ข่าว

จัดทำแนวป่ากันชนภาพสะท้อนอุตฯยั่งยืน

จัดทำแนวป่ากันชนภาพสะท้อนอุตฯยั่งยืน

24 ม.ค. 2554

วันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เป็นประธานในการเปิดโครงการพัฒนาพื้นที่แนวป้องกัน ระหว่างเขตประกอบการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน) กับชุมชน

 ที่อ่างเก็บน้ำ 3 เขตประกอบการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ต.ตะพง อ.เมือง จ.ระยอง โครงการนี้คือส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติการบริหารจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมชุมชนเขต   ที่จะป้องกันและลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของภาคอุตสาหกรรม "คมชัด ลึก" จับเข่าคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ถึงที่มาของแนวคิด และทิศทางของภาคอุตสาหกรรมนับจากนี้ไป
 
 เป้าหมายของโครงการทำแนวป่ากันชน

 ชัยวุฒิ  : สำหรับแนวป่ากันชน เป็นนโยบายที่ให้ไปกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ที่อยากให้ดำเนินการโดยเร่งด่วนในส่วนมาบตาพุด จ.ระยอง ในเดือนพฤษภาคมนี้จะต้องมีอย่างน้อย 46 แห่งที่เห็นผล แบ่งเป็นในส่วนของกรมโรงงานอุตสาหกรรม 28 แห่ง และส่วนที่ กนอ.ดูแล 18 แห่ง ที่น่าสนใจคือโครงการรนี้ที่ดำเนินการไปแล้ว 2 แห่งคือ ที่นิคมอุตสาหกรรมและเขตประกอบการที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการนี้แล้ว เป็นความร่วมมือของภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ต่อการที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เกิดขึ้นโดยรอบของพื้นที่อุตสาหกรรม พื้นที่สีเขียวเหล่านี้จะมีส่วนอย่างยิ่งต่อการที่จะลดมลภาวะจากภาคอุตสาหกรรม

 การจัดทำแนวป้องกันนี้ สิ่งที่สำคัญที่จะต้องทำควบคู่กันไปคือจะต้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรมจากนี้ไปต้องเป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน และอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้ มิฉะนั้นภาคอุตสาหกรรมจะได้รับการพัฒนาที่ลำบาก ในอดีตที่ผ่านมาต้องยอมรับความจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน แต่บัดนี้เป็นต้นไปปัญหาที่สะสมกันมายาวนาน ภาครัฐเอาจริงและพร้อมที่จะเป็นตัวนำในการแก้ไข แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นภาครัฐเพียงลำพังคงดำเนินการไม่สำเร็จ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ให้มีส่วนร่วม

 การจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่แนวป้องกันระหว่างเขตประกอบการกับชุมชน เพื่อเป็นแนวป้องกันให้เกิดความปลอดภัย วิธีการปลูกต้นไม้ 3 ชั้น การดำเนินการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้คัดเลือกโรงงานกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียงที่อยู่ใกล้ชุมชนและมีปัญหาการร้องเรียน นำร่องก่อนควบคู่กับการดำเนินการในทั่วประเทศ

 การตอบรับกับโครงการนี้ของภาคเอกชน
 
 ชัยวุฒิ :  ผมพอใจเพราะนี่คือความร่วมมือที่ได้รับจากทุกฝ่าย เอกชนบางแห่งก็เริ่มทำกันบ้างแล้ว เพียงแต่การที่ประกาศถึงโครงการนี้ออกไป เพราะต้องการให้ก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน มีรูปแบบที่ชัดเจน ที่สำคัญโครงการนี้ผมไม่ได้เน้นไปที่พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ต้องการที่จะให้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ สำหรับผมแล้วโครงการนี้มีส่วนอย่างยิ่งที่จะสะท้อนความจริงใจระหว่างผู้ประกอบการที่มีไปยังท้องถิ่น เป็นการแสดงให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมที่เข้าไปนั้น มีความห่วงใยและต้องการมีส่วนร่วมกับท้องถิ่น อุตสาหกรรมจากนี้ไปต้องเป็นอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน แนวคิดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแค่มีเงินแล้วเข้าไปลงทุนคงเกิดขึ้นไม่ได้อีกแล้ว ผู้ประกอบการหรือผู้ลงทุนต้องเคารพสิทธิ์ของท้องถิ่นหรือชุมชน การดำเนินการใดๆ ต้องมองถึงคนในท้องถิ่น

 ชุมชนคือสิ่งที่ไม่สามารถมองข้าม
 
 ชัยวุฒิ : ถ้าผมเป็นเจ้าของบ้านแน่นอนว่าผมคงไม่ยอมให้ใครมาก่อปัญหา เรามองข้ามความเป็นชุมชนหรือท้องถิ่นที่ต้องการปกป้องท้องถิ่นที่อยู่ไม่ได้ นี่คือท่าที คือสิ่งที่ภาคเอกชนเองต้องคำนึงถึง ผมย้ำว่าอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นจากนี้ไปต้องเป็นอุตสาหกรรมแบบยั่งยืน เพราะหากผ่านตรงส่วนนี้ไปได้แล้ว เราจะเห็นถึงความยั่งยืนเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป็นมิติใหม่ของการลงทุนอุตสาหกรรมที่ทุกอย่างต้องก้าวเดินไปด้วยกัน ผมว่าที่ชัดเจนแค่วันนี้เราพูดถึงคำว่า มีแผนที่จะศึกษาพื้นที่ถึงความเป็นไปได้ของการลงทุน เราก็เจอแรงต้านแล้ว ตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญ เพราะหากเกิดความรู้สึกทางด้านลบแล้ว การที่จะไปปรับวิธีคิดให้กลับมาเป็นบวกไม่ใช่เรื่องง่าย การดำเนินการใดๆ ก็ตามต้องเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน

 ในฐานะคนกลางต้องทำงานหนัก
 
 ชัยวุฒิ : แน่นอนว่านี่คือการทำหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมในการเชื่อมความร่วมมือระหว่างเอกชนในฐานะผู้ลงทุนกับท้องถิ่น เราต้องสะท้อนภาพของทั้งสองฝ่ายให้อยู่ในจุดที่กึ่งกลางและหมาะสมเพื่อให้ทุกอย่างก้าวเดินไป

 คนไทยยังคุยกันได้ ไม่ถึงกับปิดประตูปฏิเสธ
 ชัยวุฒิ : สังคมไทยยังรับฟังเหตุผล ผมเชื่อว่าหากเราเปรียบเทียบผลดีมีมากกว่าผลเสียแล้ว มีการสร้างหลักประกันที่มั่นใจแล้ว แน่นอนว่าพื้นที่ของการลงทุนยังคงมีอยู่อย่างแน่นอน เพียงแต่ว่าผู้ประกอบการเองก็ต้องเคร่งครัดให้ความร่วมมือกับข้อกำหนดต่างๆ ที่วางกรอบเอาไว้