ข่าว

นายกฯชี้หุ้นรูดมีหลายปัจจัยไม่ฟันธงรับม็อบ

นายกฯชี้หุ้นรูดมีหลายปัจจัยไม่ฟันธงรับม็อบ

24 ม.ค. 2554

ธปท.ชี้หุ้นร่วงแรงไม่เกี่ยวพื้นฐานเศรษฐกิจ ไทยพาณิชย์มองดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวในกรอบ 950 - 1,200 จุด แนะจับจังหวะลงทุนทำกำไรช่วงตลาดหุ้นผันผวน เชื่อประกาศเลือกตั้งส่งผลดีต่อตลาดหุ้นในระยะสั้น

 (24ม.ค.) นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ดัชนีตลาดหลักทรัพย์วันนี้ (24 ม.ค.) ลดลงหลุดต่ำกว่าพันจุด เป็นเพราะผลจากการก่อการชุมนุมที่มีผลต่อเรื่องของความเชื่อมั่นหรือไม่ ว่า ตนคงไม่วิเคราะห์ แต่คงต้องไปดู ซึ่งก็มีหลายปัจจัย

 อย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา นักลงทุนเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงรุนแรง ปิดตลาดที่ระดับ 963.68 จุด ลดลง 42.89 จุด หรือลดลง 4.26% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 37,402.09 ล้านบาท ซึ่งการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาค แต่เป็นการปรับตัวลงแรงกว่า เนื่องจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับเงินทุนไหลออก และความกังวลถึงกรณีที่จีนเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อ

 นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของดัชนีหุ้นทยในวันนี้ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย เนื่องจากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากที่ได้ประมาณตัวเลขเศรษฐกิจไทยในช่วงก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับสำนักวิเคราห์ค่ายอื่นๆ

 "การที่ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันี้ ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากสาเหตุใด เพราะต้องติดตามสถานการณ์ก่อนว่า เกิดขึ้นจากสาเหตุใด"

 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจนหลุดระดับ 1,000 จุด โดยปรับตัวลดลงกว่า 30 จุด มาอยู่ที่ระดับ 976.09 จุด ถือเป็นภาวะปกติ เนื่องจากปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแรงมากสูงถึงร้อยละ 40

 ทั้งนี้ บวกกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ผ่านมาเกือบถึงร้อยละ 10 จึงทำให้นักลงทุนมีการเทขายทำกำไรบวกกับมีความกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อของประเทศเกิดใหม่ในเอเชียที่ปรับตัวสูงขึ้น และมีแนวโน้มว่าธนาคารกลางในเอเชียจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงทำให้นักลงทุนต่างชาติเลี่ยงที่จะนำเงินมาลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยยอมรับว่าต่างชาติขายออกสูงถึง 25,000 ล้านบาท ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากปี 2553 ซื้อสุทธิ 50,000 ล้านบาท

 นอกจากนี้ การที่หุ้นไทยปรับตัวร้อนแรงในปีที่ผ่านมา ทำให้อัตราส่วนกำไรสุทธิ หรือพีอีเรโช ปรับขึ้นเป็น 14 เท่า สูงกว่าภูมิภาค จึงทำให้ความน่าสนใจหุ้นลดลง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าระยะกลางและระยะยาวเงินทุนต่างชาติต้องไหลเข้ามาในแถบเอเชีย หากภาวะเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องมากกว่าร้อยละ 4 กำไรบริษัทจดทะเบียนสูงกว่าร้อยละ 15 การเมืองชัดเจน เมื่อทราบผลการเลือกตั้ง และการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเริ่มชะลอลง เพราะปัญหาเงินเฟ้อทรงตัว

 สำหรับหุ้นไทยวันนี้ (24 ม.ค.) ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง โดยมีแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ทั่วทั้งกระดาน นำโดยหุ้นบ้านปูลดลงแล้ว 26 บาท ตามด้วย ปตท. ลดลงอีก 9 บาท ท็อป ลดลง 2 บาท ธนาคารกรุงเทพ ลดลง 5 บาท

ธปท.ชี้หุ้นร่วงแรงไม่เกี่ยวพื้นฐานเศรษฐกิจ

 นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า การปรับลดลงอย่างร้อนแรงของดัชนีหุ้นไทยในวานนี้( 24 ม.ค.) เชื่อว่าไม่เกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไทยไม่มีประเด็นใดที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ขณะที่การประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ซึ่งประเมินโดย ธปท. ก็ไม่ได้แตกต่างจากสำนักวิจัย
“ตอนนี้ยังไม่อยากคอนเฟิร์มว่าเกิดจากสาเหตุใดที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับลดลงแรง ต้องขอไปดูข้อมูลตรงนี้ก่อน แต่เบื้องต้นดูแล้วไม่น่าเกิดจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะจากข้อมูลที่เรามีอยู่ยังบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี”นายเมธีกล่าว

ไทยพาณิชย์เชื่อประกาศเลือกตั้งส่งผลดี

 นายวิชชุ จันทาทับ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ กลุ่มจัดการลงทุน บลจ.ไทยพาณิชย์ กล่าวว่า บริษัทคาดว่าปี54 นี้ เศรษฐกิจจะเติบโตประมาณ 4 - 5% จากปี53 ที่โตประมาณ 8% ตลาดหุ้นไทยในปี54 จะให้ผลตอบแทนประมาณ 15 - 20% ไม่มากเหมือนปี53 โดยมีกรอบการเคลื่อนไหว 950 - 1,200 จุด โดยการจับจังหวะในการเข้าออกตลาดน่าจะเป็นกุญแจหลักที่สำคัญในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุนไทยในปีนี้เพราะตลาดหุ้นจะมีความผันผวนค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดอื่นในภูมิภาค จากสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ค่อนข้างน่าสนใจเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนที่คาดว่าจะโตได้ประมาณ 15 -20% ประกอบกับทิศทางของค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า แต่มองว่าในช่วงไตรมาสที่1/54 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสจะปรับฐานแต่ก็ไม่น่าหลุด 950 จุด ลงไป แต่ในไตรมาส 2-3/54 ตลาดหุ้นน่าจะปรับตัวกลับขึ้นมาได้

 “เพราะจะมีการเลือดตั้ง โดยที่ผ่านมาดัชนีหุ้นจะปรับตัวขึ้นได้ 15-20% หลังจากมีการประกาศกำหนดเลือกตั้ง และตลาดหุ้นไทยยังถูกกว่าประเทศอื่นในเอเชีย ยกเว้นเกาหลีใต้ ก็ยังทำให้ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจแต่จะต้องทำการบ้านมากขึ้นในการเลือกหุ้นที่จะลงทุนมากขึ้น”

 นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงมาก มองว่าเป็นการโยกย้ายเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติกลับไปที่เดิม เนื่องจากที่ผ่านมาหุ้นไทยก็ได้มีการปรับตัวขึ้นมากแล้ว ขณะเดียวกัน ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐก็มีการปรับตัวดีขึ้น และค่าเงินสหรัฐก็เริ่มแข็งค่าขึ้น เม็ดเงินลงทุนจึงไหลกลับไปลงทุนที่สหรัฐฯมากขึ้น

 "อย่างบริษัทแอปเปิ้ลฯ, จีอี ของสหรัฐฯมีผลประกอบการที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ และค่าเงินดอลลาร์ฯก็เริ่มแข็ง เศรษฐกิจสหรัฐอาจถึงจุดที่จะฟื้นตัวขึ้นแล้ว อีกทั้งหุ้นในสหรัฐฯก็ยังถูก อย่างหุ้นในกลุ่มแบงก์บางตัวก็มีการซื้อขายกันแถวมูลค่าทางบัญชี บางตัวเทรด P/E 10 กว่าเท่าเท่านั้นเอง ทั้งที่เป็นแบงก์ยักษ์ใหญ่ด้วย"นายก้องเกียรติ กล่าว

 เขากล่าวว่า แรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ขายแต่เฉพาะตลาดหุ้นไทย ต่างชาติยังขายหุ้นในตลาดอื่นด้วย อย่างตลาดหุ้นอินโดนีเซีย, ตลาดฟิลิปปินส์ เป็นต้น

 สำหรับพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยก็ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แม้ว่านักลงทุนต่างชาติจะมีความวิตกเกี่ยวกับเงินเฟ้อของแต่ละประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย แต่บ้านเราตัวเลขเงินเฟ้อในขณะนี้ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ และไม่น่ากลัว แต่ทั้งนี้หากราคาน้ำมันยังปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็อาจคาดเดาตัวเลขเงินเฟ้อได้ยาก