ข่าว

คนริมรั้ว

คนริมรั้ว

26 ม.ค. 2554

ตลอดวันอังคารที่ผ่านมา หากใครได้ฟังการอภิปรายแปรญัตติ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็น่าเชื่อว่าเกินร้อยละ 80 น่าจะพูดไม่ต่างกันว่า เป็นการฟังการอภิปรายที่น่าเบื่อหน่าย ประเด็นปัญหาที่แก้ไขกันนั้น แทบจะไม่มีความรู้สึกว่ามันเกี่ยวกับเราตรงไหน


 ยิ่งไปถกเถียงกันในเรื่อง ขนาดเขตเลือกตั้ง และสารพัดสูตรของจำนวน ส.ส. ยิ่งชัดเจน

 ไม่มีนักการเมืองคนไหนที่จะบอกว่า เขตเลือกตั้งใหญ่ มันไม่ดี เพราะประชาชนไม่ได้ประโยชน์ เพราะจะทำให้ได้นักการเมืองห่วยแตกเข้าไปเป็นตัวแทน ขี้เกียจสันหลังยาว มาประชุมบ้างไม่มาบ้าง หาความรับผิดชอบไม่ได้ แค่เริ่มประชุมก็ล่มแล้วล่มอีก

 แต่บอกว่า ประชาชนน่าจะได้ประโยชน์เพราะนักการเมืองจะได้ใกล้ชิดรับรู้ปัญหา

 พูดไปไม่อายปาก !

 เพราะใครก็รู้ว่าเขตเล็กนั้นก็เพื่อให้จัดตรงกับฐานคะแนนของตน แล้วจ่ายให้ถูกคนเท่านั้นเอง

 ไม่ได้วิเศษวิโสเลิศเลออะไรหรอกกับการเปลี่ยนจากเขตใหญ่เป็นเขตเล็ก

 เสร็จจากเรื่องเขต มาเรื่องจำนวน ส.ส.ที่ก็ต้องล็อบบี้กันจนแทบจะนาทีสุดท้ายเพื่อให้เสียงเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

 นั่นก็เพราะมีบางพรรคเห็นว่า ถ้าลด ส.ส.เขต จาก 400 แล้วมันจะทำให้ความน่าจะเป็นที่จะได้ส.ส.ลดน้อยลง

 เรื่องปาร์ตี้ลิสต์จำนวนเท่าไหร่ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก ปัญหาก็คือ เมื่อเพิ่มปาร์ตี้ลิสต์แล้วไปลด ส.ส.เขตของเขานั่นแหละ

 ทั้งที่เรื่องนี้มันต้องไปคำนวณเอาตามจำนวนประชากร (ในอนาคตก็น่าจะเพิ่มเอาเรื่องรายได้ภาษีเข้าไปด้วยก็น่าจะดี) ว่าถ้ามีจำนวนประชากรเท่านี้ ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเท่านี้ ควรจะมี ส.ส.กี่คน

 แต่ถึงกระนั้นก็ทนฟังท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายพูดกันไป

 ทั้งที่รู้ว่า จริงๆ แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังอีก 4-5 คน ยืนเกาะขอบรั้วรัฐสภานั่นต่างหากที่เป็นคนชักใยให้คนเหล่านี้มาพูด

 ถูกรัฐธรรมนูญสั่งเว้นวรรค 5 ปี แต่บทบาทของคนเหล่านี้กลับมีอิทธิพลชี้เป็นชี้ตายการเมืองบ้านเราอย่างนี้ ประเด็นนี้ไม่ใช่หรือที่ท่านผู้ทรงเกียรติทั้งหลายควรจะหาช่องหาทางมาแก้ไขให้กฎหมายมันรัดกุม เข้มแข็ง คนที่ไม่มีสิทธิ์เข้าไปในเขตรัฐสภา ก็ต้องไม่มีสิทธิ์มาตะโกนสั่งการ

 ปฏิรูปการเมืองไม่ใช่การไปลูบแข้งลูบขาสัญญาจะให้นั่นให้นี่ แล้วก็ปล่อยให้คนที่ควรจะอยู่บ้านเลี้ยงหลานจัดก๊กจัดก๊วนมาต่อรอง อย่างนี้แล้วบ้านเมืองมันจะไปรอดหรือ

ศรายุทธ สายคำมี
 [email protected]