
จับก่อนบึ้มป่วนพธม.ฮาร์ดคอร์หรือมือที่มองไม่เห็นจัดให้
หลังจากที่เมืองหลวงปราศจากบรรยากาศเหมือนใน "สนามรบ" มานาน แต่เมื่อค่ำวันที่ 24 มกราคม ที่ผ่านมา การจับกุมชายฉกรรจ์ 5 ราย พร้อมขยายผลพบอาวุธสงครามอีกอื้อซ่า ความรู้สึกของคนกรุงก็เริ่มกลับไปอยู่ในสภาวะที่หวาดผวาอีกครั้ง
นอกจากอานุภาพและปริมาณของอาวุธที่ตรวจยึดได้จะสร้างความตื่นตระหนกได้อีกครั้ง "เงื่อนไข" ที่เหมาะสมยิ่งทำให้คนขวัญผวาได้มากขึ้นไปอีก เพราะการจับกุมมือระเบิด พร้อมอาวุธสงครามจำนวนมากดันมาเกิดก่อนวันชุมนุมใหญ่ของพันธมิตร และนปช. เพียง 1 วัน
วัตถุระเบิดและอาวุธสงครามที่ตรวจยึดได้จึงถูกโยงว่า เตรียมนำมาก่อเหตุคร่าชีวิตผู้คน โดยเฉพาะม็อบเสื้อเหลืองที่ข้างทำเนียบรัฐบาล โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ ยอมรับว่า เคยร่วมชุมนุมกับเสื้อแดง และได้ของกลางมาจากเพื่อนที่ร่วมชุมนุมด้วย
ด้วยเหตุนี้ การจับกุมผู้ต้องหา พร้อมอาวุธสงครามลอตใหญ่จึงถูกสันนิษฐานว่า เป็นการเตรียมอาวุธเพื่อ "สร้างสถานการณ์" ให้ม็อบทั้ง 2 สีโกรธแค้น และยกกำลังเข้าห้ำหั่นกัน หรือจงใจสร้างสถานการณ์ความวุ่นวาย เพื่อให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์หรือไม่
แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็ล้วนแต่ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งตำแหน่งของ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) แม้แต่น้อย
ระเบิดและอาวุธสงครามที่ตรวจยึดได้จึงถูกมองว่าเป็นระเบิด "เขย่าบัลลังก์" ของนายกฯ และขุนทหาร-ตำรวจ มากกว่าจะเป็นระเบิดที่จะขู่ให้ม็อบทั้ง 2 สีหัวหด
กลับเป็นผลเสียต่อเส้นทางเดินของรัฐบาลมากกว่า เพราะนายกฯ หมายมั่นปั้นมือนักหนาว่า จะพาประเทศกลับสู่ "การเลือกตั้ง" ให้ได้ในปีนี้ โดยมีการ "แก้รัฐธรรมนูญ" เป็นด่านสำคัญ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงวิเคราะห์ว่า อาวุธสงครามที่ตรวจพบน่าจะนำมาใช้เพื่อหวังผล 2 ประการ คือ 1.สร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวาย และ 2.หวังให้สถานการณ์ลุกลามบานปลายไปจนถึงการ "ล้มกระดาน" เพราะขณะนี้สถานภาพของรัฐบาลกำลังอ่อนแอย่างหนัก
เขาชี้ว่า "กลุ่มก่อการร้าย" ที่เคยก่อเหตุรุนแรงในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 แม้ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงจะพยายามเกาะติดความเคลื่อนไหวตลอด แต่กลุ่มคนเหล่านี้ก็อาศัยจังหวะที่รัฐบาลเผลอออกมาสร้างความปั่นป่วนได้เสมอ
“หลังจากที่หน่วยงานด้านความมั่นคงจับกุมนายเป็ด ที่มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ความวุ่นวายหลายๆ ครั้ง นายเป็ดคนนี้เป็นคนสนิทของนักการเมืองย่าน จ.นนทบุรี ขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงก็ได้พยายามสอบสวนนายเป็ด เพื่อให้คลายปมเกี่ยวกับคนที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รุนแรงที่ผ่านมา” ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม เผย
เขาเผยอีกว่า ขณะนี้ "กลุ่มชายชุดดำ" ที่ไปฝึกอาวุธในประเทศเพื่อนบ้านได้เดินทางกลับเข้ามาในประเทศแล้ว 1-2 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังเกาะติดอยู่ รวมทั้งยังจับตา "กลุ่มฮาร์ดคอร์" ที่อยู่ในประเทศด้วย เพราะทั้ง 2 กลุ่มนี้อาจฉวยโอกาสเข้ามาก่อเหตุในช่วงการชุมนุม
ขณะที่ นายภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (ผอ.สขช.) มองเหตุจับกุมมือระเบิด พร้อมเครือข่ายและอาวุธสงครามจำนวนมาก โดยมองว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะใช่การ "จัดฉาก" อย่างที่แกนนำม็อบสีแดงและสีเหลืองมอง
แต่เขาเชื่อว่า อาวุธที่ยึดได้เป็น "ของจริง" ของกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาล ซึ่งไม่ได้ระบุว่าเป็นสีไหน แต่ก็เชื่อว่าน่าจะเป็น "ของเก่า" ที่เก็บไว้ตั้งแต่การชุมนุมครั้งก่อนในกรุงเทพฯ และยังคงซุกซ่อนเอาไว้เตรียมก่อเหตุอีกครั้ง หากมีโอกาสที่เหมาะสม
"ผมคิดว่าพวกที่ชอบใช้ความรุนแรงยังมีอยู่ และคงไม่หยุดแค่นี้ ซึ่งในกรุงเทพฯ ยังมีอาวุธสงครามอยู่อีกเยอะ ยังไม่หมดและคิดว่ากลุ่มคนที่ชอบใช้ความรุนแรงยังจ้องหาโอกาสที่จะลงมืออยู่" อดีตผอ.สขช. ประเมินไว้เช่นนั้น
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่ในม็อบทั้ง 2 สีจะนิยมความรุนแรง แต่กลุ่มที่ก่อเหตุเป็นกลุ่ม "ฮาร์ดคอร์" ของแต่ละฝ่ายมากกว่า ซึ่งต้องยอมรับว่าทั้ง 2 กลุ่มมีคนพวกนี้อยู่ และไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด จึงมีการตั้งกลุ่มย่อยออกมาต่างหาก
เขายกตัวอย่างกลุ่มที่แยกตัวออกมาจากกลุ่มเสื้อแดงที่จัดชุมนุมขึ้นในวันที่ 25 มกราคม ซึ่งจุดประสงค์คงไม่ใช่ต้องการให้ม็อบชนกันเพื่อทำให้เกิดการปะทะกันเกิดขึ้น หรือเพื่อให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์
แต่น่าจะเป็นการแยกออกมาด้วย "จุดยืนที่ต่างกัน" มากกว่า ซึ่งแม้แต่กลุ่มพันธมิตรเองก็แยกออกเป็น 2 กลุ่มเช่นกัน คือ กลุ่มของ 5 แกนนำเดิม และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ
เขาเชื่อด้วยว่า การชุมนุมครั้งนี้จะไม่กระทบกระเทือนเสถียรภาพรัฐบาลมากนัก ส่วนเรื่องการก่อเหตุเพื่อสร้างสถานการณ์ก็เชื่อว่า ตำรวจและทหารคงหาทางป้องกันเอาไว้แล้ว จึงเชื่อว่าคนที่ก่อความรุนแรงคงไม่มีโอกาสสร้างเงื่อนไขความรุนแรงขึ้นมาได้
"ผมคิดว่าแกนนำม็อบควรมุ่งให้ความรู้แก่ประชาชนมากกว่าการชุมนุมสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน ซึ่งถ้าเอารัฐบาลไม่ลง กระแสอาจตีกลับเหมือนบูมเมอแรง เพราะคนกรุงเทพฯ ขี้เบื่อ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าได้" อดีต ผอ.สขช. ส่งเสียงเตือนไปยังแกนนำม็อบ โดยเฉพาะม็อบที่มี "พรรคการเมือง" เป็นของตัวเอง
แต่ทั้งหมดนั้นก็ยังไม่ได้หมายความว่า นั่นคือ "ความจริง" เพราะสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นมือที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม เป็นไปได้ด้วยกันทั้งสิ้น แม้กระทั่งข้อครหาว่า "จัดฉาก" ที่อ้างถึงความไม่รู้เรื่องของตำรวจเกือบทั้งกองบัญชาการตำรวจนครบาล
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ปริศนานี้จะยังไม่ได้รับการคลี่คลาย แต่ผลที่ออกมาย่อมส่งผลกระทบต่อการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และกลุ่มเสื้อแดงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จะมีก็แต่รัฐบาลเท่านั้นที่ดูจะเบาใจกับจำนวนผู้ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรในรอบนี้ !
ทีมข่าวความมั่นคง



