ข่าว

"มาร์ค"มอบสตง.ทำยุทธศาสตร์ตรวจเงินแผ่นดิน

"มาร์ค"มอบสตง.ทำยุทธศาสตร์ตรวจเงินแผ่นดิน

26 ม.ค. 2554

"นายกฯ"มอบโจทย์ให้สตง.ทำยุทธศาสตร์ตรวจเงินแผ่นดิน เน้นความยืดหยุ่น-ขอความ่วมมือเอกชนและอปท. ชี้ควรวางกฎหยุดการจ้างที่ปรึกษาเข้ามาสูบงบประมาณ

(26ม.ค.) เวลา 09.15 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสุนทรพจน์ตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงวิชาการในการประกาศยุทธศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งจัดโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ว่า งบประมาณแผ่นดินปัจจุบันอยู่ในระดับ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งการใช้เงินของประชาชนนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดให้สตง.ทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของภาครัฐทั้งหมด โดยมีเป้าหมายรักษาผลประโยชน์เพื่อให้การใช้เงินบังเกิดผลเต็มเม็ดเต็มหน่วยบนหลักของธรรมาภิบาล แต่ต้องยอมรับว่าการทำงานโดยมีเงินงบประมาณจำนวนมากก็มีข่าวการรั่วไหลและทุจริตคอรัปชั่น ซึ่งการป้องกันต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพราะการตรวจงินเป็นกลไกตรวจสอบเพื่อให้การใช้เงินคุ้มค่าและลดความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตามการทำงานของสต.ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมามีผลอย่างมาก เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นหลายหมื่นล้านบาท และสตง.ยังสามารถเรียกจัดเก็บเงินได้อีกจำนวนมากด้วย

 นายกฯ กล่าวถึงการจัดทำยุทธศาสตร์การตรวจเงินแผ่นดิน 2554 - 2557 ของสตง. ว่า ต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ที่ต้องการผลักดันให้มีศักยภาพโดยยึดหลักของสร้างธรรมาภิบาลขององค์กร ทั้งนี้ตนมีข้อคิดบางประการเป็นการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ประการแรก คือ ต้องยอมรับว่าปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การทำงาที่จะให้บรรลุเป้าหมายต้องมีความยืดหยุ่นพอสมควร ซึ่งในอดีตการปฏิบัติหน้าที่ได้เขียนกฎระเบียบขั้นตอนละเอียดและดำเนินงานได้ไม่เป็นอุปสรรค แต่ปัจจุบันพบความจริงว่าหลายหน่วยงานร้องรียนว่ากฎระเบียบรัดตัวไม่ตอบสนองเป้าหมายของการทำงาน ดังนั้นต้องอาศัยความยืดหยุ่นและการได้รับการยกเว้น การตรวจสอบต้องป้องกันความเสียหายและความไม่เข้าใจตั้งแต่ต้น

 ประการที่สอง ภารกิจของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น นโยบายหลักหลายเรื่องภาคราชการไม่สามารถขับเคลื่อนลำพังได้ ต้องทำงานร่วมกับภาคประชาชน อปท.หรือภาคธุรกิจเอกชน ซึ่งยังเป็นปัญหาเพราะแต่ละภาคส่วนมีวัฒนธรรมการทำงานไม่เหมือนกัน ขัดกันในแง่ของกฎระเบียบถ้ายึดกรอบโครงสร้างกลไกแบบเดิมจะพบว่าบางปัญหาแก้ไขไม่ได้  

 ประการที่สาม ที่ผ่านมาสังคมไทยมีปัญหามากเรื่องการตรวจสอบ เป็นปัญหาเชิงทัศนคิตที่ไม่มีการยอมรับการตรวจสอบ จะรู้สึกหวาดกลัว-หวาดระแวง จึงไม่ได้มีการนำกลไกไปใช้ประโยชน์ในเชิงบวกและสร้างสรรค์ ดังนั้นต้องช่วยกันทำความเข้าใจเพื่อให้มีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามตนหวังว่าการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์คงจะได้เห็นมิติใหม่ที่จะใช้ประโยน์จากการตรวจสอบ

 นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปัญหาการทุจริตในปัจจุบันว่า การทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐถือว่าหนักหน่วงมาก และรูปแบบมีความเปลี่ยนแปลง รวมทั้งมีการพัฒนาการตลอดเวลา รัฐบาลพยายามจหยุดยั้งและลดในที่สุด มาตรการที่กำลังเร่งทำคือเรื่องของราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างที่จะสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น เพราะที่ผ่านมาราคากลางไม่สะท้อนความเป็นจริง เปิดช่องสมยอมในการเสนอราคา

 “ หรือการไม่มีกติกาในการจ้างที่ปรึกษา ที่ให้ที่ปรึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการทุจริต โดยมีการกำหนดคุณลักษณะโดยอ้างเทคนิคชั้นสูง เป็นที่มาของการเสียงบประมาณโดยสิ้นเปลือง ทั้งที่ควรจะได้สินค้าที่ราคาถูก”นายกฯ กล่าว

 นายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า การทุจริตเกิดจากหลายฝ่าย อาทิ ราชการ การเมือง ที่มีการทุจริต แต่ภาคธุรกิจก็มีส่วนร่วมไม่น้อยจนทำให้ปัญหารุนแรง แต่ระยะหลังภาคธุรภิจให้ความร่วมมือ หากหน่วยงานตรวจสอบขอความร่วมมือด้วยก็จะเป็นประโยชย์อย่างมาก นอกจากนี้ตนในฐานะประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจพบว่ายังมีช่องว่างของสตง.และอปท. ที่ผ่านมาสองหน่วยงานมีการสัมมนาปรับความเข้าใมากขึ้น แต่ต้องทำความข้าใจว่าการกระจายอำนาจไม่ได้มุ่งหวังให้เขาทำงานเหมือนราชการ และนอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องการตีความอำนาจหน้าที่ แต่ทั้งนี้หากการทำงานยึดประโยน์ส่วนรวมเป็นหลักก็จะง่ายในการกำหนดกลไกตรวจสอบ และให้พยายามเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงานและเข้มงวดกวดขันในการการนำทรัพยากรของประชาชนมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเท่านั้น