
เจ้าสำโรง
ขอเรียนตามตรงว่า เมื่อได้รับอีเมลฉบับนี้แล้ว ผมต้องทำใจและชั่งใจอยู่พอสมควรว่าควรจะปล่อยให้เรื่องราวนี้ผ่านไปเฉยๆ หรือควรเผยแพร่ต่อไป อย่างไรก็ตามแม้ว่าเรื่องนี้จะล่วงเลยมาพอสมควร แต่ก็เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นอีก โดยเฉพาะท่านที่มี
อีเมลฉบับนี้เริ่มต้นว่า... “ในวันพฤหัสที่ผ่านมา แฟนของผมยืนรอรถเมล์อยู่บริเวณสำโรง เวลาประมาณบ่าย 5 โมงเย็น มีรถบรรทุกหมูที่จะไปส่งโรงฆ่าสัตว์แล่นผ่านมา ได้มีหมูตัวหนึ่งดิ้นรนหลุดออกจากกรง ตกลงมาจากรถกระบะ ลงมาอยู่ที่ริมฟุตบาทตรงหน้า แฟนผมเกิดความสงสารสัตว์ที่จะถูกนำไปโรงฆ่า เธอโทรศัพท์มาหาผม เราตกลงกันว่าจะติดต่อขอซื้อหมูตัวนั้นในราคา 6,000 บาท แล้วให้นำไปส่งที่บ้าน ใน จ.สมุทรปราการ มาวันแรกเขายังเดินไม่ได้เนื่องจากเจ็บที่ขาหลังด้านขวา อีกทั้งน้ำหนักมากถึง 107 กิโล ร่วมกับเพลียจากการเดินทาง วันแรกจึงให้น้ำให้อาหาร แล้วมันก็นอนพัก เราก็เป็นห่วงกลัวมันจะไม่สบาย เราได้ตั้งชื่อมันว่าเจ้าสำโรงตามสถานที่ที่พบมัน
เช้าวันต่อมา อาการมันดีขึ้น สดใสขึ้น กินน้ำได้มาก เราได้ไปพาสัตวแพทย์ที่หน้าซอยบ้านมาตรวจ 2 ครั้ง แพทย์บอกว่าเจ้าสำโรงอ่อนเพลียและเจ็บที่ขา ตรวจแล้วกระดูกไม่หัก แต่กล้ามเนื้ออักเสบ ให้นอนพักผ่อน...เนื่องจากเกรงใจเพื่อนบ้านที่ติดกันเนื่องจากหมูร้องเสียงดัง จึงได้โทรศัพท์ติดต่อไปที่วัดแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี เนื่องจากเคยได้ยินว่ามีการรับสัตว์ที่ไถ่ชีวิต ทางวัดบอกว่ามีการรับเลี้ยงสัตว์ที่ไถ่ชีวิตจริง แต่ที่นนทบุรีเต็มแล้ว ทางวัดมีสาขาอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี รับเลี้ยงสัตว์ที่ถูกไถ่ชีวิต ทางวัดที่นนทบุรีส่งวัว ควาย ไปไว้ที่นั่นแล้วสิบกว่าตัวรับเลี้ยงได้ จึงติดต่อให้ทางวัด (ที่ปราจีนบุรี) นำรถมารับโดยจ่ายค่าขนส่ง 1,000 บาท ตกลงให้มารับในวันเสาร์”
“เมื่อถึงวันเสาร์ ประมาณบ่าย 3 โมง รถของทางวัดก็มารับ เราช่วยกันอุ้มเจ้าสำโรงขึ้นรถอย่างทุลักทุเล วันนี้เจ้าสำโรงร้องดังมากๆ เหมือนกับมันไม่อยากไป เราเองก็คิดถึงมันเลยขอแผนที่ทางวัดไว้ เผื่อวันหลังจะตามไปเยี่ยม ตกเย็นไปงานรับปริญญาน้องชายแฟน กลับมานอนที่บ้าน นอนไม่ค่อยหลับ เพราะคิดถึงเจ้าสำโรง มันรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก น่าแปลกที่แฟนก็คิดเหมือนกัน วันรุ่งขึ้นจึงตัดสินใจไปเยี่ยมมันที่โน่นเลย เผื่อขาดเหลือค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงจะได้ช่วยกัน ไปถึงวัดตอนบ่ายๆ บริเวณวัดมีลักษณะเป็นโรงจำหน่ายของที่รับบริจาคมา และมีการทำสวนพืชไร่หลายชนิด จึงไปติดต่อพระที่ดูแลบอกว่ามาเยี่ยมเจ้าสำโรงที่รถนำมาส่งเมื่อวาน”
“ระหว่างนั้น เจ้าหน้าที่วัดและพระรูปอื่นทำหน้าแปลกๆ และซุบซิบกันไปมา และเรียกพระท่านนี้เข้าห้องไปคุย ปิดประตูอยู่สักพัก ท่านก็ออกมา ผมเลยบอกว่ารบกวนท่านบอกทางไปที่เลี้ยงสัตว์ เพราะว่าวันนี้ไปแวะซื้อผักบุ้งจากห้างมาหอบใหญ่ เพราะรู้ว่าเจ้าสำโรงชอบ พระท่านบอกเดี๋ยวพาไปเอง ท่านก็พาไปดูที่นั่นที่นี่ ผมก็บอกท่านว่าขอไปดูหมู ท่านก็บอกว่าอยู่อีกทางหนึ่ง วนไปวนมาถึง 2 ชั่วโมงก็ยังไม่พบ
ระหว่างเดินอยู่ พบคอกเลี้ยงลูกหมูป่าคอกเล็กๆ ประมาณ 10 ตัว ไม่พบวัวซักตัว หลังจากเดินมานานก็ยังไม่พบจึงถามพระ ท่านบอกว่าหมูเมื่อวานป่วยนำไปส่งที่ปศุสัตว์แล้ว ผมเลยถามท่านว่าปศุสัตว์ไปทางไหนจะตามไปเยี่ยม ท่านก็บอกว่า วันหยุดราชการไม่เปิด ผมก็ถามท่านว่าแล้วเมื่อวานวันหยุดราชการปศุสัตว์มาตรวจได้ยังไง ท่านก็เงียบไป บ่ายเบี่ยงต่างๆ แล้วบอกผมว่าเดี๋ยวต้องถามคนดูแลสัตว์อีกที แต่ตอนนี้ไม่อยู่ กลับกรุงเทพฯ ผมบอกงั้นจะรอพบ
หลังจากรออยู่ครึ่งชั่วโมง คนนี้ก็มา มันบอกว่าหมูเมื่อวานป่วยเลยให้สัตวแพทย์มาดู และนำไปส่งที่ปศุสัตว์แล้ว ผมบอกจะตามไปดู ก็บอกปัดว่าวันปิดราชการไปไม่ได้ ผมถามว่างั้นสัตวแพทย์มาได้ยังไง มันบอกว่าสัตวแพทย์มาดูแล้วบอกว่าอาการมันหนักเลยจัดการไปแล้ว!!!
ผมตกใจถามว่าสัตวแพทย์ที่มาดูชื่ออะไรจะตามไปถาม ถามไปถามมา สุดท้ายมันบอกผมว่ามันตัดสินใจฆ่าเอง โดยเชือดแบ่งเนื้อแจกจ่ายไปแล้ว มันบอกว่าขอรับผิดชอบเอง อ้างว่าคาดไม่ถึงว่าผมจะตามไปดูเพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีคนที่ไถ่ชีวิตสัตว์ตามไปดู มีผมเป็นคนแรก ทั้งผมและแฟนเสียใจมาก นึกไม่ถึงว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นในวัด กับสัตว์ที่เราไถ่ชีวิตมาจากโรงฆ่า คิดไม่ถึงว่ามาถึงที่นี่ มันไม่ให้เขากินน้ำกินอาหารเลยด้วยซ้ำ กลับฆ่ามันเหมือนถูกส่งโรงฆ่าสัตว์ ผมจึงคิดว่าอย่างน้อยต้องประกาศให้สังคมรับรู้ถึงความโหดร้ายที่เกิดขึ้น และคงต้องพยายามไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก”
ผมไม่ขอพูดอะไรต่อ นอกจากอยากจะตั้งคำถามถามตัวเองว่าบางสิ่งที่เราเชื่อและปฏิบัติกันมานั้น เราได้มีการทบทวน ตรวจสอบ หรือติดตามผลหรือไม่?
และบางสิ่งที่เราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้วนั้นก็อาจกลายเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามได้เหมือนกัน



