ข่าว

เสียงสะท้อนเหยื่อพิบัติภัย"บ้านช่องฟืน"ชาวประมงพื้นบ้านไร้การเยียวยาจากรัฐ

เสียงสะท้อนเหยื่อพิบัติภัย"บ้านช่องฟืน"ชาวประมงพื้นบ้านไร้การเยียวยาจากรัฐ

24 ม.ค. 2554

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่และวาตภัยที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของ จ.พัทลุง และสงขลา เมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน และช่วงกลางเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายแก่บ้านพักที่อยู่อาศัยและพื้นที่ทำกินของชาวบ้านอย่างย่อยยับ เฉพาะ จ.พัทลุง มีผู้ได้รับผลกระ

 แม้ว่าผู้เสียหายส่วนใหญ่จะได้รับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากรัฐบาลในเบื้องต้นแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังตกสำรวจ โดยเฉพาะชาวบ้านช่องฟืนกว่า 200 ครัวเรือน หมู่ 2 ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน ที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานจากภาครัฐใดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือดูแลอย่างจริงจัง

 "ก็รู้สึกน้อยใจเหมือนกัน อย่างชาวบ้านที่อยู่ข้างบน สวนยางพาราโดนพายุ ทาง สกย.ก็เข้ามาสำรวจความเสียหาย จ่ายค่าชดเชยให้ บ้านเรือนพังจากพายุก็ได้ 5,000 บาท เสียหายทั้งหลังก็ได้ 3 หมื่นบาท ส่วนพวกผมและชาวบ้านที่อยู่ริมทะเล มีอาชีพทำประมงเพียงอย่างเดียว พังเสียหายหมด ทั้งบ้านเรือน เรือประมง และเครื่องมือทำกิน จนเกือบสิ้นเนื้อประดาตัว ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้รับค่าชดเชยจากรัฐสักบาทเดียว" นิพนธ์ ขุนล่ำ ชาวบ้านช่องฟืน ซึ่งยึดอาชีพทำประมงพื้นบ้านมาหลายชั่วอายุคนกล่าวน้อยใจภาครัฐถึงแนวทางการช่วยเหลือในช่วงที่ผ่านมา

 ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ต่างจาก บังลั่ย กาเส็ม ชาวบ้านช่องฟืนอีกรายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้  ถึงแม้จะได้รับความเสียหายหนักที่สุด เมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านที่ได้รับผลกระทบคนอื่นๆ แต่ก็ยังโชคดีที่มีโอกาสได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิซิเมนต์ไทยตามโครงการจัดตั้งและบริหารจัดการโรงซ่อมสร้างเรือและกองทุน สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยและวาตภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา

 "ดีใจครับที่ได้เรือกลับมาอีกครั้ง จากการช่วยเหลือของมูลนิธิซิเมนต์ไทย ในวันเกิดเหตุนั้นทั้งบ้าน ทั้งเรือและเครื่องมือทำกินพังเสียหายหมด ตอนนั้นรู้สึกท้อแท้มาก ไม่รู้จะทำอย่างไรกับชีวิตต่อไปดี สิ่งแรกที่อยากได้คือเรือและเครื่องมือทำกินก่อนเพื่อให้มีรายได้ เพราะมีอาชีพทำประมงอย่างเดียว มีรายได้เข้ามาทางเดียว เมื่อไม่มีเรือก็ไม่มีรายได้ ไม่เหมือนบางคนอาจมีสวนยางหรือมีอาชีพอื่นรองรับอยู่ด้วย"

 บังลั่ยเผยความรู้สึกในฐานะผู้ที่ได้รับโอกาสการช่วยเหลือจากมูลนิธิซิเมนต์ไทยเป็นรายแรก จนถึงปัจจุบันนี้เรือประมงของชาวบ้านช่องฟืนที่ได้รับการซ่อมและสร้างใหม่ โดยความช่วยเหลือของมูลนิธิซิเมนต์ไทยแล้วเสร็จ พร้อมนำไปประกอบอาชีพประมงได้ตามปกติแล้วจำนวน 9 ลำ จากจำนวนที่ยื่นขอความช่วยเหลือทั้งสิ้น 48 ลำ

 สุภาภรณ์ พรรณราย ประธานกลุ่มออมทรัพย์เพื่อสวัสดิการบ้านช่องฟืน ในฐานะประธานเครือข่ายสตรีรอบทะเลสาบ ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการรวมกลุ่มชาวบ้านเพื่อจัดตั้งกองทุนโรงซ่อมและสร้างเรือเพื่อผู้ประสบภัยบ้านช่องฟืน โดยการสนับสนุนของมูลนิธิซิเมนต์ไทย กล่าวยอมรับว่า พื้นที่บ้านช่องฟืนได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยและวาตภัยหนักที่สุดใน ต.เกาะหมาก เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่ริมทะเลสาบ ประกอบอาชีพทำประมงพื้นบ้านอย่างเดียว ไม่มีอาชีพเสริมเหมือนชาวบ้านในหมู่บ้านอื่น ดังนั้นการจะฟื้นตัวเข้าสู่ปกติจึงต้องใช้เวลา

 "ทางกลุ่มได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิซิเมนต์ไทยมาก้อนหนึ่งเพื่อจัดตั้งเป็นกองทุน ให้สมาชิกกู้ไปใช้ในการซ่อมเรือที่เสียหายและซื้อเครื่องมืออุปกรณ์จับสัตว์น้ำ โดยจะพิจารณาให้ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุดก่อนเป็นอันดับแรก การกู้จะไม่คิดดอกเบี้ย จากนั้น 3 เดือนจึงผ่อนส่งเงินคืน โดยจ่ายคืนหมื่นละ 500 บาท ถ้ากู้ไป 3 หมื่นก็จะต้องผ่อนเดือนละ 1,500 บาทจนกว่าจะหมด ส่วนเงินที่คืนมาก็จะนำไปให้สมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่มกู้ต่อไป" สุภาภรณ์แจงรายละเอียดการบริหารจัดการกองทุน

 ในขณะที่ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.สรรหา) ประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภคกล่าวระหว่างนำคณะสมาชิกวุฒิสภา ได้แก่ ประสาร มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา และ รศ.ดร.ประเสริฐ ชิตพงษ์ ส.ว.สงขลา ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจากเหตุอุทกภัยและวาตภัยที่บ้านช่องฟืน ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง และบ้านคูขุด ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา พร้อมรับฟังความคิดเห็นและเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าว  โดยระบุว่าจนถึงขณะนี้การช่วยเหลือจากรัฐบาลโดยผ่านหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ยังไม่ถึงมือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าการทำงานที่ล่าช้าของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้การดำเนินการล่าช้า และไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลได้ให้ไว้

 "สภาเปิด ผมจะตั้งกระทู้เรื่องนี้กับรัฐบาลแน่ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นตามที่ชาวบ้านในพื้นที่ ต.เกาะหมากได้ร้องเรียนมา ทราบข้อมูลมาว่าชาวบ้านเสียหายหมดทั้งบ้านเรือนและที่ทำกิน แต่ยังไม่ได้รับค่าชดเชย ส่วนบางคนเสียหายเพียงเล็กน้อยกลับได้รับเงินช่วยเหลือเต็มเพดาน ไม่ทราบว่าใช้อะไรเป็นตัววัด ผมไปดูมาแล้ว ไปเห็นมาแล้วเป็นอย่างนั้นจริง ๆ" สมชายกล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมเรียกร้องรัฐบาลรีบเข้ามาจัดการปัญหาดังกล่าวโดยเร็ว
      
"มูลนิธิซิเมนต์ไทย "กับแนวทางการช่วยเหลือ

 จากเหตุอุทกภัยในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องชาวไทยในหลายจังหวัดทางภาคใต้ นำมาซึ่งความสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน วิถีชีวิตความเป็นอยู่และอาชีพ ครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งตั้งแต่ประเทศไทยเคยประสบมา มูลนิธิซิเมนต์ไทย (SCG) ภายใต้การนำของ "สุรนุช ธงศิลา" กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิฯ มียุทธศาสตร์สำคัญในการให้ความช่วยเหลือ โดยใช้คนเป็นศูนย์กลางในการฟื้นฟูและพัฒนา รวมทั้งใช้ความพร้อม ความแข็งแกร่งขององค์กรที่มีทั้งงบประมาณ พนักงานซึ่งมีจิตอาสาและผลิตภัณฑ์ที่สามารถดำเนินโครงการได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

 "การช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องไม่หยุดแค่การบรรเทาทุกข์ แต่ต้องเกื้อหนุนให้พวกเขามีโอกาสได้ฟื้นคืนวิถีชีวิตกลับคืนมา จนสามารถยืนหยัดด้วยตนเองต่อไปในระยะยาว" สุรนุชเผยเป้าหมายการช่วยเหลือระหว่างนำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูการดำเนินงานการก่อสร้างโรงซ่อมและสร้างเรือถาวรที่บ้านช่องฟืน อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง และแพปลาชุมชนบ้านคูขุด ต.คูขุด อ.สทิงพระ จ.สงขลา

 ส่วนการช่วยเหลือ เธอบอกว่าจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1 เป็นเงินให้เปล่าเพื่อจัดตั้งโรงซ่อมเรือและซื้อเครื่องมือประจำอู่ ส่วนที่ 2 เป็นเงินกองทุนหมุนเวียนเพื่อให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อซื้อวัสดุในการซ่อมสร้างและเครื่องมือประมง โดยเงินส่วนนี้ชาวบ้านมีพันธสัญญาที่จะนำเงินมาคืนกองทุน และเงินที่ได้มานั้นจะเก็บไว้เป็นทุนเพื่อการช่วยเหลือยามเกิดภัยพิบัติของชุมชนต่อไป
      
สุรัตน์ อัตตะ