
สีเทาๆในโลกของตำรวจ
เตะเราซะกระเด็นเลย นายตำรวจเล่าด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน ถึงแม้ว่าเขาจะถูกย้ายออกจากตำแหน่งหน้าที่เดิม พร้อมทั้งให้เหตุผลว่า ต้องทำใจเราประมาทเอง เราไม่ได้วิ่งอยู่
ระบบวิ่งเต้นในโลกของตำรวจนั้นไม่ได้มีเพียงการวิ่งเพื่อขอโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งหน้าที่ที่ดีกว่า หรือมีตำแหน่งหน้าที่ที่สูงขึ้น (วงการตำรวจเรียกว่า “ขึ้น”) เท่านั้น ถึงแม้ว่ามีความต้องการจะทำหน้าที่อยู่ที่เดิมแต่บังเอิญเป็นตำแหน่งที่ถูกจัดอันดับว่าเป็นตำแหน่งเกรดเอนั้นผู้ครอบครองมีความจำเป็นอย่างที่จะต้องวิ่งเพื่อให้ได้อยู่ที่เดิมไม่ถูกใครวิ่งมาเตะให้ช้ำใจ
ความไม่แน่นอนคือสัจธรรมในโลกของตำรวจ เมื่อวานนี้นายหรือเจ้าของตั๋วที่คิดว่าแข็งระดับเทพอาจรับปากรับคำอย่างดี แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เหล่าบรรดานายตำรวจรู้ว่า ไม่ควรไว้วางใจและควรเลือกใช้เทคนิคการเฝ้า (อย่างชนิดตาไม่กะพริบ) จนกว่าจะมีคำสั่งออกมานั่นแหละถึงจะนับได้ว่าเข้าสู่ภาวะปลอดภัย
ภาวะลุ้นนี้สร้างความหวั่นไหว วิตกกังวลให้แก่นายตำรวจไม่ใช่น้อย “ผมไม่คิดเลยว่าจะต้องมายืนอยู่ในจุดนี้ ผมคิดว่าชัวร์ แต่มันไม่ใช่ มันกลับกลายเป็นเราไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย” ดังนั้น ในช่วงนี้หากเดินเข้าไปแจ้งความที่โรงพักหรือติดต่องานกับตำรวจแล้วได้รับการบริการด้วยความกระตือรือร้นขอให้รับรู้ว่า ท่านเป็นคนที่โชคดีที่สุด เพราะช่วงนี้เป็นระยะเวลาของการเฝ้านายมากกว่าเฝ้าประชาชนหรืออยู่โรงพัก
ความไม่มั่นคงแน่นอนในการทำงานในโลกของตำรวจเป็นปัจจัยเชิงบริบทที่สำคัญที่ส่งผลต่อความไร้ประสิทธิภาพในการทำงาน ในเมื่อตำรวจยังรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยจะไปสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชนได้อย่างไร? หากจะแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมองปัญหาให้แจ่มชัด เข้าใจสาเหตุที่มาที่ไป ดิฉันเสนอว่าการตั้งคำถามที่สำคัญนั้นไม่ควรตั้งคำถามว่า ตำรวจไม่ทำงานจะจัดการกับตำรวจอย่างไรดี หากแต่ต้องตั้งคำถามใหม่ว่า ทำไมตำรวจจึงไม่ทำงานในห้วงเวลาเช่นนี้? การตั้งคำถามเช่นนี้สะท้อนความคิดที่ปราศจากอคติและต้องการพัฒนาระบบวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจมากกว่าที่จะว่ากล่าวให้สะใจแต่เพียงเท่านั้น
วัฒนธรรมการทำงานในโลกของตำรวจมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับวัฒนธรรมอุปถัมภ์หรือบุญคุณต่างตอบแทนที่ดำรงอยู่ในสังคมไทย ยกตัวอย่างเช่น หากนายตำรวจได้ดิบได้ดีจากตั๋วของการนักการเมืองท่านใด (ถึงแม้จะไม่มีผลงานก็ตาม) นายตำรวจผู้นั้นก็จะต้องตอบแทนบุญคุณของผู้มีพระคุณเจ้าของตั๋วนั้นจนถึงที่สุดถึงแม้ว่าในบางครั้ง สิ่งที่ผู้แทนฝ่ายการเมือง “ขอ” จะสร้างความรู้สึกอิหลักอิเหลื่อคับข้องใจ หรือแม้กระทั่งรู้สึกว่าขัดกับจริยธรรมที่ตนยึดถือก็ตาม การปรับตัวปรับใจเป็นภาวะที่ต้องทำให้ได้ มิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถทำงานในโลกของตำรวจได้ จนกระทั่งกลายเป็นเรื่องคุ้นชินและมีวิธีคิดว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ใครๆ เขาก็ทำกัน
“ผมสัญญาผมจะเป็นตำรวจที่ดีครับอาจารย์”ผู้หมวดหนุ่มลุกขึ้นยืนกล่าวพร้อมยกมือไหว้เมื่อพูดจบดิฉันรู้สึกอิ่มเอมใจกับการกระทำเช่นนั้นและหลงเชื่อเนื่องมาจากในครั้งนั้น ดิฉันยังเป็นเพียงนักวิชาการที่มีมุมมองแบบคนนอก (OUTSIDER VIEW) ที่ไม่ได้สัมผัสเรียนรู้โลกการทำงานของตำรวจอย่างแท้จริง ต่อเมื่อดิฉันได้เดินเข้าสู่โลกของตำรวจ ได้เข้าใจและมองเห็นความซับซ้อนแห่งเหตุปัจจัยที่ล้วนโยงใยถักทอด้วยอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่างๆ วันนี้นายตำรวจหนุ่มคนเดิมกลับมาพบปะพูดคุยกับดิฉันในฐานะของนายตำรวจใหญ่ที่มีบุคลิกภาพเปลี่ยนไป ระหว่างการสนทนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผ่านมาซึ่งกันและกันนายตำรวจผู้เคยเป็นศิษย์พูดว่า “ถึงวันนี้อาจารย์คงเข้าใจแล้วว่า ตำรวจไม่ได้อยากเป็นสีเทา แต่ระบบต่างๆ ที่แวดล้อมตำรวจไม่ว่าจะเป็นการเมือง การปกครอง หรือแม้แต่ประชาชนเองล้วนแต่งแต้มสีของตำรวจให้กลายเป็นสีเทา ไม่มีใครหรอกครับที่เข้ามาเป็นตำรวจด้วยเจตนาจะเป็นสีเทาเลย ผมเห็นด้วยกับอาจารย์ที่ว่าถ้าจะแก้ต้องแก้ที่ระบบไม่ใช่มานั่งพร่ำด่าตัวบุคคล”
ปนัดดา ชำนาญสุข



