
ปัดทัพไทยกลัวเขมรต้องให้เกียรติกัน
เขมรเคลื่อนพลรถถังยานหุ้มเกราะแกะกล่องพร้อมอาวุธหนักเบาประชิดชายแดนหลังข่าวซ้อมรบทหารไทย ส.ว.คำนูณ ย้ำไทยแพ้ตั้งแต่ ยอมรับ เอ็มโอยู 43 แล้ว จี้รัฐบาลให้งบทหารเพื่อหนุนรัฐบาลป้องกันประเทศ ด้าน พล.อ.อ.วีรวิท อัดรัฐบาลล้มเหลวบริหารราชการแผ่นดิน เย้ยไทยเสีย
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 มกราคม 2554 แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ กล่าวว่า ภายหลังจากการที่ทางทหารไทยได้ฝึกปฏิบัติจริงภาคสนามแก่กองกำลังพล สร้างเสริมประสบการณ์เขี้ยวเล็บในแต่ละหน่วยเป็นการฝึกจริงภาคกสนามประจำปี มีการซ้อมรบตามแนวชายแดน ทำให้กัมพูชาได้เคลื่อนกำลังพลนำรถถัง ยานหุ้มเกราะ อาวุธหนัก เบา นำกองกำลังจากหลัก 3 กองพลประชิดชายแดนกัมพูชาไทยห่างเขตแดนประมาณ 3 - 5 กิโลเมตร
แหล่งข่าว กล่าวว่า ตามแนวเส้นทางคู่ขนานชายแดนไทยกัมพูชาเทือกเขาพนมดงรักไปทางทิศตะวันตกเฉียงหนือ เส้นทางจากอำเภออัลลองเวง - อุดรมีชัย บริเวณที่มีการปลูกอ้อยจำนวนมาก ฝั่งตรงข้ามพื้นที่ตำบลจรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ มีรถถังแกะกล่อง และเก่าไม่ทราบยี่ห้อ ประเทศที่ผลิตเข้าประชิดเขตแดนประจำการ ร่วม 10 คัน สามารถเคลื่อนที่เร็วสมทบกำลังพลที่ฐานโอทะมอร์ภายในเวลา 10 - 15 นาที ซึ่งเป็นฐานที่มั่นเดิมของกัมพูชา ฝั่งตรงข้ามด่านช่องสะงำ เยื้องทางขวามือหากหันหน้าไปเข้าประเทศกัมพูชา ห่างประมาณ 800 - 1000 เมตร
ส่วนด้านเส้นทางหมายเลข 67 บ้านโอกะกีร์กันดาน อำเภออัลลองเวง จังหวัดอุดรมีชัยก็มีฐานที่มั่นมีรถถังนับ 10 คันเหมือนกันแต่ห่างชายแดนออกไปร่วม 20 กิโลเมตร แต่สามารถเคลื่อนที่เร็วสมทบกำลังพลตามแนวชาวแดนไม่เกิน 20-30 นาที ไม่ว่าจะเป็นฐานโอกะยูงห่างผาตาม๊อกปะมาณ 500 - 600 เมตร ฐานฝั่งตรงข้ามช่องเขาขาดตรงกันข้ามบ้านโอปังโกว์ ตำบลไพรพัฒนา ห่างออกไปจากหมู่บ้านประมาณ 7- 8 กิโลเมตร ทดกะสานฝั่งตรงข้ามบ้านคูซีแจ ตำบลดงรัก ห่างออกไปประมาณ ประมาณ 7- 8 กิโลเมตรเช่นกัน
แหล่งข่าวอีกแหล่งหนึ่งกล่าวว่า ขณะนี้ทางการทหารกัมพูชา ก็มีการวางเสริมกองกำลังตรึงตลอดแนวชายแดนกัมพูชา ไทย ตั้งแต่จังหวัดอุดรมีชัยไล่ยาวถึงจังหวัดพระวิหาร มีการนำกองกำลังเสริม กองกำลังหลัก โดยกองกำลังพล จาก 3 กองพล ประกอบด้วย หน่วยทหารปืนใหญ่ หน่วยรบพิเศษ และกองกำลังทหารจากหน่วยภูมิภาคที่ 4 วางสับเปลี่ยนกำลังตลอดแนว จากอุดรมีชัยตลอดแนวถึงจังหวัดเขาพระวิหาร ประเทศกัมพูชา
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ทางการทหารกัมพูชาเองไม่มั่นใจด้านความมั่นคงของเขา กอรปกับทางประเทศไทยผู้นำม็อบของประเทศไทยยื่นข้อเสนอต่อทางรัฐบาลไทย 3 ข้อ1.การถอนตัวออกจากคณะกรรมการมรดกโลก 2.การยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ 3.ผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากแผ่นดินไทย ซึ่งหากเป็นอย่างที่ว่ามันอาจเป็นอันตรายต่อบ้านเมืองทั้ง 2 ชาติได้ อาจถึงขั้นมีการใช้กำลังซึ่งกันและกันจริงก็จะเป็นไปได้สูง เขาจึงไม่ประมาทเช่นกัน
พระวิหารวุ่นอีกเขมรพร้อมลั่นกลองรบ
แหล่งข่าวตามแนวชายแดนแจ้งด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ กลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่มีกรณีเรื่องธงชาติของกัมพูชาที่ตั้งตระหง่านอยู่บริเวณหน้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ซึ่งตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายที่มีการเจรจากันระหว่าง พล.อ.เจีย ดารา รอง ผบ.สูงสุด พล.อ.กล กิม ผบ.พล.น้อยสนับสนุนที่ 9 และ พล.ต.ซะรัย ดึ๊ก ผบ.พลน้อยสนับสนุนที่ 3 ที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดนเขาพระวิหาร กับ พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี และคณะที่ไปเจราเรื่องขอให้ทุบทำลายป้าย “ที่นี่กัมพูชา” เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 54 ที่ผ่านมา
ทั้งนี้ข้อสรุปจากการเจรจาวันนั้นมีข้อตกลงร่วมกันว่า ทั้งสองฝ่ายจะทำลายป้ายของตัวเองโดยให้ตัวแทนของอีกฝ่ายไปสังเกตการณ์ นอกจากนี้ทางแม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้เสนอให้ทางฝ่ายกัมพูชาปลดธงชาติที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าทางเข้าวัดแก้วสิกขาฯ 2 ผืนลงอีกด้วย แต่ทางกัมพูชาไม่ยอมปฏิบัติตาม
จนเมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 07.00 น.วันที่ 28 ม.ค. ไม่ทราบแน่ชัดว่าฝ่ายไทยเป็นใครที่ไปจี้ให้กัมพูชาปลดธงชาติลง ซึ่งทางกัมพูชาก็ได้ปลดลง 1 ผืน แต่ขณะที่จะปลดผืนที่ 2 ลงก็มีทหารกัมพูชาไม่ทราบแน่ชัดว่านำโดยใคร ออกมาต่อต้านการกระทำดังกล่าวและยืนยันว่าจะไม่ยอมให้ปลดธงผืนนี้ลงอย่างเด็ดขาด เพราะการทุบทำลายป้าย “ที่นี่กัมพูชา” ก็ถือว่ายอมให้ฝ่ายไทยมากแล้ว และพร้อมที่จะเปิดฉากสู้รบกับกองกำลังฝ่ายไทยทันทีหากฝ่ายไทยโจมตีก่อน
สถานการณ์ดังกล่าวจึงเกิดการแตกขั้วกันทางความคิดเป็นเหตุให้กองกำลังกัมพูชาที่ปฏิบัติหน้าที่บนชายแดนเขาพระวิหารขณะนี้แบ่งเป็น 2 ฝัก 2 ฝ่าย ส่งผลให้บรรยากาศที่ชายแดนพระวิหารตึงเครียดขึ้นมาอีกครั้ง
เขมรเสริมรพศ.911กว่า600นายขนอาวุธ
เมื่อเวลา 16.30 น. แหล่งข่าวตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ฝ่ายไทยจี้ให้กองทัพกัมพูชาปลดธงประจำชาติที่ตั้งอยู่บริเวณทางเข้าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระลง ส่งผลให้กองกำลังที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บนชายแดนพระวิหารแตกเป็น 2 ฟัก 2 ฝ่าย ซึ่งฝ่ายที่แตกออกมานั้นเนื่องจากไม่เห็นด้วยกับ พล.อ.เจีย ดารา รอง ผบ.สส. กับ พล.ต.ซรัย ดึ๊ก ผบ.พล.น้อยสนับสนุนที่ 3 ที่เห็นว่าควรจะปลดธงลงตามข้อเรียกร้องของฝ่ายไทย แต่ยังตรวจสอบไม่ได้ว่าฝ่ายที่แตกออกมานั้นมีใครเป็นผู้นำในการก่อการครั้งนี้
ขณะนี้ทางกองทัพกัมพูชาได้เคลื่อนกำลังพลเข้ามาประชิดชายแดนตั้งแต่มีข้อพิพาทเรื่องป้าย และยังไม่มีการเคลื่อนกำลังกลับไป โดยอาวุธหนักที่ตรวจสอบความเคลื่อนไหวได้ขณะนี้ประกอบด้วยรถถังจำนวน 30 คัน ที่จอดประจำการกระจายอยู่ตามแนวชายแดนมาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 51 แล้ว
และที่เข้ามาเสริมใหม่ก่อนวันที่จะมีการเจรจาทุบทำลายป้าย “ที่นี่กัมพูชา” เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 54 คือ รถยิงจรวด 40 ลำกล้อง จำนวน 3 คัน ซึ่งจอดอยู่ห่างจากหมู่บ้านสวายจรุม ต.ตอเปียงปราสาท อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร เป็นหมู่บ้านชายแดนฝั่งกัมพูชา นอกจากนี้ยังมี ปืนต่อสู้อากาศยาน ( ปตอ.) 2 ลำกล้อง จำนวน 2 คัน ปืนไร้แรงสะท้อน (ปรส.) 12 คัน และยังมีปืน ค. 82 และ ค. 60 รวมทั้งปืนยิงลูกจรวดชนิดอาพีจี อีกจำนวนมากกระจายอยู่ประชิดชายแดนพระวิหารรอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา
แหล่งข่าวแจ้งอีกว่า ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 54 ก่อนวันที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จะเดินทางมาที่วัดสามสวรรค์ ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ หน่วยรบพิเศษ รพศ. 911 ของกัมพูชาก็ได้รับคำสั่งให้เข้ามาเตรียมพร้อมอยู่ประชิดชายแดนด้าน ซำแต เขต ต.เสาธงชัย จำนวน 200 นาย และได้มีคำสั่งเรียก รพศ. 911 เพิ่มอีก 400 นายก่อนวันที่ พล.ท.ธวัชชัย สมุทราสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 จะเดินทางขึ้นไปเจรจาเรื่องขอให้กัมพูชาทุบป้าย “ที่นี่กัมพูชา” และยังไม่มีคำสั่งให้ รพศ.ทั้ง 600 นายกลับออกไปจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างไรแต่ยังมีบรรยากาศตึงเครียดอยู่
ปัดทัพไทยกลัวเขมรชี้ให้เกียรติเพื่อนบ้าน
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อมวลชนนำเสนอข่าวว่า ผู้บังคับบัญชาไทยระดับสูงเกรงกลัวศักยภาพกองทัพกัมพูชาว่า ไม่ได้เป็นแบบนั้น ความจริงทุกประเทศมีศักยภาพของตัวเอง ทุกคนต่างรู้อำนาจกำลังรบของตนเองว่า ใครอยู่ในสถานะแค่ไหนอย่างไร สิ่งต่างๆ ที่ผู้บังคับบัญชาให้สัมภาษณ์ไปนั้นอยู่บนพื้นฐานของการดำเนินการทางการทูต และเป็นการให้เกียรติประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่เราทำมาหลายๆ อย่างเพื่อรักษาอธิปไตยของเราให้ได้เท่านั้นเอง ไม่ได้เกิดความวิตกกังวลหรือกลัวใครต่อใครทั้งสิ้น ปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องชายแดนภาคใต้ ปัญหาการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองก็ดี หรือปัญหาป้องกันชายแดนก็ดี เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาระดับชั้น โดยเฉพาะผู้บัญชาการทหารบกเดินทางลงพื้นที่ภาคใต้สัปดาห์เว้นสัปดาห์ เพื่อให้หน่วยได้มีโอกาสปรับแนวทางในการปฏิบัติตามที่ท่านได้ลงไปมอบนโยบายเพิ่มเติม ไม่เคยละเลยเรื่องใด และพยายามดำเนินการอยู่
ส.ว.คำนูณย้ำไทยแพ้ตั้งแต่ยอมรับเอ็มโอยู43
คณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องการทุจริตและเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา และคณะกรรมาธิการส่งเสริมภาคประชาชนป้องกันการทุจริตและตรวจสอบภาครัฐ ได้จัดเสวนาภาคีประชาชน เรื่องศักดิ์ศรีของไทย จะคงอยู่ได้อย่างไรกรณี 7 คนไทยถูกทหารเขมรจับในแผ่นดินไทย” มีเข้าร่วมเสวนา โดยมีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา นายคำณูน สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ ส.ว.สรรหา ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตทนายผู้ประสานงานคณะ ทนายฝ่ายไทยในคดีปราสาทพระวิหาร ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ พ.ศ ... และนายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ โดยมีผู้เข้าร่วมงานเสวนากว่า 100 คน
นายคำนูณ กล่าวว่า การยกพื้นที่บ่อน้ำ ที่ยูเอ็นให้เขมร เป็นหลักที่ 47 จะมีลักษณะเบี้ยวเข้ามาเกิน 5 เมตร ซึ่งตรงนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กระทรวงการต่างประเทศ เขายึดตรงเขตนี้ที่ทำให้กลุ่มคนไทย 7 คนโดนจับกุมตัวไป จนกลายเป็นการยอมรับอำนาจอธิปไตยเข้าสู่ศาลกัมพูชา เพราะนายกรัฐมนตรีเชื่อข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยากถามว่าทำไมนายกฯไม่ประท้วง ซึ่งต่อไปจะทำให้เป็นปัญหาในอนาคต นี่ถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ตนรับนายกฯในเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะแถไปเรื่อยว่า เอ็มโอยู 43 นั้นดี ตนอยากจะบอกว่าการทำเอ็มโอยูตั้งแต่ปี 2543 นั้นเป็นจุดเริ่มต้นแพ้ของคนไทยแล้ว การทำเอ็มโอยู 43 ไม่ได้แปลงสภาพเต็มพื้นที่ ซึ่งก็ทำให้ตกเป็นของเขมร ทหารของไทยจะทำอะไรไม่ได้เพราะเกรงว่าจะขัดเอ็มโอยู 43 เมื่อเกิดเหตุจับคนไทยทั้ง 7 คนทหารก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อมันมัดมือ มัดเท้าไว้หมดแล้วจะทำอะไรได้ เพราะนายกฯไม่ได้ประท้วงเขา
นายคำนูณ กล่าวอีกว่า การทำเอ็มโอยู 43 นั้นดี เพียงแต่เกรงว่าประชาชนจะทำให้เกิดสงคราม แต่ตอนนี้กำลังมีการจัดตั้งม็ออบชนม็อบ ทำนายได้เลยว่าอีกไม่นานจะมีการจัดม็อบสนุบสนุนเอ็มโอยู 43 เพราะฉะนั้น เอ็มโอยู 43 มีหรือไม่มีไม่เกี่ยวกัน แต่ไม่ได้ทำให้เขมรยินยอมรับ ซึ่งรัฐธรรมนูญกัมพูชาระบุว่าเขตแดนของกัมพูชาไม่มีวันให้ผิดเพี้ยนจากแผนที่ 1 ต่อ 1 แสนได้ แผนที่ดังกล่าวทำขึ้นโดยประเทศฝรั่งเศส แล้วเอ็มโอยู 43 ระบุว่าไม่ยอมรับแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน แบบนี้เจรจากันไปให้เกิดใหม่อีก 10 ชาติ ก็ไม่สามารถให้เขมรเปลี่ยนแปลงได้
“ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องให้มีสงคราม หรือมีการปะทะกันหรอก เพียงแต่รัฐบาลไทย ให้งบกับทหารเพื่อหนุนหลังรัฐบาลไทย โดยเป็นพลังอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และทหาร เพื่อต่อรองกับนักการเมืองกัมพูชาเหมือนกับที่ทหารไทยต่อรองให้กัมพูชาทุบป้าย เฮีย อีส คอมโบเดีย แต่รัฐบาลกำลังบิดเบื่อนประชาชนว่าถ้าไม่มี เอ็มโอยู 43 จะทำให้ต่อรองกันได้ แต่ความจริงมันไม่ใช่”นายคำณูน กล่าว
ด้านพล.อ.อ.วีรวิท กล่าวว่า ในฐานะที่ตนทำงานด้านความมั่นคงมา มองการกระทำของรัฐบาลนี่คือการล้มเหลวของการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของชาติ คือดูแลความมั่นคง รวมไปถึงอธิปไตยและประชารชน ให้มีความอยู่ดี กินดี มีความมั่นคง เจริญก้าวหน้า
ตนเคยเขียนบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง โดยระบุว่านายกฯสารภาพความบกพร่องของตัวเองโดยชัดเจน สมมุติว่าเรามีบ้าน เราจะบอกลูกตัวเองหรือไม่ ซึ่งเราจะต้องทำรั้วบอกลุกตัวเองว่าอณาเขตบ้านของเราอยู่ตรงไหน แต่รัฐบาลไม่ทำพื้นที่ทักซ้อนระหว่างไทยกัมพูชาให้ชัดเจน แต่พื้นที่ของไทยที่ติดกับมาเลเซียยังทำทางเข้าออกให้ชัดเจนได้ แต่ตรงพื้นที่ตรงนี้ทำไมไม่มี เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ของไทยระบุในมาตรา 33 ระบุบอกชัดเจนว่าเรามีสิทธทุกอาณาเขตไทย และในมาตรา 34 พูดถึงสิทธเสรีภาพในการเดินทางของคนไทย ถ้าพื้นที่ที่รัฐฐาล บอกว่าไม่ได้เป็นของประเทศอื่น รัฐบาลจะต้องบอกว่าพื้นที่นั้นเป็นของไทย
พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวอีกว่า และการที่คนไทยทั้ง 7 คน โดนจับในพื้นที่ดังกล่าว ทางสิทธิเสรีภาพของประชาชนในกรณีนี้คนไทยต้องรับโทษ เพราะพื้นที่ที่ถูกจับไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นพื้นที่ของใคร นั่นแสดงว่าไม่ใช่ของกัมพูชา เรื่องนี้รัฐบาลจะต้องยืนยันให้ชัดเจนว่าคืออะไร เป็นพื้นที่พิพาทหรือพื้นที่อะไร จนขณะนี้รัฐบาลก็ยังไทม่ทำอะไรให้ชัดเจน อย่างไรก็ตามแม้คนไทยถูกจับ ในมาตรา 40 ได้พูดถึงสิทธิของกระบวนการยุติธรรม เมื่อคนไทยไปลุกล้ำพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลจะต้องเข้าไปช่วยเหลือโดยการประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เขาต้องได้รับในไทย ซึ่งรัฐบาลจะต้องรักษาประโยชน์ของประชาชน
ตนในฐานะเป็นกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้ส่งจดหมายเปิดผนึกไปยังนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. นายกฯก็ยังไม่ให้ความสนใจเลย ตนสงสัยว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช้มาตรฐานสากลโลกในการบริหารราชการแผ่นดิน
พล.อ.อ.วีรวิท กล่าวต่อว่า เขตหลักแดนที่ 47 ที่อยู่ข้างบ่อน้ำ เมื่อคนไทยเห็นตรงกันเราต้องบอกให้คนไทยรับทราบว่านั่นคือเขตของเรา และเราต้องบอกทั่วโลกด้วยว่าเขตแดนที่ 47 นี้คนไทยยืนยันว่าเป็นของคนไทย แล้วจัดให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลพื้นที่ดังกล่าว เพื่อไม่ให้ประชาชนพลัดหลงเข้าไป ถ้าเป็นเช่นนี้กัมพูชาก็ไม่มีเอาคนไทยไปขึ้นศาลกัมพูชาได้ รัฐบาลไทยอาจจะแจ้งยูเอ็น ให้ช่วยก็ได้ ถ้าเอ็มโอ ยู 43 ไม่ดีรัฐบาลจะต้องแก้ แต่เราขาดความสามามรถในการเจรจา ที่ผ่านมาเขมรเอาเปรียบเราทุกอย่าง เขาสามารถบริหารจัดการไม่ให้เราได้เปรียบ มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นที่เสียเปรียบเขา และอ่อนด้อยในเรื่องเจรจา
ศ.ดร.สมปอง กล่าวว่า เอ็มโอยู 43 มีการซ่อนแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งไม่เป็นธรรมกับไทย ดังนั้นรัฐบาลควรออกมายอมรับว่าทำผิด แล้วกลับไปยึดสนธิสัญญาไทย - ฝรั่งเศส 1904 และ 1907 เพราะยังไม่ได้มีการพูดถึงแผนที่ มีเพียงการระบุให้มีการปักปันเขตแดนโดยได้รับการยอมรับจากทั้ง 2 ฝ่าย แต่แผนที่ 1 ต่อ 2 แสนนั้นเป็นการจัดทำโดยฝรั่งเศสฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยตั้งสูญเสียดินแดน ในวันนี้เรายังไม่เสียดินแดน ดังนั้นจึงต้องทำ อย่างไรไม่ให้เสียดินแดนไป นั่นก็คือรัฐบาลต้องยกเลิกเอ็มโอยู 43 ทันที และเริ่มทำแผนที่ทั้งไทยและกัมพูชาเห็นชอบร่วมกัน
นายเทพมนตรี นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า พยานหลักฐานทั้งทางวิชาการและทางทหารจำนวนมากบอกว่าย้านหนองจานอยู่ในเขตประเทศไทย โดยเฉพาะคำบอกเล่าของนายพนิช วิกิษเศรษฐ์ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็น 1 ใน 7 คนไทยที่ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 ธ.ค.53 โดยกระทรวงการต่างประเทศก็มีหลักฐานที่สามารถนำมาต่อสู้คดีให้กับ 7 คนไทยได้ แต่กลับไม่ทำอะไรเลย ทั้งยังมีคนของรัฐบาลนำเอกสารที่เป็นเท็จออกมาใช้ในการปรักปรำ 7 คนไทยด้วยกันเอง อย่างไรก็ตามคนยืนยันว่าจุดที่ 7 คนไทยถูกจับยังอยู่ในประเทศไทย
ไชยวัฒน์โวยรัฐบาลไทย-กัมพูชารวมหัวเชือดวีระ
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กรรมการเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ แถลงท่าทีการเคลื่อนไหว ว่า ขณะนี้เป็นที่ชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลไทยกับฮุนเซน สมคบคิดกันจับตัว 7 คนไทย โดยเป้าหมายอยู่ที่นายวีระ สมความคิด แต่ได้ 6 คนเป็นของแถม ทั้งนี้เพราะฮุนเซน โกรธนายวีระ มากที่ไปประท้วงการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งล่าสุดที่ประเทศบราซิล จึงต้องการหาจังหวะจับกุมและทำสำเร็จ ในส่วนของตนก็ถูกใบสั่งให้มาอุ้มเพราะในวันที่ถูกจับ แหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือได้บอกกับตนว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.จะเป็นคนรับเรื่องนี้ด้วยตนเอง แต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น เพราะได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเข้ามาจู่โจมจับกุมในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แม้กระทั่งหมายจับยังอ่านไม่จบด้วยซ้ำ และเชื่อว่าเรื่องนี้มีนักการเมืองที่สั่งอยู่เบื้องหลัง โดยหลังจากนี้ประเด็นไหนที่ฟ้องได้ก็จะฟ้อง เช่น ฟ้องเรื่องจับโดยมิชอบ ซึ่งขณะนี้ทุกเรื่องอยู่ที่ศาลอุทธรณ์หมด
“ถ้าวันนี้รัฐบาลพยายามจะสร้างความปรองดอง แต่กลับไม่ทำความยุติธรรมให้เกิดขึ้นจริงๆ ฉะนั้นคงไม่มีทางเป็นไปได้อย่างแน่นอน ซึ่งตรงนี้คงจะเป็นที่มาของคำว่า 2 มาตรฐาน ที่บางกลุ่มชอบนำไปกล่าวอ้างรัฐบาล และตรงนี้ผมเชื่อว่าไม่มีมาตรฐานอะไรเลยในระบบยุติธรรมไทย โดยความเท็จความลวงจะพบที่ตำรวจมากที่สุด ส่วนความจริงจะอยู่ที่คุกมากที่สุดเช่นกัน ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า รัฐบาลใช้ตำรวจและอัยการเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเอง ” นายไชยวัฒน์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าหากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยกระดับการชุมนุมและบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล ทางกลุ่มเครือข่ายจะมีจุดยืนอย่างไร นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า ตรงนี้จะมีการประเมินสถานการณ์ว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นเป้าหมายเดียวกันหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ทางรัฐบาลเกรงว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะบุกเข้าไปในทำเนียบฯ โดยเอารั้วหนามมาวางไว้รอบๆ ทำเนียบ ฉะนั้นตรงนี้ก็เหมือนรัฐบาลปิดล้อมตนเองมากกว่า และไม่ต้องให้ผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อม
“สุขุมพันธุ์”ไม่หวั่นถูกฟ้องเซ็นเอ็มโอยู43
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่กลุ่มธรรมยาตราทวงคืนเขาพระวิหารและมณฑลบูรพา เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นจำเลยที่ 1 นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 2 และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่ 3 ฐานความผิดละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กระทำผิดรัฐธรรมนูญ 2550 และกฎหมายอาญาทำให้ประเทศชาติเสียหาย จากการร่วมกันทำเอ็มโอยู ปี 2543 ว่า ตนไม่รู้สึกหวั่นไหวใดๆ เลย เพราะคิดว่าโจทก์ที่ยื่นฟ้องมีความไม่เข้าใจ และไม่รู้เรื่อง เนื่องจากขณะนั้นตนเป็นเพียงรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งได้รับมอบหมายมาเท่านั้น ขณะที่อำนาจการดำเนินการทั้งหมดเป็นของรัฐมนตรีว่าการ ดังนั้นตามกฎหมายจะยื่นฟ้องตนไม่ได้ และหากมีการพิจารณาและตัดสินคดีตนอาจจะเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่มีความผิด
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ขอยืนยันว่า การลงนามเอ็มโอยู ปี 2543 นั้น เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ ในทั่วโลกก็มีการดำเนินการกัน ขณะที่ในยุครัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ต่อเนื่องมาจนถึงยุคนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็มีการหารือกับกัมพูชาถึง 3 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้มีการหารือในประเด็นยกเลิกเอ็มโอยู ปี 2543 แต่อย่างใด
“ เป็นเรื่องที่งี่เง่ามากหากจะฟ้องผม เพราะผมไม่เกี่ยวข้องอะไร และผมก็ไม่สนใจ และคงไม่ฟ้องกลับ เพราะเป็นเรื่องตลก มีอย่างที่ไหนมาฟ้องรัฐมนตรีช่วย แม้ผมจะเป็นคนเซ็นลงนามแต่ก็เป็นการดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรี ดังนั้นไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย” ผู้ว่าฯกทม. ระบุ
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นัดมาชุมนุมที่ลานคนเมืองหน้าศาลาว่าการ กทม.นั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ กล่าวว่า ขณะนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กทม. (กอ.รมน.กทม.) ได้รับการประสานมาในเบื้องต้น ซึ่ง กทม.ได้เตรียมความพร้อมในการดูแลสถานที่แล้ว โดยจะห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมบุกเข้ามาในสถานที่ราชการได้



