดช่องดึงแรงงาน24ล. เข้าระบบ
ทันทีที่รัฐบาลเปิดตัวนโยบายประชาวิวัฒน์ และประกาศมอบของขวัญให้แก่คนไทย 9 ข้อ ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ก็เกิดกระแสวิจารณ์ โดยเฉพาะของขวัญชิ้นแรกที่เปิดโอกาสให้ "แรงงานนอกระบบ ได้มีโอกาสเข้าถึงประกันสังคมในราคาที่ยืดหยุ่น ตั้งเป้าเดินหน้าเต็มตัวเดือนกรกฎาคม
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการ เอ็นจีโอ ผู้นำแรงงาน แต่กลุ่มแรงงานนอกระบบตัวจริง อย่างมอเตอร์ไซค์รับจ้าง คนขับแท็กซี่ แม่ค้า เกษตรกร หรือชาวบ้านร้านตลาด ส่วนใหญ่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า โครงการที่ว่าเป็นมาอย่างไร เพราะเกือบทุกพื้นที่สื่อมีแต่เสียงวิพากษ์
หากย้อนไปถึงที่มาของโครงการนี้จะพบว่า มัน “เกือบ” จะเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว แต่ติดปัญหาที่การตัดสินใจ และความ “ไม่เสถียร” ทางการเมือง
ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ประกาศเดินหน้าเต็มที่ สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน บอกว่า ฝ่ายปฏิบัติอย่างสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งศึกษาแนวทางขยายประกันสังคมให้แก่แรงงานนอกระบบมาหลายปี ประกอบกับผู้ใช้แรงงานที่ยื่นข้อเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่องจึงเกิด “โมเดล” ทางเลือกสิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ระบบสมัครใจขึ้น
แต่เนื่องจากที่ผ่านมา ประกันสังคมให้สิทธิเฉพาะแรงงานในระบบ หรือผู้ประกันตนมาตรา 33 ซึ่งล่าสุดมี 9-10 ล้านคน จากกำลังแรงงานของประเทศที่มีราว 37 ล้านคน นั่นหมายความว่าแรงงานที่อยู่นอกระบบกว่า 24 ล้านคน ยังเข้าไม่ถึง
แม้ว่ากองทุนประกันสังคมจะเปิดช่องให้แรงงานนอกระบบเข้าถึงประกันสังคมได้ โดยการสมัครใจ ตามมาตรา 40 แต่ปัจจุบันมีคนสมัครในส่วนนี้ราว 50 คนเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่มีแรงจูงใจ อีกทั้งแรงงานนอกระบบส่วนใหญ่มีรายได้ไม่แน่นอน ไม่สามารถจ่ายเงินสมทบตามเงื่อนไข เดือนละ 280 บาทได้
นั่นคือที่มาของ “ประกันสังคมภาคประชาชน” หรือ “สังคมสวัสดิการ” เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่แรงงานนอกระบบ แต่ไม่ใช่เป็น “รัฐสวัสดิการ” ที่ภาครัฐเป็นฝ่ายให้อย่างเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะประชาชนเป็นผู้จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นหลัก คือราว 2 ใน 3 ขณะที่รัฐช่วยจ่ายราว 1 ใน 3 ดังนั้นรัฐ จึงไม่ใช่ผู้สนับสนุนหลัก หรือเป็นผู้จ่ายทั้งหมด
ซึ่งตรงนี้ก็คือ 1 ใน 9 มาตรการตามโครงการประชาวิวัฒน์ ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน และใช้แรงงานนอกระบบใน กทม. เป็นจุดนำร่อง โดย สังศิต พิริยะรังสรรค์ หัวหน้าคณะกรรมการติดตามโครงการประชาวิวัฒน์ ระบุว่า นี่คือความต้องการของประชาชนที่พยายามสร้างความมั่นคงให้กับชีวิต โดยราคาที่ต้องจ่ายนั้น รับได้ทั้งสองฝ่าย
1.ประชาชนจ่ายเงินสมทบเดือนละ 70 บาท รัฐจ่าย 30 บาท รวมเป็น 100 บาท จะได้รับสิทธิประโยชน์ 3 กรณีคือ
- ชดเชยรายได้เมื่อเจ็บป่วย วันละ 200 บาท ไม่เกิน 20 วัน ต่อปี
- ทุพพลภาพ รับเดือนละ 500-1,000 บาท เป็นเวลา 15 ปี
- เสียชีวิต ได้ค่าจัดการศพ 2 หมื่นบาท
2.ประชาชนจ่าย 100 บาท รัฐจ่าย 50 บาท รวมเป็น 150 บาท ได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มคือ บำเหน็จจากเงินออม พร้อมดอกผล รับเป็นเงินก้อนเมื่ออายุครบ 60 ปี
ขณะเดียวกัน เมื่อสมัครตรงนี้แล้ว ก็ยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลจาก สปสช.เหมือนเดิม โดยที่ไม่ได้รับสิทธิในการรักษาพยาบาลจากกองทุนประกันสังคมอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ที่สำคัญคือ ไม่ควรนำสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนมาตรา 40 ระบบสมัครใจ ไปเปรียบเทียบกับผู้ประกันตน มาตรา 33 เพราะผู้ประกันตนในระบบ ต้องจ่ายเงินสมทบในอัตราสูงกว่า จึงได้รับสิทธิประโยชน์มากถึง 7 กรณี ซึ่งก็หมายความว่า ใครที่มีเงินเดือนสูงกว่า 1.5 หมื่นบาท จะต้องถูกหักเดือนละ 750 บาท
จุดนี้ถือเป็นการเริ่มต้น เพื่อให้ประชาชนที่ไม่มีหลักประกัน ได้รับความคุ้มครอง แม้จะได้รับสิทธิไม่มาก คือได้เพียง 3-4 กรณี แต่ก็จ่ายเงินสมทบในอัตราต่ำสุด
การขยายประกันสังคมราคาถูก เพื่อแรงงานนอกระบบ ที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานกำลังผลักดันอยู่นี้ คงจะต้องดูกันต่อไปว่า ประโยชน์ที่จะได้รับสมราคาหรือไม่ และที่ว่าจะมีการพัฒนากันต่อไปนั้น จะเป็นอย่างไร ที่สำคัญ เป้าหมายที่จะดึงคนเหล่านี้มาอยู่ในระบบถึง 24 ล้านคนนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่



