
นักการเมืองไทยควรดูจีนเป็นตัวอย่าง ?
ข่าวใหญ่สะเทือนเลื่อนลั่นวงการค้าของไทยต้อนรับปีใหม่ 2554 คือ ผู้ลงทุนของจีนแผ่อิทธิพลเข้ามาปกคลุมตลาดการค้าของไทยพร้อมกันถึง 2 แห่ง หน้าเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์ "คม ชัด ลึก" รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า
ที่จ.เชียงใหม่ กลุ่มผู้บริหารโครงการตลาดขายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองอี้อู มณฑลเจ้อเจียง จะร่วมทุนกับกลุ่มวีกรุ๊ปของพ่อเลี้ยงวัชระ ตันตรานนท์ เปิดโครงการเชียงใหม่บิสเนสพาร์ค ในเนื้อที่ 40 ไร่ ด้วยเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท โดยจะสร้างอาคาร 9 ชั้นรองรับร้านค้า 2,000 แห่ง
ส่วนที่กรุงเทพฯ กลุ่มบริษัท อาม่า เอ๊ย อาซือม่า กรุ๊ป ก็จะเปิดโครงการไทย-ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล โปรดักส์ ซิตี้ เข้ามาลงทุนก่อสร้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่ในเนื้อที่ 200 ไร่ริมถนนบางนา-ตราด กม.10 ห่างเครือเนชั่นไปหน่อยเดียว โครงการนี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท นัยว่าจะใช้เป็นแหล่งระบายสินค้าที่ผลิตในเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่าง เสิ่นเจิ้น, จูไห่, กวางโจว ฯลฯ มาให้คนไทยได้ช็อปปิ้งถึงที่ หลังจากข่าวทั้ง 2 ชิ้นแพร่สะพัดไป บรรดาพ่อค้าตามตลาดค้าส่งของไทยเช่นที่โบ๊เบ๊ ประตูน้ำ ต่างตื่นไหวตามๆ บ้างก็เตรียมเรียกร้องให้รัฐบาลหาทางป้องกันสินค้าจากจีนที่จะทะลักเข้ามาทำลายตลาดของไทย เพราะมีหลายอย่างทับซ้อนกันอยู่
เรื่องนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ผู้ประสานให้เกิดการลงทุนในกรุงเทพฯ ยอมรับว่า การเปิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ของจีน อาจมีผลกระทบกับพ่อค้าไทยบางส่วน จึงสั่งให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวางแผนรับมือการแข่งขันทางการตลาดที่จะตามมาด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในทุกๆ ด้านเช่น เร่งพัฒนาคุณภาพสินค้าเอสเอ็มอีไทย และจะเจรจาให้จีนเปิดตลาดสำหรับระบายสินค้าจากไทยในประเทศจีนเพิ่มขึ้น เช่นที่ตลาดอู้อี้ มณฑลเจ้อเจียงภายในครึ่งปี 2554 นี้ และจะให้กลุ่มอาซือม่าเปิดศูนย์กระจายสินค้าเกษตรที่ตลาดหนงเมินเฉินในจีนภายใน 2 เดือนนี้ เพื่อให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลอดของจีนมากขึ้น
ก็ขอชมว่าใช้ได้ครับที่วางแผนตั้งรับเอาไว้ การรุกเข้ามาเปิดตลาดของยักษ์ใหญ่จีนทั้ง 2 แห่งนี้ทำได้เงียบสนิทจริงๆ ครับ หากรู้ระแคะระคายมาก่อน ผมคงบอกว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลกำลังยืมมือพ่อค้าจีนมาฆ่าพ่อค้าไทย แต่ตอนนี้พูดอะไรไปก็คงไร้ประโยชน์ ทุกอย่างเหมือนผีถูกหามถึงป่าช้า ไม่ฝังก็ต้องเผาแล้วล่ะครับ
เพราะงั้นแทนที่จะนั่งตีอกชกตัวหรืออยู่อย่างหวาดกังวล ผมอยากให้นักธุรกิจไทยพิจารณาหาผลพลอยได้จากการลงทุนของจีนในคราวนี้ดีกว่าครับ เพราะจะว่าไปแล้วสินค้าที่จีนผลิตได้หลายอย่าง เราทำเองไม่ได้อยู่แล้ว ขณะเดียวกันสินค้าที่เราผลิตได้หลายอย่างจีนก็ไม่มี รัฐบาลจึงน่าที่จะมาร่วมวางแผนกับหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยว่าเราจะ “ตั้งรับการรุก” ของจีนอย่างไร ซึ่งก็ไม่น่าจะยากเพียงแต่ไล่ดูสินค้าส่งออกของไทยไปยังประเทศจีนย้อนหลังก็น่าจะมองเห็นครับ
เห็นข่าวการลงทุนของจีนครั้งนี้แล้วต้องยอมรับว่าจีนวางยุทธศาสตร์ได้เยี่ยมยุทธ์จริงๆ ปีที่แล้วออกข่าวจะให้ไทยกู้เงินทำโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงวางรางผ่ากลางประเทศไปมาเลเซีย ต้นปีนี้ทุบเปรี้ยงเข้าที่ลิ้นปี่จนจุกตามๆ กัน เห็นการบริหารงานของจีนแล้ว น่าห่วงประเทศไทยครับ วันนี้เขาเลิกทำสงครามแย่งชิงดินแดนแบบโบราณเพื่อกวาดต้อนเมืองขึ้นไม่มีความหมายแล้ว
แต่นักการเมืองไทยไทยบางกลุ่มยังยุยงให้รัฐบาลเปิดสงครามชิงดินแดนกับกัมพูชา แทนที่จะเสนอแนะให้รัฐบาลใช้พื้นที่ที่มีปัญหาเปิดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อหาประโยชน์ร่วมกัน เหมือนที่จีนกำลังทำอยู่ในขณะนี้ อย่างไรก็ตามผมหวังว่าข่าวนี้คงไม่ทำให้กลุ่มผู้ประท้วงเบนหัวไปหาผู้ลงทุนชาวจีนนะครับ
ภาณุมาศ ทักษณา



