ข่าว

มาร์คเมิน3ข้อพธม.ร้องหวั่นเสียแดน

มาร์คเมิน3ข้อพธม.ร้องหวั่นเสียแดน

24 ม.ค. 2554

นายกฯเมิน 3 ข้อเรียกร้อง พธม. แจงหากทำตามอาจเสียดินแดน-เข้าสู่ภาวะการสู้รบ แนะอย่าทำตามใจโดยไม่ดูแนวทางเขมร "พันธมิตรฯ"แถลงโต้ "อภิสิทธิ์" ยันพื้นที่ 7 คนไทยถูกจับเป็นของไทย ประกาศจุดยืนชุมนุมพรุ่งนี้ 3 ข้อเรียกร้องเดิม ยกเลิกเอ็มโอยู 43 ,ถอนตัวจากกรรมกา

 เมื่อเวลา 16.00 น.  วันที่ 24 ม.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯโต้แย้งข้อมูลที่นายกฯชี้แจงทางช่อง 11 วานนี้ว่า ตนก็ไม่ทราบว่ามีการโต้แย้งประเด็นอะไร เพราะเขาอาจจะมีความเข้าใจเรื่องบ่อน้ำ ซึ่งตนยืนยันว่าไม่ได้พูดเรื่องบ่อน้ำและที่ไม่ได้พูดเพราะว่าเส้นที่จะใช้ในการปฏิบัติการจะต้องลากระหว่างหลักเขตซึ่งปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ส่วนหลักเขตที่เป็นเขตแดนจริงควรจะอยู่ที่ไหนมันเป็นคนละประเด็นกัน อย่างไรก็ตามหากเห็นว่ามีข้อมูลเรื่ององค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น)เรื่องบ่อน้ำที่อยากจะนำมาให้กับรัฐบาล รัฐบาลก็ยินดีให้ทางคณะกรรมการเจบีซีไปดำเนินการประกอบในการที่จะต้องมีการเจรจาว่าหลักเขตมีการเคลื่อนอะไรหรือไม่อย่างไร ก็เอาใช้ประกอบ แต่เส้นปฏิบัติการในปัจจุบันมันจะลากจากจุดอื่นคงลำบากก็ต้องลากจากหลักเขตที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

 เมื่อถามว่าสิ่งที่มีการเคลื่อนไหวคงไม่พร้อมที่จะมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกับรัฐบาล และมีการเรียกร้อง 3 ข้อและถ้าไม่ได้ตามที่เรียกร้องก็จะชุมนุมยืดเยื้อ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนเห็นว่าถ้าทำตาม 3 ข้อประเทศไทยก็มีโอกาสที่จะเสียหาย อาจจะเสียดินแดน อาจจะต้องเข้าสู่สภาวะการสู้รบด้วย ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์แต่ตนเห็นว่าถ้ามีเหตุผลข้อมูลที่อยากจะแลกเปลี่ยนก็ยินดีรับฟัง

 “แต่ในความรับผิดชอบของผม ผมเห็นว่าถ้าทำตามข้อเสนอแนะของเขา 1.กัมพูชาจะสามารถเดินหน้าแผนบริหารพื้นที่มรดกโลกได้ทันที เพราะไม่มีใครไปค้านเพราะว่าไทยไปถอนตัว 2.หาก MOU ถูกยกเลิกไป สภาพที่ตกลงกันไว้ที่บอกว่าเป็นตัวยันอยู่ว่าเขตแดนต่างๆยังไม่ได้ตกลงกันก็อาจจะถูกลบล้างด้วยปัญหาเรื่องพฤตินัย เรื่องการครอบครอง เรื่องอะไรก็จะวุ่นวายไปหมด ด้วยเหตุผลนั้นผมจึงบอกว่าผมตัดสินอย่างนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศรักษาดินแดน ประโยชน์ของประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อย รักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นไม่มีเจตนาอื่น เห็นไม่ตรงกันก็ต้องมาพูดคุยกัน มิฉะนั้นแล้วก็ต้องนำเสนอ เพราะมีสิทธิ์ที่จะนำเสนอ” นายกฯ กล่าว
 
 เมื่อถามว่าก่อนที่จะมีเอ็มโอยู 43 ทางกัมพูชาก็ไม่สามารถเข้ามาทำอะไรได้ นายอภิสิทธิ์ ทำหน้างงแล้วย้อนถามว่า “ใครบอกละครับ อย่างชุมชนตรงนี้ที่พูดกันอยู่มา 30 ปี ซึ่งเอ็มโอยูเพิ่งเกิดมา 11 ปี อะไรเกิดก่อนหลังละครับ ก็ต้องดูตามความเป็นจริง เราต้องเอาข้อเท็จจริงมาพูดกัน” ทั้งนี้ ชาวบ้านที่มาร้องเรียนบอกว่าร้องเรียนปัญหานี้มาเป็นเวลาหาย 10 ปี ไม่ได้เกี่ยวกับเอ็มโอยูเลย แต่สิ่งที่เอ็มโอยูทำเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งว่าแม้จะมีชุมชนกัมพูชาเข้ามาไม่อาจอ้างสิทธิ์ว่าเป็นดินแดนของกัมพูชาได้ เพราะกัมพูชามาตกลงกับเราแล้วว่าเรื่องเขตแดนต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดในเอ็มโอยู กรณีนี้ก็คือว่าเป็นเส้นตรงระหว่างหลักเขตแล้วหลักเขตอยู่ที่ไหนก็ไปสำรวจร่วมกัน

 เมื่อถามว่าในมุมมองของพันธมิตรมองว่าหากยกเลิกเอ็มโอยูไปแล้วแผนที่ 1 : 200,000 จะใช้งานไม่ได้ นายกฯ กล่าวว่า 1.จุดยืนเราไม่ได้ยอมรับ ซึ่งรัฐบาลแสดงจุดยืนไปแล้วว่าไม่ยอมรับ แต่การยกเลิกเอ็มโอยูไม่ได้ทำให้กัมพูชาไม่ใช้แผนที่ 1 : 200,000 ยังไงกัมพูชาก็ต้องผลักดันแผนที่ดังกล่าวไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเอ็มโอยู แต่เมื่อมีเอ็มโอยูเราก็มีตัวอื่นที่จะไปคอยยันอยู่ แล้วเราก็ยืนยันว่าในบางระวางมันก็ใช้ไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการเจบีซี

 “อยากจะเรียนว่าการทำเรื่องนี้มันจะต้องคิดถึงว่าฝายกัมพูชาเองมีแนวทางอย่างไรด้วย จะมาดูเฉพาะความต้องการของตัวเองแล้วไม่คิดว่าผลกระทบที่เดินไปในแนวทางนั้นในขณะที่กัมพูชาเขาเดินแนวทางหนึ่งมันจะเป็นยังไง เราต้องมีความรอบคอบในการดูตรงนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

พันธมิตรฯแถลงร้อง3ข้อเดิม3ม็อบ25ม.ค.

ขณะที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อ่านแถลงการณ์พันธมิตรฯ ตอบโต้กรณี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงข้อมูล 7 คนไทยถูกกัมพูชาจับกุมตัวและพิพากษาความผิด ว่า ตามที่ นายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 กรณี 7 คนไทยถูกจับกุมและปล่อยให้ศาลกัมพูชา พิพากษาความผิด ทางพันธมิตรฯ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่า บริเวณดังกล่าวเป็นค่ายอพยพที่ทางการไทยให้ชาวกัมพูชาที่หลบหนีสงครามภายใน มาใช้พักพิงอาศัยชั่วคราว ดังนั้น จึงมีล้อมรั้วเลยเข้ามาในเขตแดนไทย มีจุดสังเกตอยู่ที่สระน้ำยูเอ็น ซึ่งยืนยันได้ว่าบริเวณดังกล่าวยังเป็นของไทย ดังนั้น การที่ 7 คนไทยเดินไปยังไม่ถึงสระน้ำยูเอ็น จึงถือว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นรัฐบาลไทยไม่เคยชี้แจงประเด็นเหล่านี้เพื่อโต้แย้งกัมพูชา

 โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พันธมิตรฯ ยังตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ พบว่า 7 คนไทยถูกจับในดินแดนตนเอง เนื่องจากชาวบ้านที่เป็นเจ้าของที่ดิน และเสียที่ดินทำกินให้แก่กัมพูชา ได้ออกมาระบุว่า หลังจากกัมพูชาอพยพมาพักอาศัยในที่ดินผืนดังกล่าว ชาวบ้านก็เข้าไปทำมาหากินไม่ได้ ซึ่งการชี้แจงของนายอภิสิทธิ์ เมื่อคืนที่ผ่านมา ไม่ได้ตรงกับข้อเท็จจริง และการกระทำดังกล่าวทำให้ประเทศไทยสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน มีโทษทางอาญาสูงสุดคือประหารหรือจำคุกตลอดชีวิต รวมทั้งอาจทำให้ไทยเสียดินแดนดังกล่าวให้แก่กัมพูชา อีกทั้ง ยังมีการพบว่า หลักเขตแดนบริเวณที่เกิดเหตุ มีการเคลื่อนย้ายอยู่บ่อยครั้ง แต่ทั้งนี้ เรามีกรรมสิทธิ์ของชาวบ้านยืนยันว่า พื้นที่ดังกล่าวเป็นของคนไทย แต่นายกฯ ไม่มีมาตรการตอบโต้หรือกดดันใดๆที่เป็นรูปธรรมกับกัมพูชา ทั้งนี้ เพื่อให้กัมพูชาหยุดใช้อำนาจอธิปไตยทางศาลเหนือแผ่นดินไทย

 นายปานเทพ กล่าวอีกว่า ยังมีผู้เกี่ยวข้องเรื่องนี้อีกหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง หรือจะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม รวมทั้งผู้ว่าฯ สระแก้ว ได้ออกมาระบุว่า 7 คนไทยที่ถูกจับเพราะรุกล้ำดินแดนกัมพูชา พร้อมบอกให้ยอมรับคำตัดสินของศาลกัมพูชา คำพูดเหล่านี้ล้วนเป็นโทษแก่ 7 คนไทย ทั้งที่หลักเขตแดนที่ 46-47 ไทยกับกัมพูชายังตกลงกันไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นผลร้ายต่อคนไทยที่ถูกจับและต่อประเทศไทย

 โฆษกพันธมิตรฯ กล่าวว่า การลงโทษ 7 คนไทย หากรัฐบาลทำได้แค่โต้แย้งกัมพูชาหรือประท้วงคำพิพากษา ก็เท่ากับเป็นเพียงการเยียวยาปัญหาเท่านั้น เพราะไม่ได้ปฏิเสธการใช้อำนาจอธิปไตยทางศาลที่อยู่เหนือดินแดนของประเทศไทย ทำให้คนไทยบางคนต้องติดคุก ทำให้บางส่วนถูกพิพากษาความผิด ทำไมรัฐบาลไม่กดดันหรือต่อสู้ หากรัฐบาลออกมาทำเช่นนั้น ศาลกัมพูชาไม่มีสิทธิ์ตั้งข้อหาจารกรรมข้อมูลกับ 2 คนไทยที่ขณะนี้ยังถูกกัมพูชาควบคุมตัวอยู่ นอกจากนี้ ยังทำให้ 2 คนไทยดังกล่าวตกอยู่สภาพที่อันตรายมากขึ้น

 "ประการสำคัญคือ ท่าทีของรัฐบาลไทย ทำให้ไทยเสียดินแดนช่วงหลักเขตแดนที่ 46-47 ให้แก่กัมพูชาไปโดยปริยาย ทั้งที่ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ไม่สามารถเข้าไปทำกินยังดินแดนของตนเองได้ และทำให้คนเขมรที่ยืดพื้นที่ดังกล่าวสามารถขยายอาณาเขตหมู่บ้านได้ออกไปไม่มีกำหนดที่ชัดเจน" นายปานเทพ กล่าว

 นายปานเทพ กล่าวต่อว่า ความอ่อนแอของรัฐบาลในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวของการทำสนธิสัญญาเอ็มโอยู ปี 2543 ได้เป็นอย่างดี เพราะเนื้อหาระบุไว้ว่า กรณีพิพาทต่างๆ ต้องเจรจากันโดยสันติวิธี ไม่มีการใช้อาวุธ ดังนั้น กัมพูชาจึงย่ามใจ รุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินของไทย มาสร้างวัด สร้างตลาด สร้างชุมชน นอกจากนี้ ทหารไทยยังต้องล่าถอยถอนกำลังออกมา สิ่งเหล่านี้ทำให้อำนาจต่อรองของไทยเสียเปรียบกัมพูชา ทั้งที่ในความเป็นจริงไทยเราได้เปรียบหลายด้าน แต่การที่นายอภิสิทธิ์ ออกมาระบุว่า 7 คนไทยถูกจับกุมตัวนั้น ปัญหามันอยู่ที่ว่า บริเวณดังกล่าวเป็นที่ดินของคนไทย แปลความง่ายๆว่า เอกสารสิทธิ์ต่างๆ ถูกทางการออกให้ แต่ทำไม 7 คนไทยที่เดินไปยังไม่ถึงบ่อน้ำยูเอ็นด้วยซ้ำไป แต่ดันถูกทหารกัมพูชาจับกุมตัว ศาลกัมพูชาไม่มีสิทธิ์ตัดสินคนไทย ทำไมไม่มีใครสงสัยเลยว่า เอ็มโอยูฉบับดังกล่าว ระบุห้ามเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม ตราบใดที่ยังตกลงกันเรื่องเขตแดนไม่ได้ มันหมายความว่าไทยไม่สิทธิ์เปลี่ยนแปลงสภาพใดๆบนแผ่นดินตนเอง ปล่อยให้คนกัมพูชายึดครองพื้นที่ดังกล่าวและขยายพื้นที่ออกไปได้เรื่อยๆ

 ด้าน นายแก่นฟ้า แสนเมือง อดีตเจ้าหน้าที่กาชาดสากล กล่าวว่า ตนทำงานสมัยสงครามอยู่ฝ่ายปฏิบัติการด้านสื่อสาร ทำให้ต้องรู้ข้อมูลจุดเขตชายแดนทุกจุด เพื่อจะได้ติดต่อสื่อสารไม่ผิดพลาด ตนขอโชว์หลักฐานที่ถ่ายไว้โดยกาชาดสากล เป็นภาพเหตุการณ์ที่คนกัมพูชาอพยพเข้ามาในประเทศเมื่อครั้งเกิดสงครามภายใน จนมีการตั้งค่ายอพยพในบริเวณบ้านหนองจาน มีการขุดบ่อน้ำเพื่อใช้ประโยชน์ ยืนยันอยู่ในฝั่งไทย เพราะเราจะไปขุดในฝั่งกัมพูชาคงไม่ได้เนื่องจากมีแต่ระเบิดทั้งนั้น ดังนั้น ขอยืนยันจากภาพหลักฐานว่าดินแดนนี้เป็นของประเทศไทย โดยเมื่อ 30 ปีก่อน เจ้าหน้าที่ยังเข้าออกพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างไม่มีปัญหา ทุกคนรู้ดีว่าหลักเขตแดนอยู่ตรงไหน ดังนั้น การที่ 7 คนไทยถูกจับทั้งที่ยังเดินไม่ถึงบ่อน้ำของยูเอ็นก็ถือว่าเป็นการถูกจับในดินแดนตนเอง ตนจึงไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่เอาข้อมูลนี้ไปช่วยเหลือคนไทย ทำไมไม่เอาไปตอบโต้กัมพูชาบ้าง

 นายตายแน่ มุ่งมาจน หนึ่งใน 7 คนไทยที่ถูกทางการจับกุม ระบุว่า ตนไปในฐานะของสื่อมวลชนและทำหน้าที่ถ่ายภาพวิดีโอกับมือ หากดูจากที่นายกฯแถลงวานนี้ จุดที่น่าสนใจของนายกฯที่ระบุว่าเป็นจุดสิ้นสุดวิดิโอ ซึ่งตรงนั้นเป็นจุดติดกันของหลักเขตที่ 48 และ 47 ที่นายกฯระบุว่าเป็นจุดปฏิบัติการของสองประเทศ ตนถูกจับกุมตัวในจุดนั้น โดยทหารกัมพูชาได้ยึดกล้องวิดีโอและโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่จะควบคุมตัวเราให้เดินไปต่ออีก ก่อนที่จะมีการบันทึกวิดิโออีกครั้ง ในจุดที่สองที่เลยเข้าไปอีกประมาณ 55 เมตร ดังนั้นจึงมีการถ่ายวิดีโออีกครั้งโดยทหารกัมพูชา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ว่าเราได้ลุกล้ำเข้าไปในบริเวณนั้นทั้งที่เราถูกควบคุมตัวเข้าไปไม่ได้เดินเข้าไปเอง

 นายตายแน่ กล่าวเสริมอีกว่า ศาลกัมพูชาได้สอบถามว่า ไม่รู้หรือว่าเขตนั้นเป็นเขตควบคุมของทางทหารกัมพูชา เท่ากับศาลก็ยังไมได้ฟันธง 100 เปอร์เซ็นต์ว่าพื้นที่นั้นเป็นของกัมพูชา และเรายืนยันว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นของไทย

 ขณะที่ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า ตนอยากหยิบยกเรื่องแผนที่ ซึ่งนายกฯ ได้ชี้แจงเมื่อคืนที่ผ่านมา ว่าเป็นการพูดโดยเลี่ยงความจริง มีเจตนาเพื่อให้คนหลงประเด็น โดยตนมีหลักฐานเป็นเอกสารยูเอ็น เมื่อปี 1980 เป็นรายงานว่าค่ายอพยพดังกล่าวมีสภาพเป็นอย่างไร ซึ่งประเด็นสำคัญคือกระทรวงการต่างประเทศ ก็มีเอกสารเหล่านี้ทั้งหมด แต่ไม่เคยนำมาช่วยเหลือคนไทย นอกจากนี้ ยังกลับออกมาบอกว่า คนไทยรุกล้ำดินแดนกัมพูชา และเอกสารอีกฉบับ เป็นของกองกำลังบูรพา ระบุว่า หลักเขตแดนที่ 46 และ 48 กัมพูชารุกล้ำเขตแดนเข้ามาเรื่อยๆ โดยมีรายงานหลักเขตแดนที่ 48 ถูกทำลายไปแล้ว ทั้งหมดนี้ กระทรวงการต่างประเทศมีเอกสารหมด ทำไมนายกฯ ไม่ไปค้นเอกสารต่างๆมาดู แล้วจะพบข้อเท็จจริงมากมาย อย่างเช่น เอกสารที่แสดงให้เห็นภาพที่แนวรั้วลวดหนามที่ยูเอ็นทำไว้ ไม่ให้คนกัมพูชารุกล้ำเขตแดนมากเกินกว่าที่กำหนด

 ผู้สื่อข่าวถามว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันพรุ่งนี้จะมีการรวมประเด็นนี้ไว้ด้วยหรือไม่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า กำหนดการณ์เดิมของการชุมนุม เรายืนยันว่าให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาปกป้องแผ่นดิน โดยทำตาม 3 ข้อเรียกร้อง คือ 1. การถอนตัวออกจากคณะกรรมการมรดกโลก 2. การยกเลิก MOU 43 และ 3. ผลักดันชาวกัมพูชาออกไปจากแผ่นดินไทย ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องที่นายกฯสามารถที่จะทำได้ทุกขณะ แต่จนถึงขณะนี้นายกฯ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการเรื่องนี้เลย ทำให้เราต้องชุมนุมตามกำหนด ส่วนเรื่อง 7คนไทยที่ถูกจับกุมนั้นก็เป็นประเด็นที่ผนวกเพิ่มเติมเข้ามา ทั้งนี้ จะไม่มีปัญหา 7 คนไทยเกิดขึ้นเลย หากนายกฯ ได้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯ

 "การชุมนุมเราจะชุมนุมไปไม่หยุด ขึ้นอยู่กับนายกฯ ว่าจะแก้ไขในประเด็นที่เรียกร้องหรือไม่ หากนายกฯ ยังไม่จัดการกับปัญหาเขาพระวิหาร เราก็จะชุมนุมยืดเยื้อต่อไป แต่เราจะไม่เข้าไปในทำเนียบอย่างที่มีข่าวออกมา ทั้งนี้ที่มีข่าวว่าพันธมิตรฯกับทางนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ มีความคิดเห็นแตกต่างกันนั้น ขอยอมรับว่าเป็นเรื่องจริง แต่ข่าวที่บอกว่าผมกับสมณะโพธิรักษ์แตกแยกกันนั้นไม่เป็นความจริง ผมยังคุยกัน โทรศัพท์กับสมณะโพธิรักษ์ตลอด เรื่องนี้เป็นเรื่องโกหก" พล.ต.จำลอง กล่าว และว่า พรุ่งนี้จะเริ่มตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ที่หน้ารัฐสภาและทำเนียบรัฐบาลเป็นเวทีของกองทัพธรรมที่ชุมนุมกันอยู่แล้ว เราจะชุมนุมประสานกันโดยตลอด ไม่มีการแตกแยกกัน

 นอกจากนี้ในส่วนของกลุ่มเสื้อแดง ก็จะมีการชุมนุมในวันพรุ่งนี้( 25 ม.ค.) เช่นกันที่  บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ตั้งแต่ เวลา 19.00-24.00 น. โดยในการชุมนุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย กลุ่มปั่นจักรยาน 2 ขา ประชาธิปไตย และเครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย ทั้งนี้ก็เพื่อการขอคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน

 คปศ.ชี้เขมรปักป้ายเย้ยไทยชี้แค่สลักบนก้อนหินธรรมดา

 ส่วนจากกรณีที่กัมพูชาได้ขึ้นป้ายประณามคนไทยและทหารไทย  โดยสลักข้อความบนแผ่นหินว่า “ผู้รุกราน รุกล้ำดินแดนเขมร” ที่บริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ  ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม.ระหว่างไทย - กัมพูชาอยู่ในขณะนี้

            นายอรุณศักดิ์  โอชารส  เลขาธิการคณะกรรมการประสานงานเพื่อพัฒนาจังหวัดศรีสะเกษ (คปศ.) กล่าวว่า  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะก่อนหน้านี้ตนมีโอกาสเดินขึ้นไปบริเวณที่มีการติดป้ายร่วมกับนายวีระ   สมความคิด   และคณะเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติรวม 8 คน เมื่อครั้งที่เครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ ขึ้นไปสู้เรื่องเขาพระวิหารในครั้งแรก   ขณะนั้นแค่สลักอยู่บนก้อนหินทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัด ห่างไปประมาณ 10 เมตร    ได้พยายามจะถ่ายภาพ  แต่ทหารกัมพูชาสั่งห้าม

 "วันนั้นทหารกัมพูชาติดอาวุธครบมือประมาณ 2 กองร้อย มายืนกันพวกเราไว้ ขณะที่ทหารไทยที่นำพวกเราไปถูกกัมพูชาสั่งปลดอาวุธออกหมด  หลังจากลงมาจากเขาพระวิหาร ผมจึงเดินทางไปที่ สภ.บึงมะลู ต.เสาธงชัย เพื่อแจ้งความไว้เป็นหลักฐานว่า เขมรรุกล้ำดินแดนไทย” 

 นายอรุณศักดิ์ กล่าวต่อว่า   กัมพูชาได้นำข้อความดังกล่าวมาเขียนบนแผ่นหิน มีสีสันที่ชัดเจน ทำเป็นทางการมากขึ้น  นั่นหมายถึงเป็นความตั้งใจของ พล.อ.เตีย บัน และสมเด็จฮุน  เซน ที่ต้องการจะเย้ยหยันคนไทย  ที่ผ่านมาทหารไม่อยากเปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับรู้ความจริงในเรื่องเขตแดน  แต่วันนี้ทหารเริ่มมีท่าทีที่เข้มแข็งขึ้น 

 "ขอสนับสนุนให้ทหารเปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับรู้ข้อเท็จจริงและความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่สระแก้ว  แต่รวมทั้งพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยเฉพาะเขาพระวิหาร  ภูมะเขือ และที่ผาตะม๊อก (ช่องสะงำ) ทหารจะต้องยื่นคำขาดหรือมีมาตรการที่ชัดเจนต่อเรื่องเขตแดน"  นายอรุณศักดิ์ กล่าว