
นักเศรษฐศาสตร์ชี้ศก.ไทย3ด.ข้างหน้ายังสดใส
ผลโพลล์สำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์เรื่องดัชนีคาดการณ์เศรษฐกิจไทย 3 เดือนข้างหน้า (พ.ค. 54)ชี้3 เดือนข้างหน้ายังสดใสแม้มีปัจจัยเสี่ยงแวดล้อม
(27ม.ค.) ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ(กรุงเทพโพลล์) เปิดเผยผลสำรวจความเห็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ทำงานอยู่ในหน่วยงานด้านการวิเคราะห์ วิจัยเศรษฐกิจระดับชั้นนำของประเทศ 26 แห่ง จำนวน 83 คน เรื่อง “ดัชนีคาดการณ์เศรษฐกิจไทย 3 เดือนข้างหน้า (พ.ค. 54) โดยเก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 19-25 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่าดัชนีคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 58.11 ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่า 50 และอยู่ในระดับที่เพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้า แสดงให้เห็นว่านักเศรษฐศาสตร์มีความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรับตัวดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในแต่ละปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กลับพบว่า การปรับเพิ่มขึ้นของดัชนีคาดการณ์ฯ เป็นผลมาจากปัจจัยการใช้จ่ายและการลงทุนของภาครัฐ กับปัจจัยการส่งออก ในขณะที่ปัจจัยอื่น ๆ ที่เหลือกลับปรับตัวลดลง
ส่วนดัชนีสถานะทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบัน(ม.ค. 54) ยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องเห็นได้จากค่าดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกันทั้ง 3 ครั้งที่ทำการสำรวจ กล่าวคือปรับเพิ่มขึ้นจาก 42.16 เป็น 53.50 และ 56.35 ในการสำรวจครั้งนี้และเป็นระดับที่สูงกว่า 50 แสดงให้เห็นว่าสถานะทางเศรษฐกิจของไทยในปัจจุบันอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่งขึ้น เมื่อพิจารณาในแต่ละปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พบว่า ปัจจัยการลงทุนภาคเอกชนแม้ว่าแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงจะปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ แต่ค่าดัชนีอยู่ในระดับต่ำกว่า 50 แสดงให้เห็นว่าการลงทุนภาคเอกชนยังคงอยู่ในสถานะที่อ่อนแอ ส่วนปัจจัยการส่งออกแม้ว่าค่าดัชนีจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า 50 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการส่งออกยังคงอยู่ในสถานะที่แข็งแกร่ง แต่แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงกลับมีทิศทางที่ลดลง ข้อมูลดังกล่าวสื่อให้เห็นว่าบทบาทของการส่งออกต่อเศรษฐกิจของไทยจะไม่มากเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
สำหรับการประเมินสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอีก 3 เดือนข้างหน้า พบว่า จากจำนวน 10 ปัจจัยที่ทำการสำรวจ มีถึง 6 ปัจจัยที่จะส่งผลด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย อันดับ 1 ราคาน้ำมัน(ร้อยละ 92.8) อันดับ 2 ปัจจัยด้านการเมือง(ร้อยละ 65.1) อันดับ 3 อัตราเงินเฟ้อทั่วไป(ร้อยละ 65.1) อันดับ 4 วิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรป(ร้อยละ 53.0) อันดับ 5 อัตราดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์(ร้อยละ 47.0) อันดับ 6 อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท(ร้อยละ 42.2) ขณะที่ปัจจัยที่จะส่งผลด้านบวกต่อเศรษฐกิจไทย มี 2 ปัจจัย ประกอบด้วย ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ(ร้อยละ 48.2 ) และความเชื่อมั่นของผู้บริโภค(ร้อยละ 42.2) ส่วนค่าเงินหยวนของจีน เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบ(ร้อยละ 43.4) สำหรับเศรษฐกิจโลกนั้นนักเศรษฐศาสตร์ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกัน โดยร้อยละ 36.1 เชื่อว่าจะส่งผลกระทบด้านลบ และอีกร้อยละ 35.0 เชื่อว่าจะส่งผลด้านบวกต่อเศรษฐกิจไทย



