
ประชาวิวัฒน์ลดแรงต้านการเมือง
คำพูดของ "นายกรัฐมนตรี" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ขอความร่วมมือกับพรรคร่วมรัฐบาลให้ทุ่มเททำงานอีก 4 เดือน เหมือนเป็นการส่งสัญญาณเตรียม "ยุบสภา" แสดงว่า "รัฐบาล" มีความมั่นใจหากเลือกตั้งย่อมส่งผลดี เพราะนโยบายประชาวิวัฒน์ที่รัฐบาลทำอยู่ในขณะนี้ ไม่ต่างอะไรกั
เห็นได้จากผลวิจัยเชิงสำรวจหลายสำนักเมื่อต้นเดือนมกราคม ที่ผ่านมา หลังจากรัฐบาลประกาศ "นโยบายประชาวิวัฒน์" พบว่า ประชาชนร้อยละ 27.7 ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ร้อยละ 18.7 จะเลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 12.3 เลือกพรรคอื่น แต่น่าสังเกตว่า มีถึงร้อยละ 41.3 ยังไม่ตัดสินใจ และผลสำรวจยังพบว่า “นโยบายประชาวิวัฒน์” จะทำให้รัฐบาลได้คะแนนเสียงจาก "รากหญ้า" เพิ่ม แต่ก็ห่วงนโยบายจะไม่ยั่งยืน
"ดร.ตระกูล มีชัย" อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้มุมมองต่อ "นโยบายประชาวิวัฒน์" ของรัฐบาลว่า เป็นการทำนโยบายปิดจุดอ่อนทางการเมืองมากกว่า เพราะมุ่งให้เฉพาะคนบางกลุ่ม
"การให้สินเชื่อแท็กซี่ ขึ้นทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ผมมองว่าเป็นการลดแรงต้านทางการเมืองมากกว่า และโครงการนี้จะส่งผลต่อการชุมนุมของคนเสื้อแดง"
"ตระกูล" มองว่า สมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยกับนโยบายประชานิยม แต่เมื่อเข้ามาเป็นรัฐบาลกลับทำเอง แต่ทำแบบกระมิดกระเมี้ยน หรือไม่ก็เปลี่ยนชื่อเป็นอย่างอื่น และเชื่อว่า การบริหารงานของรัฐบาลอภิสิทธิ์และการแก้ปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสียคะแนนจากคนกลุ่มระดับกลาง เพราะคนเหล่านี้นอกจากไม่ได้อะไรจากนโยบายของรัฐบาลแล้วยังได้รับผลกระทบจากนโยบายบางเรื่องจากรัฐบาลอีกด้วย
ขณะที่ "รศ.ดร.ถวิล นิลใบ" อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า นโยบายประชานิยมที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำอยู่ เน้นไปที่ตัวบุคคล เป็นกลยุทธ์ยิงตรงต่างจากสมัยทักษิณ ชินวัตร ที่มุ่งแจกจ่ายเงินตามพื้นที่ เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน ขณะที่สมัยรัฐบาลชวน หลีกภัย เน้นจ่ายเงินตามโครงการ เช่น โครงการมิยาซาวา
"รัฐบาลอภิสิทธิ์อาศัยช่วงวิกฤติกู้เงินนำไปทำนโยบายประชานิยมเพื่อพยุงเศรษฐกิจ ทำให้ลดแรงต้านจากผู้ที่ไม่เห็นด้วย เป็นการใช้วิกฤติเป็นโอกาส ใช้กระสุนจากเงินกู้เป็นผลงานประชานิยม โครงการประชานิยมระยะสั้นเป็นเรื่องดี แต่ระยะยาวจะสร้างปัญหาได้ เนื่องจากไม่มีการปรับโครงสร้างหารายได้มาทดแทน ดังนั้นการทำประชานิยมขณะนี้จึงเป็นการทำฉาบฉวยเพื่อหวังคะแนนเสียงเท่านั้น"
หากดูผลการดำเนินงานของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์ 2 ปี" ที่ผ่านมา ก็สมกับฉายา "รัฐบาลรอดฉุกเฉิน" ที่สื่อมวลชนมอบให้ เนื่องจากรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศภายในเงื่อนไข "วิกฤติการเมืองภายในขัดแย้งกันอย่างรุนแรง" และ "วิกฤติเศรษฐกิจโลก" ทำให้การบริหารประเทศของรัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารประเทศในลักษณะเป็น "รัฐบาลผสม" ทำให้การตัดสินใจบางเรื่องสลัดไม่หลุดเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง
นอกจากนี้ "รัฐบาล" ยังถูกมองว่า เมื่อเข้ามาบริหารประเทศเสียเวลากับการติดตามตัว "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดีมากจนเกินไป รวมทั้งปัญหาการสอบสวนเหตุการณ์ "ขอคืนพื้นที่" ช่วงเดือน เมษายน-พฤษภาคม 2553 ที่มีความล่าช้า แม้จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการก็ใช้เวลานานเกินไป
ขณะที่ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ แม้เหตุการณ์จะเกิดน้อย แต่เหตุที่เกิดแต่ละครั้งอาวุธที่ใช้กลายเป็น "อาวุธหนัก" ที่ใช้ในสงคราม สร้างความน่ากลัวมากขึ้นกว่าเดิม
แต่ก็มี "นักวิชาการ" ชื่นชมลักษณะความเป็น "ผู้นำที่เข้มแข็ง" ของ "นายกฯ อภิสิทธิ์" แม้เผชิญกับปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจอย่างหนัก แต่ก็สามารถนำพา "รัฐบาล" รอดพ้นวิกฤติต่างๆ มาได้เกินความคาดหมายของหลายฝ่าย เนื่องจาก "นายกฯ อภิสิทธิ์" มีต้นทุนทางสังคมสูง ไม่มีภาพลักษณ์ของคนโกงกิน
แม้ว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์จะมีภาพความขัดแย้งของ "พรรคร่วมรัฐบาล" ให้เห็นบ่อยครั้ง แต่ทุกครั้งก็ผ่านพ้นไปได้ ดังนั้นเมื่อมีการเลือกตั้งจึงเชื่อว่า "รัฐบาลอภิสิทธิ์" จะกลับมาจับมือเป็น "รัฐบาล" อีกครั้ง!
9 มาตรการประชาวิวัฒน์
1.ให้ผู้ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมได้รับสิทธิประโยชน์เจ็บป่วยเสียชีวิต รวมถึงเบี้ยชราภาพ
2.การเข้าถึงสินเชื่อเป็นกรณีพิเศษให้แก่แท็กซี่และหาบเร่แผงลอย
3.ขึ้นทะเบียนมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
4.เพิ่มจุดผ่อนปรนให้หาบแร่แผงลอย
5.นำเงินกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาก๊าซแอลพีจี ภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง แต่เลิกอุดหนุนภาคอุตสาหกรรม
6.ลดการจัดเก็บค่าไฟกับผู้ใช้ต่ำกว่า 90 หน่วยแบบถาวร
7.หาทางลดต้นทุนภาคการเกษตร โดยเฉพาะอาหารสัตว์และพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ปรับรูปแบบไข่ไก่ขายโดยการชั่งกิโล
8.กรณีราคาไข่ไก่ จะนำร่องซื้อขายเป็นกิโล เพื่อประหยัดค่าคัดแยกได้ถึง 50 สตางค์ โดยเริ่มทดลองในเขตมีนบุรี
9.ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ตั้งเป้าลดให้ได้ 20% ใน 6 เดือน เพิ่มกล้องวงจรปิด-บุคลากร บูรณาการทำงาน
สมถวิล เทพสวัสดิ์



