ข่าว

 เราจะได้อะไรจากศูนย์ค้าส่งจีน-ไทย-อาเซียน

เราจะได้อะไรจากศูนย์ค้าส่งจีน-ไทย-อาเซียน

26 ม.ค. 2554

สัปดาห์ที่แล้วมีงานใหญ่ระดับนานาชาติที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ว่าด้วยเรื่องความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้า การลงทุน ชื่อ “อาเซียน-ไชน่า บิสิเนส ฟอรัม 2011” เป็นการจัดครั้งแรก โดยผู้เข้าประชุมล้วนเป็นผู้นำทางธุรกิจทั้งภาคเอกชนและภาครัฐของประเทศต่าง

 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ อลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะประธานคณะที่ปรึกษาสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและความร่วมมือการค้าอาเซียน-จีน หัวเรือใหญ่ของโครงการพูดถึงการประชุมครั้งนี้ ว่าเกิดขึ้นจากความร่วมมือของตัวแทนรัฐบาลไทย รัฐบาลจีน ชาติสมาชิกอาเซียน และสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ซึ่งเป็นหน่วยบริหารงานกลางของอาเซียน ตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยการประสานงานของสมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและความร่วมมือการค้าอาเซียน-จีน มีนายวิจิตร หยาง เป็นนายกสมาคม รวมถึงความร่วมมือจากภาคเอกชนทั้งไทยและจีน มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมการค้า การลงทุน พร้อมพัฒนาเครือข่ายทางธุรกิจภายในกลุ่มอาเซียนและจีนอย่างเป็นระบบ ด้วยการสร้างจุดเชื่อมโยงทางการค้าการลงทุน

 อีกทั้งยังจะเป็นเวทีในการร่วมกันสร้างสรรค์แนวคิดใหม่ๆ ทางการค้าการลงทุน รวมถึงกระตุ้นความสนใจ ความรู้ ความเข้าใจทางทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ เรื่องราวข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนระหว่างกัน เพื่อหาแนวทางในการเปิดตลาดและดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดที่เหมาะสม นอกจากนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดเสรีทางการค้าโลกในระดับภูมิภาค และการรวมตัวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 ที่จะถึง

 แม้จะเพิ่งเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา แต่นายกสมาคมก็บอกว่าที่จริงแล้วหน่วยงานนี้ได้มีบทบาททำหน้าที่เป็นตัวกลางติดต่อประสานงานกับฝ่ายต่างๆ เพื่อสร้างความเข้าใจดีร่วมกันมาโดยตลอด ซึ่งเชื่อว่าผลพวงของการสานสัมพันธ์ดังกล่าวน่าจะนำไปสู่การสร้างและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันอย่างแน่นแฟ้นในอนาคต โดยสมาคมฯได้ตั้งเป้าหมายว่าจะจัดให้มีการประชุมเช่นนี้อีกเป็นประจำทุกปี
 นอกเหนือจากการประชุมหารือและการบรรยาย โดยผู้ที่มีบทบาทของแต่ละประเทศแต่ละองค์กรแล้ว ประเด็นสำคัญที่เรียกร้องความสนใจจากทุกๆ ฝ่ายในวันนั้นน่าจะเป็นการแถลงข่าวของนายต่ง หง ฉี  ประธานกลุ่มบริษัทอาชิมา ยูนนาน คัลเชอรัล อินดัสตรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจเอกชนรายใหญ่ทางตอนใต้ของจีน เจ้าของโครงการ ไทย-ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักส์ ซิตี้ หรือศูนย์แสดงสินค้านานาชาติไทย-จีนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งกำลังก่อสร้างที่ถนนบางนา-ตราด กม.10 โดยใช้เงินลงทุนราวๆ 4.5 หมื่นล้านบาท

 หลังจากข่าวคราวของอภิมหาศูนย์แสดงสินค้าส่งออกนี้เผยแพร่ไปสู่สาธารณชน เท่าที่ติดตามข่าวสารดูก็พบว่ามีเสียงทักท้วงด้วยความห่วงใยและวิตกกังวลกันมิใช่น้อย ส่วนในประเด็นด้านใดบ้างนั้นเชื่อว่าคงได้ผ่านตากันไปแล้ว ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีสำหรับประเทศชาติที่มีหลายฝ่ายช่วยกันแสดงความคิดเห็น คล้ายๆ เป็นเสียงสะท้อนสาธารณชน ตามแนวทางประชาธิปไตย ก่อนที่จะดำเนินโครงการใหญ่ๆ ขึ้นในประเทศ

 แต่สำหรับผมมีมุมมองอีกด้านของเหรียญ ถูกผิดก็แล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน แต่อยากมองในแง่บวกเอาไว้บ้าง เพราะในโลกนี้คงไม่มีอะไรที่ดีสุดขั้ว หรือไม่ดีสุดขีดจนหาที่ดีไม่ได้ คือผมมองว่าโครงการยักษ์ๆ อย่างนี้ก็น่าจะให้อะไรแก่ไทยเราได้ไม่น้อย เห็นได้ชัดสุดคือ การจ้างงานกว่า 7 หมื่นอัตรา จะมีเงินไหลมาจากนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเข้ามาซื้อสินค้าอีกนับแสนคน เงินสะพัดจากการซื้อขายกว่าปีละ 5 หมื่นล้านบาท เกิดอาชีพที่ต่อเนื่องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นร้านขายอาหาร ภัตตาคาร รถแท็กซี่และรถบริการสาธารณะประเภทอื่นๆ ธุรกิจโรงแรม เป็นต้น

 นี่ยังไม่นับรวมผู้ผลิตสินค้าไทยๆ ที่มาวางขาย รวมไปถึงโอท็อป เอสเอ็มอี และเกษตรกรไทยที่ปลูกพืชผักข้าวปลาอาหารป้อนผู้คนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับศูนย์แห่งนี้เมื่อเปิดดำเนินการแล้ว โดยปกติในทางจิตวิทยา คนเรามักมีแนวโน้มที่จะกลัวอะไรที่มันใหญ่ๆ เสมอ เราจึงชอบเรียกอะไรก็ตามที่ใหญ่ๆ ว่าเป็นยักษ์เป็นมาร ซึ่งหลายครั้งก็ส่งผลให้เราต้องพลาดโอกาสดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

บัญญัติ คำนูณวัฒน์