
ปัญหาแห่งปัญหา
วันก่อนผมไปร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ปีใหม่ศิษย์เก่าร่วมสถาบัน เพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่งเปรยกับผมว่าปัญหาใหญ่ของประเทศไทยอยู่ที่การศึกษา และถ้าเขาบังเอิญมีหน้าที่รับผิดชอบในกระทรวงศึกษาฯ เขาจะให้โรงเรียนสอนเด็กแค่ 3 อย่างเท่านั้น คือ ขยัน ซื่อสัตย์ และอดทน เพรา
เพื่อนคนนั้นยังเล่าต่อไปว่า สมัยที่เขาเป็นนักศึกษา เคยมีคนคาดการณ์ไว้ว่า อีกหน่อยเด็กไทยจะต้องโง่ลง ทั้งนี้เนื่องจากระบบการคัดคนเข้ามาเรียนเป็นครูนั้น ไม่ได้คนระดับหัวกะทิ และบางส่วนก็ขาดความรักในวิชาชีพนี้ตั้งแต่ต้น แต่ไม่สามารถสอบเข้าเรียนในสาขาที่ต้องการได้ ดังนั้นเมื่อได้ครูที่ขาดความพร้อม ก็ย่อมจะได้นักเรียนที่มีความพร่องตามไปด้วย
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นว่าสังคมมีส่วนสำคัญในการสร้างค่านิยมว่าคนที่เรียนแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์หรือสถาปัตย์ เป็นคนที่เก่งกว่า ฉลาดกว่าคนที่เรียนครู ทั้งๆ ที่ครูเป็นผู้มีบทบาทอย่างสูงต่อสังคม และอนาคตของประเทศชาติ ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือค่าตอบแทนและสถานะของครูยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ จะเห็นได้ว่าครูในสิงคโปร์นั้นมีลำดับความสำคัญเทียบเท่ากับหมอ หรือวิศวกร มีค่าตอบแทนที่สูง ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีส่วนในการพัฒนาและขับเคลื่อนการศึกษาอย่างจริงจัง
สำหรับเมืองไทย ผมจำได้ว่าในยุคหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในขณะนั้นกำหนดนโยบายให้สถาบันราชภัฏรับนักศึกษาเพิ่มขึ้นห้องละเกือบ 20 คน เพื่อแก้ไขปัญหานักศึกษาไม่มีที่เรียน หากสถาบันไหนปฏิบัติไม่ได้จะถือว่าผู้บริหารขาดประสิทธิภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีท่านนั้นคำนึงถึงแต่การแก้ปัญหาแบบขอไปที โดยไม่ได้มีความเข้าใจถึงระบบการเรียนการสอน และไม่ได้เห็นความสำคัญของผู้ที่จะเป็นครูในอนาคตแม้แต่น้อย
ผมเห็นด้วยกับเพื่อนว่าปัญหาใหญ่ของเมืองไทยอยู่ที่การศึกษา และหลักสูตรการศึกษาของเราในปัจจุบันไม่ได้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน หรือเกิดประโยชน์ต่อสังคมและบ้านเมืองอย่างแท้จริง มีหลายวิชาที่กำหนดให้เรียนเป็นปีๆ ทั้งๆ ที่สามารถดูจากดีวีดีได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง หลายวิชาที่ถ้าออกไปสัมผัสของจริงจากโลกภายนอกจะเข้าใจได้ชัดเจนกว่ามัวเสียเวลาอ่านในหนังสือ หลายวิชาที่เรียนแค่สอบเอาคะแนนแต่ไม่เคยได้ใช้ในชีวิต และหลายวิชาที่ควรจะรู้แต่โรงเรียนก็ไม่เคยสอน
เราอาจจะต้องทบทวนว่าหลักสูตรภาคบังคับนั้น เป็นการเก็บเด็กไว้ในโรงเรียนนานเกินไปหรือไม่ และได้อะไรคุ้มกับเวลาที่สูญเสียไปหรือเปล่า ในทางกลับกัน หากลดเวลาเรียนโดยใช้สื่อสมัยใหม่เช่น วิดีทัศน์ โทรทัศน์ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต อี-เลิร์นนิ่ง หรือห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาเป็นส่วนช่วย แล้วเริ่มสอนวิชาชีพให้เร็วขึ้น จะทำให้การศึกษาของเราและประเทศของเรารุดหน้าไปกว่านี้หรือไม่?
อย่างไรก็ตามปัญหาการศึกษา ครู และนักเรียน ผูกพันกันเป็นลูกโซ่ การจะแก้ปัญหาเพียงข้อใดข้อหนึ่งย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาที่มีอยู่ทั้งหมดได้ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ปัญหาทั้งหมดจะต้องรีบแก้ไขโดยด่วน ก่อนที่ประเทศไทยจะล้าหลังไปกว่านี้ครับ



