
เรื่อด่วนเจ้าพระยาขอปรับระยะละ1บาท
คนกรุงโอด เรือด่วนเจ้าพระยาขอปรับค่าโดยสารระยะละ 1 บาท ส่วนเรือข้ามฟากปรับขึ้น 50 สตางค์ อ้างน้ำมันแพง ด้านกบง.เพิ่มชดเชยดีเซลบี3 อีกลิตรละ 30 สตางค์ ส่วนพาณิชย์ไม่สนเสียงต้าน เดินหน้าขายไข่ไก่แบบชั่งกิโล ลั่นนำร่องตลาดสด 30 แห่งใน กทม. 1 ก.พ.นี้ ส่วนผู้
ยังคงเป็นปัญหารุมเร้า ที่ทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระหนักต่อไป หลังจากราคาน้ำมันถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลพวงดังกล่าวทำให้สินค้าต่างๆ จ่อขยับขึ้นราคาสูงไปตามๆ กัน ล่าสุดผู้ประกอบการเรือด่วนเจ้าพระยาขอปรับราคาค่าโดยสารต่อกรมเจ้าท่า โดยว่า แบกรับต้นทุนจากภาวะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากไม่ไหว
เมื่อวันที่ 24 มกราคม นาวาโทปริญญา รักวาทิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เรือด่วนเจ้าพระยา จำกัด เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าบริษัทจะทำหนังสือถึงกรมเจ้าท่า เพื่อขอให้อนุมัติปรับค่าโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยาทุกประเภทเพิ่มอีกระยะละ 1 บาท และเรือข้ามฟากปรับเพิ่ม 50 สตางค์ โดยให้มีผลตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้ เนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก
"หากกรมเจ้าท่าไม่อนุมัติให้ปรับค่าโดยสาร ผลประกอบการของบริษัทปีนี้ก็คงขาดทุนแน่นอน จากที่ในปี 2553 ที่ผ่านมา บริษัทมีกำไรประมาณ 20 ล้านบาท มีผู้โดยสารใช้บริการวันละประมาณ 3 หมื่นเที่ยว โดยมีค่าใช้จ่ายปีละ 110 ล้านบาท และมีรายได้ประมาณ 130 ล้านบาท" นาวาโทปริญญากล่าว
อัตราค่าโดยสารเรือด่วนในปัจจุบันนั้น เรือด่วนประจำทาง ค่าโดยสารเริ่มต้น 9 บาท สูงสุด 13 บาท เรือด่วนพิเศษธงส้ม 14 บาทตลอดสาย, เรือด่วนพิเศษธงเหลือง 19 บาท และ 28 บาท, เรือด่วนพิเศษธงเขียว 12-31 บาท และเรือข้ามฟาก 2 บาท นอกจากนี้ เรือคลองแสนแสบจะเสนอขอปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นอีกระยะละ 1 บาท เช่นเดียวกับเรือด่วนเจ้าพระยา
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนดีเซลบี3 เพิ่มอีก 30 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 มกราคมนี้ ส่งผลให้ราคาบี3 อยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท ส่วนดีเซลบี5 ไม่มีการอุดหนุนเพิ่มแต่อย่างใด ราคาปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 29.69 บาท
ทั้งนี้ การอุดหนุนบี3 เพิ่มเติม ส่งผลให้ต้องใช้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 3,667 ล้านบาท จากเดิมเดือนละ 3,339 ล้านบาท โดยสถานภาพของกองทุนในปัจจุบันมียอดเงินคงเหลือ 25,417 ล้านบาท ส่วนการใช้เงินกองทุน 5,000 ล้านบาท สามารถตรึงราคาดีเซลได้อีก 26 วันเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันเหลือยอดเงิน 2,904 ล้านบาท หากเงินจำนวนดังกล่าวหมดคงต้องหารือกับกระทรวงการคลังต่อไป และต้องพิจารณาแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกด้วย คาดว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้
แม้จะมีเสียงคัดค้านจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง แต่รัฐบาลยังคงดำเนินการแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาสูงด้วยวิธีขายแบบชั่งกิโลอย่างไม่ลดละต่อไป วันเดียวกัน นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในเรื่องดังกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะยังคงเดินหน้าโครงการขายไข่ไก่เป็นกิโลกรัม โดยเริ่มที่ตลาดสด 30 แห่งในเขตกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ แม้จะมีโพลล์สำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับโครงการ แต่เรื่องนี้ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องนำมาปฏิบัติ เมื่อทำไปแล้วระยะหนึ่งต้องมาประเมินว่า สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคหรือไม่
“เรื่องไข่ชั่งกิโลขาย กระทรวงพาณิชย์ถือเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล เชื่อว่าจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง โดยทางวิชาการถือเป็นการพัฒนาระบบตลาดไข่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายในแง่มูลค่าตลาดรวมลง โดยตัดต้นทุนในส่วนการคัดแยกไข่ไก่ตามขนาด ระยะแรกอาจจะมีข้อบกพร่องบ้าง เช่น วิธีการคิดคำนวณขายไข่ไก่ชนิดแบบไม่เต็มกิโลกรัม ส่วนทางกระทรวงพาณิชย์จะต้องไปดูในเรื่องการปัดเศษสตางค์ในกรณีที่มีเศษสตางค์ว่าจะปัดขึ้นลงอย่างไรเพื่อให้เกิดความยุติธรรม” นายยรรยงกล่าว
นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการกำหนดสินค้าควบคุมตามมติคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ แบ่งเป็นสินค้าจำนวน 39 รายการ และบริการจำนวน 2 รายการ รวม 41 รายการ ทั้งนี้ ในส่วนสินค้าควบคุมที่ ครม.อนุมัติเพิ่มเติม ได้แก่ ไข่ไก่ และสินค้าบริการ ได้แก่ โกดังเก็บสินค้า
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้สอบถามกระทรวงพาณิชย์ว่า เหตุใดราคาไข่ไก่ในช่วงที่ผ่านมาปรับราคาเพิ่มขึ้น 20 สตางค์ต่อฟอง ซึ่งผู้แทนของกระทรวงพาณิชย์ที่ร่วมประชุมแทนนางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตอบว่า เป็นเพราะสภาพอากาศที่หนาวทำให้ไก่เป็นโรค ทำให้ผลผลิตลดลง นายกฯ จึงมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเร็ว
นายอาทร ช่วยณรงค์ ประธานกรรมการสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว กล่าวว่า เกษตรกรได้ปรับราคาไข่ไก่ขึ้นอีก 10 สตางค์ จากก่อนหน้านี้ปรับไปแล้ว 10 สตางค์ต่อฟอง ไปอยู่ที่ราคาหน้าฟาร์ม 2.80 บาทต่อฟอง ถือว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.52 บาทต่อฟอง ซึ่งเป็นผลมาจากแม่ไก่ไข่ในปีที่ผ่านมาขาดตลาด ขณะนี้แม่ไก่ทุกตัวเริ่มแก่ให้ไข่น้อยลง แต่รับอาหารเท่าเดิม ประกอบกับอากาศที่หนาวจัดทำให้ไก่ออกไข่น้อยลงไปอีก แม้ฟองจะใหญ่ขึ้นแต่ก็ไม่คุ้มกับการลงทุน
รายงานข่าวจากวงการผู้เลี้ยงไก่ไข่ ระบุว่า ปัญหาด้านสภาพอากาศส่งผลให้ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดมีน้อย ลดลงเฉลี่ยวันละ 20-30% ขณะที่ความต้องการบริโภคในช่วงนี้มีอยู่มาก อย่างไรก็ตาม ซีพี เป็นเพียงรายเดียวที่ไม่ยอมปรับราคา โดยยืนราคาไข่คละหน้าฟาร์มที่ฟองละ 2.70 บาท



