
ดูท่าแล้วจะรอฟรี
รัฐธรรมนูญผ่านวาระ 2 ไปแล้ว คงจะทำให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โล่งไปเปลาะหนึ่ง ยังเหลือเพียงว่าในวาระ 3 ที่นัดโหวตกันวันที่ 11 กุมภาพันธ์นั้นเสียงจะเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภาทั้งหมดหรือไม่
แต่ดูแล้ว นายกฯ อภิสิทธิ์ ดูจะมั่นอกมั่นใจว่า ผ่านแน่ๆ เพราะกล้าที่จะพูดถึงกำหนดวันยุบสภาว่า เดือนเมษายน นั้นมีความเป็นไปได้
นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า ปัญหาหนักอกภายในรัฐบาลเคลียร์กันได้เกือบ 100% แล้ว
ที่เหลือก็คือการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่คราวนี้ตั้งประเด็นรุกไล่รัฐบาลในเรื่องของการเพิกเฉยที่จะปกป้องแผ่นดินไทยจากการคุกคามของกัมพูชา
หลายคนมึนงงสงสัยมาแต่แรกว่า เหตุใดพันธมิตร ถึงได้เคลื่อนไหวในลักษณะกร้าวและแรงขนาดนี้
ทั้งที่เรื่องรุกล้ำแดนนั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่า มีข้อตกลงร่วมกันอยู่ เพียงแต่ว่า การเจรจาปักปันเขตแดนนั้นเป็นเรื่องที่อยู่ในลักษณะ "ค่อยเป็นค่อยไป" มาแต่ไหนแต่ไร
มึนหนักเข้าไปอีก ในเมื่อภาพก่อนหน้านี้ กลุ่มพันธมิตรนั้นเปรียบเสมือนกลุ่มมวลชนที่เป็นมิตรกับประชาธิปัตย์ พรรคแกนนำรัฐบาล ในขณะที่ประชาธิปัตย์เองก็ดูจะเอื้ออาทรกับพันธมิตรมาตั้งแต่แรก
และที่สำคัญหากบนเวทีการเมืองมีเพียงเท่านี้ ถ้ารัฐบาลประชาธิปัตย์มีอันต้องกระเด็นตกเวทีไป ถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยจะขึ้นมาตามครรลองของระบอบประชาธิปไตย กลุ่มพันธมิตรจะรับตรงนี้ได้หรือ ?
ถ้าตั้งประเด็นว่า พันธมิตรก็เปรียบเสมือนเป็นฝ่ายมวลชน ส่วนประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายบริหารราชการแผ่นดิน อย่างที่เห็นกันอยู่ ก็ยิ่งมึนงงสงสัยว่า นี่มือซ้ายมือขวา กำลังมีปัญหาอะไรกัน
เรื่องผลประโยชน์ หรือ เพราะ "มือที่มองไม่เห็น" ส่งสัญญาณมา
เพราะเงื่อนปมที่กลุ่มพันธมิตรกำลังเล่นอย่างเต็มที่นั้นเป็นเรื่องอธิปไตยของไทย ซึ่งแน่นอนว่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกองทัพที่ทำหน้าที่ปกป้องผืนแผ่นดินไทย
ผู้นำกองทัพอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.เองก็ประกาศชัดเจนว่า ทหารยังไงก็ได้ แล้วแต่รัฐบาลจะมีคำสั่งมา
ขณะเดียวกัน ก็ชัดเจนแล้วว่า เมื่อ "เอกภาพ" กลับมาสู่คณะรัฐบาลอีกครั้ง การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนี้จึงมีแค่ 2 ทาง คือ นายกฯ อภิสิทธิ์ ยุบสภา หรือไม่ก็ต้องให้กองทัพออกมายึดอำนาจ
หรือว่าพันธมิตรเดาใจแล้วว่า มือที่มองไม่เห็นนั้น เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้วจะตัดสินใจเลือก
ถามว่า ระดับไหนที่จะตัดสินใจ ?
ในเมื่อช่วงกลางปีที่แล้วขนาดมีการเผาบ้านเผาเมือง ประชาชน-ทหาร ตายรวมกันร่วมร้อยคน ก็ยังเลือกข้างรัฐบาลอย่างเต็มตัวมาแล้ว
แล้วการเคลื่อนไหวในเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่แม้แต่คำว่า "ข้อพิพาท" ก็ยังไม่เกิดขึ้นนั้น จะนำไปสู่จุดที่เรียกว่า "ระดับหนึ่ง" ได้อย่างไร
ที่เน้นว่าต้องมีมือที่มองไม่เห็นมาจัดการ นั่นก็เพราะการชุมนุมยืดเยื้อของกลุ่มพันธมิตร คงจะไม่อาจสั่นคลอนเอกภาพของรัฐบาลได้
ยิ่งเมื่อ นายกฯ อภิสิทธิ์ มาปลดชนวนด้วยการประกาศแนวโน้มที่จะยุบสภา ก็ยิ่งไปกันใหญ่
การมีกลุ่มพันธมิตรอยู่ข้างทำเนียบรัฐบาลกลับดูจะเป็นรั้วป้องกันการรุกไล่ของกลุ่มคนเสื้อแดงเสียมากกว่า
ถึงแม้กลุ่มเสื้อแดงจะพยายามเคลื่อนไหวต่อเนื่องนัดชุมนุมที่นั่นที่นี่ แต่หากถี่และหนักข้อ จนชาวบ้านเขาสัญจรไปมา ทำมาหากินไม่ได้ ผลที่จะเกิดกับเสื้อแดงที่เคยชุมนุมเมื่อปี 2552 ก็อาจจะเกิดขึ้น ชุมชนที่เอือมระอากับการชุมนุมอาจจะออกมาอีกครั้ง หรืออีกฝ่ายหนึ่งเห็นช่อง ก็อาจจะไปกระตุ้นให้ออกมาอีกครั้ง
ตรงนี้จึงทำให้ความเป็นไปได้ที่คนเสื้อแดงจะไหลรวมกับพันธมิตรเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเชื่อว่าจะเกิดขึ้น
นั่นก็ยิ่งทำให้ประเด็นในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรยังต้องถูกสร้าง ถูกผลิตขึ้นมาเพิ่มให้ "มีความน่าสนใจ" ในการเข้าร่วมชุมนุมอย่างต่อเนื่อง
ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาลประชาธิปัตย์ ถ้าหากฝ่ายค้านที่เตรียมจะอภิปรายไม่ไว้วางใจซึ่งน่าจะเกิดขึ้นราวเดือนหน้า หรือเดือนมีนาคมนี้ เรียกเลือด-เปิดแผลไม่ได้ การตัดสินใจยุบสภาในเดือนเมษายนอย่างที่ว่าไว้ ก็จะยิ่งทำให้ประชาธิปัตย์ดูดียิ่งขึ้น
ทั้งหมดนั้นมองในแง่ของเกมการเมือง ไม่ใช่มองในแง่ของการแก้ปัญหาบ้านเมือง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องทุจริตที่ยังเป็นหมอกสีเทาๆ ลอยอยู่รอบๆ รัฐบาล
สำหรับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ การันตีได้ ถ้า "มือที่มองไม่เห็น" ยังไม่เคาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ยังต้องรอต่อไป
แต่พอฟังนายกฯ อภิสิทธิ์กำหนดวันจะยุบสภาแล้ว น่าเชื่อว่า รอฟรี !
ศรายุทธ สายคำมี



