
ร่อยหรอลงไปทุกวัน
ถึงแม้ว่าการใช้เวลาร่วม 30 นาที เพื่ออธิบายว่า คนไทยทั้ง 7 คนไม่ได้ล้ำแดนกัมพูชา และกำลังพยายามหาทางช่วยเหลืออีก 2 คนที่เลือกใช้วิธีการต่อสู้ของตนเอง ของ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชาชีวะ จะทำให้หลายคน "พอจะเข้าใจได้ในระดับหนึ่ง"
แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความจะตอบคำถามที่ค้างคาใจของคนไทยได้ทั้งหมด
ยิ่งที่บอกว่า ยังไม่กล้าที่จะผลีผลามทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะเกรงว่าจะเกิดผลกระทบกับคนไทยทั้ง 7 ที่กำลังอยู่ในขั้นตอนของศาลกัมพูชา
เพราะความจริงแล้วตรงนั้น เวลานั้น ประชาชนคนไทยต่างก็สับสนกับข้อมูลที่ออกจากหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ยังพูดไม่ตรงกัน กระทั่งมีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศเพียงหน่วยงานเดียวที่สามารถพูด หรือชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นได้
นั่นยังไม่นับว่า แท้จริงแล้ว นายกฯ เป็นคนสั่งให้ พนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมคณะไปกับ วีระ สมความคิด ที่วันนี้ยังอยู่ในคุกกัมพูชาด้วยหรือไม่
ตรงนี้นี่เองที่ต้องเรียกว่า "พลาด" และทำให้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรที่จะมีขึ้นในวันนี้ (25 ม.ค.) มีประเด็น และมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน
ถึงแม้จะมีการประเมินแล้วว่า การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรจะมีขึ้นพร้อมๆ กับการชุมนุมของคนเสื้อแดงกลุ่ม 24 มิถุนา ในวันนี้จะไม่มีสิ่งบอกเหตุว่า "ความรุนแรง" จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกครั้ง
แต่วิธีการของกลุ่มพันธมิตรนั้น ไม่ได้มุ่งหวังให้ "การเปลี่ยนแปลง" เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขหรือข้อกำหนดที่แน่นอนรวดเร็วเหมือนกับกลุ่ม นปช.เมื่อช่วงกลางปี
แต่การ "นวด" เพื่อสร้างสถานการณ์ สร้างความอึดอัดคับข้องใจให้รัฐบาลจนเดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังก็ติดกำแพงก็อาจจะก่อให้เกิดสถานการณ์พลิกผัน
ยิ่งเมื่อมีประเด็นเรื่องของการรักษา "เกียรติภูมิของประเทศ" ในกรณีคนไทยทั้ง 7 และตามมาด้วยกรณีที่ทหารกัมพูชาไปสลักแผ่นหิน ติดป้ายประณามไทย ที่วัดใกล้ๆ กับเขาพระวิหาร ด้วยการตอบโต้แบบอ่อนน้อมถ่อมตนนั้น มันกระทบความรู้สึกคนไทยได้รุนแรง
ยิ่งกับทหารยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะพวกเขาคือผู้ที่ได้รับผลโดยตรง ทั้งก่อนหน้านี้ขึ้นไปเพื่อปกป้องรักษาอธิปไตย ขับไล่การบุกรุกของคนกัมพูชาที่รุกเข้ามา เมื่อครั้งยุครัฐบาล สมัคร สุนทรเวช จนมีการปะทะกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่สุดท้าย ต่างก็ตกลงกันว่า จะถอยกันคนละก้าว
แต่เมื่อมายุครัฐบาล อภิสิทธิ์ กลับมีการสลักหินประณามเกิดขึ้น
นี่จะส่งผลทางจิตวิทยาโดยตรงต่อเหล่าขุนศึก
เป็นผลกระทบที่ต่อเนื่องจากการได้บทสรุปในก่อนหน้านี้แล้วว่า จะต้องถอยออกมาจากเกมการเมือง ไม่เลือกที่จะยืนข้างใคร ยกเว้นประชาชน หลังจากถูกดึงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งและเกิดความสูญเสียทั้งในส่วนของทหาร และในส่วนของประชาชนอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ทหารยังคงเฝ้ามองว่า "การเมืองจะแก้ด้วยการเมืองด้วยกันเอง"
แต่ในวันนี้การเมืองยังไม่ได้แก้ด้วยมือตนเอง แต่กลับมีเรื่องเกียรติภูมิของประเทศชาติเข้ามาอีก
นี่จึงเป็นจุดที่เรียกว่า หัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้งของบ้านเมืองไทย
เพราะเป็นจุดที่กลุ่มพันธมิตรเองก็น่าจะมองเห็น และน่าจะใช้ความพยายาม ความอดทน เพื่อให้ไปถึงจุดนั้น ...จุดที่มุ่งหวังว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ต้องย้อนกลับมาดูกันอีกครั้งว่า รัฐบาลกล้าที่จะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่
เพราะชัดเจนว่า เมื่อกลุ่มพันธมิตรเล่นเกมยาว และการสูญเสียคะแนนนิยมจากกรณีชายแดนกัมพูชา คือจุดพลิกผัน
ถ้าหากรัฐบาลยุบสภา ถามว่าโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะมีโอกาสกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งมีมากแค่ไหน?
ต่อให้วันนี้ พรรคร่วมรัฐบาลจะร่วมหัวจมท้าย เกี้ยเซี้ยะ ทุกประเด็นที่มีปัญหาก็ตามเถอะ
เพราะต้องไม่ลืมว่า ยังมีเรื่องจำนวนของ กกต. ที่จะต้องกลับไปถกกันอีกครั้งว่า ใครทำอะไร มีคุณสมบัติที่จะอยู่หรือไม่ จากกรณีผิดพลาดในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
แล้วรัฐบาลที่เจอกับศึกหลายด้าน และเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างกรณีกัมพูชาจะเดินไปในทิศทางใด
การประคองสถานการณ์ แล้วไปตายเอาดาบหน้า น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ประคองสถานการณ์พร้อมกับสร้างความหวังว่า ปาฏิหาริย์จะมีจริงจนทำให้เกิดการพลิกผัน คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ และตัว อภิสิทธิ์ ตีกลับขึ้นมา..นั่นแหละการตัดสินใจจึงจะมีขึ้น
แต่สำหรับวันนี้ หากเทียบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ม็อบออกมาขับไล่ด้วยความเกลียดความโกรธ นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น
แต่ถ้าเป็นเรื่องความน่าเชื่อถือ และความคาดหวัง ถามใครก็ได้ มันร่อยหรอไปทุกวันจนไม่รู้ว่ายังมีอยู่หรือเปล่า
ศรุติ ศรุตา



