ข่าว

"มาร์ค"พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การเติบโตทางศก.

"มาร์ค"พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การเติบโตทางศก.

28 ม.ค. 2554

นายกฯ เข้าร่วมการประชุม World Economic Forum พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองของโลก ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ

(28ม.ค.) นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะประกอบด้วยบุคคลสำคัญ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานผู้แทนการค้าไทย และคณะนักธุรกิจไทยจากบริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงเทพ  มีกำหนดการเดินทางเยือน สมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปี World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ระหว่างวันที่ 28 - 31 มกราคม 2554 ดังนี้

 การประชุมประจำปี World Economic Forum ครั้งที่ 41 นี้ มีหัวข้อหลักของการประชุม คือ “Shared Norms for the New Reality” เพื่อสะท้อนถึงความกังวลของผู้นำโลก ถึงความซับซ้อนและความเชื่อมโยงของประเด็นต่างๆในโลกภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก และการเสื่อมถอยของคุณค่าและหลักการที่ประชาคมโลกยึดถือร่วมกัน อันนำไปสู่การลดทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อความเป็นผู้นำของรัฐ รวมทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต ทั้งนี้ การเข้าร่วมการประชุมฯของนายกรัฐมนตรีในปีนี้ ซึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ ด้านการดำเนินนโยบายเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม ( Inclusive Growth ) ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก โดยแสดงความเป็นผู้นำและแนวทางของรัฐบาลต่อการเสริมสร้างความเท่าเทียมด้านสังคม และการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน รวมถึงแสดงความเข้มแข็งของภาคเอกชนไทยในด้านที่ไทยเป็นผู้นำในตลาดโลก เนื่องจาก ในปีนี้ ภาคเอกชนของไทยได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก WEF โดย 5 บริษัทได้สมัครสมาชิกระดับ Foundation Member และผ่านการอนุมัติแล้ว คือ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)ซึ่งเป็น Industry Member ด้วย บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงเทพ ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับภาคเอกชนไทย ในการก้าวสู่เวทีระดับโลก  World Economic Forum ได้เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม World Economic Forum on East Asia ในปี 2555 ซึ่งเป็นการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกของ WEF โดยจะมีนักธุรกิจและสื่อระดับนำของโลกเข้าร่วมกว่า 400 คน ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของประชาคมธุรกิจโลกที่มีต่อประเทศไทย 

 นายกรัฐมนตรีและคณะ มีกำหนดออกเดินทางจากประเทศไทย วันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2554 เวลา 00.15 น.และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 31 มกราคม 2554 เวลา 06.00 น. โดยระหว่างการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum  ณ เมืองดาวอส นายกรัฐมนตรีจะได้เข้าร่วมและเป็นผู้นำการอภิปรายในการประชุมที่สำคัญ ได้แก่

  - การกล่าวเปิด ใน Informal Gathering of World Economic Leaders ในหัวข้อ Toward a New Growth Model เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ครอบคลุมภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกโดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการปฏิรูประบบระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ความตระหนักรู้ถึงความร่วมรับผิดชอบร่วมกันต่อผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของตนเอง และการให้ความสำคัญต่อการปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิต้านทานของเศรษฐกิจตนเอง โดยนายกรัฐมนตรีจะยกตัวอย่างนโยบายการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและสังคมของไทยตามโครงการเร่งรัดปฏิบัติการเพื่อคนไทย
 
 - การเข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในการอภิปราย Interactive Session ในหัวข้อ A Social Contract for the 21st Century ซึ่งจะอภิปรายถึงแนวทางปรับปรุงสิทธิและความรับผิดชอบระหว่างรัฐและประชาชน (“social contract”) ภายหลังสภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยนายกรัฐมนตรีจะหยิบยกประเด็นที่รัฐจะต้องเน้นการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หัวข้อดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญที่มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

 - การกล่าวแสดงความคิดเห็น ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ Anti-corruption Dinner หัวข้อ Growing Big, Learning that Small is Beautiful: Doing Business with Integrity in Engines of Growth

  - เข้าร่วมการประชุม หัวข้อ Creating Shared Norms : The Century’s Leadership Challenge  ซึ่งจะหารือเกี่ยวกับความแตกแยกในสังคมที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นและแนวทางที่ผู้นำประเทศต่างๆ จะสามารถนำทางประชาชนและประชาสังคมในศตวรรษที่ 21 โดยนายกรัฐมนตรีจะเน้นการสร้างการบรรทัดฐานระดับโลกร่วมกัน ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระดับโลก การสร้างความเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากบรรทัดฐานดั้งเดิมของสังคมในศตวรรษที่ 20 ได้แก่ ความเป็นอธิปไตย  การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การมุ่งเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ได้ส่งผลกระทบสู่ศตวรรษ 21 ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม ความแตกแยกทางสังคม ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ

   - เข้าร่วมการหารือ หัวข้อ Business Interaction Group on Thailand โดยมี CEOs ของค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกและบริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ Renault-Nissan, Audi, Hyundai, Volkswagen และ Michelin โดยนายกรัฐมนตรีจะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย นโยบายของไทยที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียน และวิสัยทัศน์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของไทย

 -  เข้าร่วมหารือ หัวข้อ The Role of the Group of 20 in Multilateral Systems

   -   เข้าร่วมเป็นผู้นำอภิปราย ในหัวข้อ Stabilizing Commodity Price and Supply in a Resource-Constrained World  โดยนายกรัฐมนตรีจะหยิบยกประเด็นการดำเนินการของไทยในการรักษาระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรและสินค้าพลังงาน รวมทั้งวิสัยทัศน์ต่อการพัฒนาตลาดล่วงหน้าสินค้าเกษตรของไทยเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาของเกษตรกร

 นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้พบหารือกับศาสตราจารย์ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร World Economic Forum เพื่อหารือถึงความร่วมมือกับ WEF ในการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทย รวมถึง หารือทวิภาคีกับผู้นำภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญ อาทิ บริษัท Dow Chemical  บริษัท Unilever  กลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย

  ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญในครั้งนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศชั้นนำหลายสำนักได้แสดงความประสงค์ขอสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ CNN สถานีโทรทัศน์ CNBC Asia สำนักข่าว BBC lสำนักข่าว Bloomberg สำนักข่าว Euronews และหนังสือพิมพ์ Financial Times ซึ่งมีประเด็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย นโยบายสำคัญของรัฐบาลในการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ สถานการณ์การเมืองไทยสู่การเลือกตั้ง และ การส่งเสริมการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงและสร้างความมั่นใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย รวมถึงความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านสื่อมวลชนด้านเศรษฐกิจที่สำคัญได้อย่างกว้างขวางและน่าเชื่อถือ