ข่าว

ลี กวน ยูกับการมุ่งสู่อนาคต

ลี กวน ยูกับการมุ่งสู่อนาคต

26 ม.ค. 2554

รู้กันมานานแล้วว่านายลี กวน ยู หรือ หลี่ กวง เอี๋ยว อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโสของแดนสิงโตทะเลสิงคโปร์เป็นนักปฏิบัติแท้จริง ซึ่งมุ่งมั่นมองไปข้างหน้าโดยไม่ยึดติดกับอดีตอันมีอยู่น้อยนิดเมื่อเทียบกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศเพื่อนบ้าน

การไม่ยึดติดกับอดีตนี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งในพินัยกรรมที่นายลี กวน ยูได้สั่งเสียล่วงหน้าว่าถ้าหากตัวเองลาลับจากโลกนี้แล้ว ก็ให้รื้อบ้านหลังเก่าที่เป็นบ้านบังกะโลสไตล์อาณานิคมอังกฤษทิ้ง เพราะไม่มีคุณค่าแต่อย่างใด สู้นำไปพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ สร้างเป็นอาคารสูงระฟ้า อันจะก่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจดีกว่า

 พินัยกรรมล่วงหน้านี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มใหม่ของนายลีเรื่อง "ลี กวน ยู : ฮาร์ด ทรูธส์ ทู คีป สิงคโปร์ โกอิ้ง "หรือ " ลี กวน ยู:ความจริงแท้(ที่ยากบิดผัน)เพื่อให้สิงคโปร์ก้าวไปข้างหน้า" ซึ่งมาจากการรวบรวมบทสัมภาษณ์พิเศษโดยนักข่าวหลายคนของสเตรทส์ไทม์สก่อนที่นางกวา เกี๊ยก ชู ภริยาคู่ชีวิตที่อยู่กินกันมานานถึง 63 ปีจะเสียชีวิตอย่างสงบเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

 นายลีวัย 87 ปียอมรับตรงไปตรงมาว่าบ้านหลังนี้สร้างมานานกว่าร้อยปีแล้วโดยพ่อค้าชาวยิวคนหนึ่ง "เป็นบ้านหลังใหญ่มาก มี 5 ห้องนอนใหญ่และอีก 3 ห้องตรงหลังบ้าน แต่ตรงฝาผนังบ้านนั้นเต็มไปด้วยรอยร้าว" แต่เชื่อว่าแม้จะรื้อบ้านหลังนี้ ก็คงไม่มีใครในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นลูกๆ ทั้ง 3 คน หรือภรรยา หรือแม้กระทั่งตัวเองจะคิดถึงบ้านหลังนี้ซึ่งตัวเองเป็นเจ้าของมาตั้งแต่ทศวรรษ 2483

 ถึงแม้ว่าบ้านหลังนี้จะมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์เพราะเป็นที่พำนักของนายกรัฐมนตรีถึง 2 คนของประเทศโดยเฉพาะที่พำนักของนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศที่อยู่ในตำแหน่งนานถึง 31 ปี อีกทั้งยังมีประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับการเมืองหลังการตั้งประเทศสิงคโปร์ใหม่ๆ นับตั้งแต่ได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2502

 กระนั้น นายลีย้ำว่าตัวเองไม่ต้องการให้เก็บบ้านอายุกว่าร้อยปีหลังนี้ไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ทางประวัติศาสตร์เหมือนที่ผู้นำของหลายประเทศนิยมทำกัน

 "ผมได้เห็นบ้านคนดังหลายคนมาแล้ว บ้านของเนห์รู บ้านของเชคสเปียร์ ซึ่งพอนานไปก็มีทรุดโทรมลง"

 นายลีมองว่าหากรื้อบ้านหลังนี้แล้ว ที่ดินแถวนั้นจะมีคุณค่าทางเศรษฐกิจขึ้นมาทันที "เป็นเพราะบ้านผมตั้งอยู่ที่นี่ บ้านหลังอื่นๆ จึงไม่สามารถสร้างเป็นอาคารสูงได้ การรื้อบ้านหลังนี้ประกอบกับมีการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบบางอย่างก็จะทำให้ที่ดินแถวนี้มีคุณค่ามากขึ้น"

 ไม่รู้ว่านักสถาปัตย์นิยมสิงคโปร์จะกล้าโวยหรือเปล่าว่าคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือจะสู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ได้

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์