
"มาร์ค"พร้อมแสดงวิสัยทัศน์"World Economic Forum"
มาร์ค เตรียมเข้าร่วม ประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส สมาพันธรัฐสวิส ระหว่างวันที่ 28-31 ม.ค.นี้ พร้อมแสดงวิสัยทัศน์การเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองของโลก ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ
7 (26ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะประกอบด้วยบุคคลสำคัญ อาทิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประธานผู้แทนการค้าไทย และคณะนักธุรกิจไทยจากบริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงเทพ มีกำหนดการเดินทางเยือน สมาพันธรัฐสวิส เพื่อเข้าร่วมการประชุมประจำปี World Economic Forum ณ เมืองดาวอส ระหว่างวันที่ 28 - 31 มกราคม 2554 ดังนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมประจำปี World Economic Forum ครั้งที่ 41 นี้ มีหัวข้อหลักของการประชุม คือ “Shared Norms for the New Reality” เพื่อสะท้อนถึงความกังวลของผู้นำโลก ถึงความซับซ้อนและความเชื่อมโยงของประเด็นต่างๆในโลกภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลก และการเสื่อมถอยของคุณค่าและหลักการที่ประชาคมโลกยึดถือร่วมกัน อันนำไปสู่การลดทอนความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อความเป็นผู้นำของรัฐ รวมทั้งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต ทั้งนี้ การเข้าร่วมการประชุมฯของนายกรัฐมนตรีในปีนี้ ซึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงวิสัยทัศน์ ด้านการดำเนินนโยบายเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ครอบคลุม ( Inclusive Growth ) ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีของไทย จะได้แสดงความเป็นผู้นำและแนวทางของรัฐบาลต่อการเสริมสร้างความเท่าเทียมด้านสังคม และการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน รวมถึงแสดงความเข้มแข็งของภาคเอกชนไทยในด้านที่ไทยเป็นผู้นำในตลาดโลก เนื่องจาก ในปีนี้ ภาคเอกชนของไทยได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก WEF โดย 5 บริษัทได้สมัครสมาชิกระดับ Foundation Member และผ่านการอนุมัติแล้ว คือ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน)ซึ่งเป็น Industry Member ด้วย บริษัท การบินไทย จำกัด ( มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอร์เรจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต แห่งประเทศไทย และธนาคารกรุงเทพ ซึ่งนับว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีสำหรับภาคเอกชนไทย ในการก้าวสู่เวทีระดับโลก World Economic Forum ได้เลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม World Economic Forum on East Asia ในปี 2555 ซึ่งเป็นการประชุมระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกของ WEF โดยจะมีนักธุรกิจและสื่อระดับนำของโลกเข้าร่วมกว่า 400 คน ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นของประชาคมธุรกิจโลกที่มีต่อประเทศไทย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและคณะ มีกำหนดออกเดินทางจากประเทศไทย วันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2554 เวลา 00.15 น.และเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 31 มกราคม 2554 เวลา 06.00 น. โดยระหว่างการเข้าร่วมการประชุม World Economic Forum ณ เมืองดาวอส นายกรัฐมนตรีจะได้เข้าร่วมและเป็นผู้นำการอภิปรายในการประชุมที่สำคัญ ได้แก่
- นายกรัฐมนตรีจะกล่าวเปิด ใน Informal Gathering of World Economic Leaders ในหัวข้อ Toward a New Growth Model เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเสริมสร้างการเจริญเติบโตที่ครอบคลุมภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกโดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการปฏิรูประบบระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ความตระหนักรู้ถึงความร่วมรับผิดชอบร่วมกันต่อผลกระทบจากการดำเนินนโยบายของตนเอง และการให้ความสำคัญต่อการปฏิรูประบบเศรษฐกิจภายในประเทศเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและภูมิต้านทานของเศรษฐกิจตนเอง โดยนายกรัฐมนตรีจะยกตัวอย่างนโยบายการปฏิรูประบบเศรษฐกิจและสังคมของไทยตามโครงการเร่งรัดปฏิบัติการเพื่อคนไทย
- สำหรับ การเข้าร่วมเป็นผู้อภิปรายในการอภิปราย Interactive Session ในหัวข้อ A Social Contract for the 21st Century ซึ่งจะอภิปรายถึงแนวทางปรับปรุงสิทธิและความรับผิดชอบระหว่างรัฐและประชาชน (“social contract”) ภายหลังสภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยนายกรัฐมนตรีจะหยิบยกประเด็นที่รัฐจะต้องเน้นการสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินนโยบายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ หัวข้อดังกล่าวเป็นประเด็นสำคัญที่มีผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีจะกล่าวแสดงความคิดเห็น ในงานเลี้ยงอาหารค่ำ Anti-corruption Dinner หัวข้อ Growing Big, Learning that Small is Beautiful: Doing Business with Integrity in Engines of Growth
ส่วนการเข้าร่วมการประชุม หัวข้อ Creating Shared Norms : The Century’s Leadership Challenge ซึ่งจะหารือเกี่ยวกับความแตกแยกในสังคมที่เริ่มเพิ่มมากขึ้นและแนวทางที่ผู้นำประเทศต่างๆ จะสามารถนำทางประชาชนและประชาสังคมในศตวรรษที่ 21 โดยนายกรัฐมนตรีจะเน้นการสร้างการบรรทัดฐานระดับโลกร่วมกัน ได้แก่ การสร้างความร่วมมือระดับโลก การสร้างความเจริญเติบโตอย่างมีคุณภาพ การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ ในสังคม ซึ่งเป็นผลมาจากบรรทัดฐานดั้งเดิมของสังคมในศตวรรษที่ 20 ได้แก่ ความเป็นอธิปไตย การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การมุ่งเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ก่อให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ได้ส่งผลกระทบสู่ศตวรรษ 21 ซึ่งนำไปสู่ความเสื่อมโทรมทางสิ่งแวดล้อม ความแตกแยกทางสังคม ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ
นายอภิสิทธิ์ จะเข้าร่วมการหารือ หัวข้อ Business Interaction Group on Thailand โดยมี CEOs ของค่ายรถยนต์ชั้นนำของโลกและบริษัทในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ Renault-Nissan, Audi, Hyundai, Volkswagen และ Michelin โดยนายกรัฐมนตรีจะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นถึงโอกาสของอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย นโยบายของไทยที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ของอาเซียน และวิสัยทัศน์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของไทย และเข้าร่วมหารือ หัวข้อ The Role of the Group of 20 in Multilateral Systems เข้าร่วมเป็นผู้นำอภิปราย ในหัวข้อ Stabilizing Commodity Price and Supply in a Resource-Constrained World โดยนายกรัฐมนตรีจะหยิบยกประเด็นการดำเนินการของไทยในการรักษาระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าเกษตรและสินค้าพลังงาน รวมทั้งวิสัยทัศน์ต่อการพัฒนาตลาดล่วงหน้าสินค้าเกษตรของไทยเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาของเกษตรกร
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะได้พบหารือกับศาสตราจารย์ Klaus Schwab ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร World Economic Forum เพื่อหารือถึงความร่วมมือกับ WEF ในการส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันของไทย รวมถึง หารือทวิภาคีกับผู้นำภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญ อาทิ บริษัท Dow Chemical บริษัท Unilever กลุ่มธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย ในโอกาสเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญในครั้งนี้ สื่อมวลชนต่างประเทศชั้นนำหลายสำนักได้แสดงความประสงค์ขอสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี ได้แก่ สถานีโทรทัศน์ CNN สถานีโทรทัศน์ CNBC Asia สำนักข่าว BBC l สำนักข่าว Bloomberg สำนักข่าว Euronews และหนังสือพิมพ์ Financial Times ซึ่งมีประเด็นคำถามที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย นโยบายสำคัญของรัฐบาลในการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ สถานการณ์การเมืองไทยสู่การเลือกตั้ง และ การส่งเสริมการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงและสร้างความมั่นใจต่อสถานการณ์การเมืองของไทย รวมถึงความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ผ่านสื่อมวลชนด้านเศรษฐกิจที่สำคัญได้อย่างกว้างขวางและน่าเชื่อถือ



