ข่าว

เตรียมผจญเงินเฟ้อ

เตรียมผจญเงินเฟ้อ

27 ม.ค. 2554

หลังจากที่โลกเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเงินมายังไม่ทันตั้งตัวได้ดีพายุร้ายทางเศรษฐกิจอีกลูกหนึ่งก็เริ่มตั้งเค้าให้มองเห็นที่ขอบฟ้า พายุเศรษฐกิจลูกใหม่นี้คือ “ภาวะเงินเฟ้อ”

 คำว่า “เงินเฟ้อ” (Inflation) นี้ถ้าแม้จะเอาคำนิยามอย่างละเอียดตามหลักทฤษฎีของนักเศรษฐศาสตร์แล้วก็จะชวนให้เวียนหัวและเข้าใจยาก แต่ภาษาชาวบ้านเราไม่ต้องไปทำความเข้าใจตามนักวิชาการให้สับสนเพียงแต่สังเกตดูรอบตัวว่าข้าวของอาหารการกินและค่าใช้จ่ายรอบตัวหากแพงขึ้นนั่นแหละคืออาการของเงินเฟ้อ และอัตราเงินเฟ้อก็มีหลายระดับถ้าเงินเฟ้อเข้าขั้นรุนแรงก็หมายถึงอัตราเงินเฟ้อ (ตามตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์) เข้า 2 หลัก เมืองไทยขณะนี้ตัวเลขเงินเฟ้อทางการอยู่ที่ 3-4% ก็ถือว่าเข้าสู่ภาวะเงินเฟ้ออ่อนๆ และเราก็เริ่มรู้สึกได้โดยไม่ต้องอาศัยหลักวิชาอะไรมากมาย

 ในสภาพปัจจุบันนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างยุโรป อเมริกานั้นยังไม่มีเค้าเงินเฟ้อ ในบางประเทศนั้นข้าวของเพื่อการกินการอยู่ยังถูกลงไปด้วยซ้ำ แต่ประเทศที่กำลังพัฒนานั้นรวมทั้งประเทศไทยนั้นเริ่มมองเห็นเค้าลางของเงินเฟ้อปรากฏอาการขึ้นแล้ว

 ประเทศกำลังพัฒนาที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่เรียกว่า BRIC อันได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดียและจีนนั้น ภาวะเงินเฟ้อเริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจน เช่น อินเดียนั้นเริ่มพบกับภาวะอาหารการกินแพงมาก เป็นต้น

 ประเทศต่างๆ ที่เริ่มจะเห็นเค้าลางเงินเฟ้อนั้น เค้าเริ่มวางมาตรการแก้ไขกันอย่างไร

 ยาขนานแรกที่หลายประเทศใช้เพื่อชะลอภาวะเงินเฟ้อคือ “การขึ้นดอกเบี้ยอ้างอิง” หลายประเทศได้กระทำกันรวมทั้งประเทศไทยซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งประกาศไปเมื่อ 2-3 วันนี้ บางประเทศประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยถี่มากถึง 6-7 ครั้งในรอบปี

 การขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงนั้น ในทางทฤษฎีเศรษฐศาสตร์นั้นมีคำอธิบายไว้สลับซับซ้อน อ่านเข้าใจยาก แต่ชาวบ้านเราดูที่รอบตัวก็จะเข้าใจภาวะต่าง ๆ ได้พอสมควร เช่น เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงไปนั้น ธนาคารพาณิชย์ก็เริ่มขยับตัวเพิ่มทั้งอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินให้กู้ยืมซึ่งแน่นอนอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มจากวงเงินกู้ยืมนั้นสูงกว่าอัตราเพิ่มดอกเบี้ยเงินฝากค่อนข้างมาก (แน่นอนไม่เช่นนั้นนายแบงก์จะพากันร่ำรวยได้อย่างไร) การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ชาวบ้านที่มีเงินฝากก็จะได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่ส่วนคนที่เป็นหนี้เป็นสินเช่นซื้อรถหรือบ้านเงินผ่อนอยู่ก็ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยมากขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งหมายความว่าจะต้องผ่อนส่งนานขึ้น แต่โดยรวมเขาหวังกันว่าทำเช่นนี้แล้วจะช่วยชะลอเงินเฟ้อ

 ยาอีกขนานหนึ่งที่มักนำออกใช้แก้เงินเฟ้อ คือการเพิ่มอุปทานของสินค้าแต่ละตัวที่ทำท่าจะขึ้นราคา (ด้วยธรรมชาติหรือด้วยการกักตุน) เช่น ที่บ้านเราอนุญาตให้สั่งน้ำมันปาล์มสดเข้ามาได้หลายหมื่นตันท่ามกลางเสียงคัดค้าน (ของคนที่เสียประโยชน์) นอกจากนี้ก็มักจะนำยาโบราณที่ไม่ค่อยจะได้ผลออกมาใช้ คือการควบคุมราคา เพราะการควบคุมราคาทำให้เกิดการขาดแคลนและการกักตุน

 ถึงทุกวันนี้ยังไม่เห็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อได้เด็ดขาดจากทั้งนักเศรษฐศาสตร์ในและนอกกระแส แต่สำหรับเมืองไทยขณะนี้ซึ่งมีรัฐมนตรีกระทรวงการคลังที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลกน่าจะสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ใช่เพียงแค่โครงการประชาวิวัฒน์ที่หลายคนยังไม่แน่ใจว่าจะได้ผล

 และสำหรับชาวบ้านเราขณะที่คอยอยู่ก็คงทำได้อย่างเดียว คือต้องวางแผนรัดเข็มขัดตัวเอง

นายหนูใหญ่
[email protected]