
ช่วยกันคิดหน่อยเถอะครับ
ยังไงโลกก็คงไม่สามารถปฏิเสธการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ และคงต้องยอมรับในบทบาทและความสำคัญที่จีนมีต่อภาคการค้าและการเงินของโลก และการก้าวขึ้นมาสู่ความเป็นผู้นำลำดับต้นๆ ของโลกไม่ว่า บรรดาประเทศผู้นำเจ้าเก่าจะพอใจหรือไม่ก็ตาม
การเติบโตของจีนไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ และนักเศรษฐศาสตร์ตะวันตกหลายคนก็ได้คาดหมายไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ยุคสงครามเย็นแล้วว่าในอนาคตจีนจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของสหรัฐ ซึ่งตอนนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ เมื่อประเทศจีนยังอยู่ใต้การนำอย่างเบ็ดเสร็จของเหมาเจ๋อตุง คนจีนยังสวมเสื้อเหมาสีดำกับสีเทากันทั้งประเทศ และใช้จักรยานสองล้อเป็นพาหนะ ไม่รวมถึงระบบเศรษฐกิจแบบคอมมูน ความขาดแคลนปัจจัยขั้น พื้นฐาน และความล้าหลังทางเทคโนโลยี แต่เมื่อสิ้นยุคของเหมาเจ๋อตุง และเติ้งเสี่ยวผิงนำนโนยายปฏิรูปเศรษฐกิจมาใช้ ก็ทำให้จีนพุ่งทะยานอย่างไม่หยุดยั้งในชั่วเวลาเพียง 30 กว่าปี
ว่ากันว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนรุดหน้าอย่างรวดเร็วก็คือการนำจุดแข็งของการปกครองแบบสังคมนิยมซึ่งมีพรรคการเมืองเดียวและรัฐควบคุมอำนาจในการบริหารจัดการองค์กรต่างๆ ทุกระดับ กับจุดแข็งของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรีมาผสมผสานกันอย่างเหมาะสม ทำให้สินค้าจีนประเภทคุณภาพราคาต่ำราคาถูก ประเภทหัตถกรรม เครื่องใช้ประจำบ้าน ของเล่นเด็ก ฯลฯ สามารถแทรกเข้าไปในตลาดโลกได้ และค่อยๆ พัฒนาตัวเองตามจังหวะที่เหมาะสมจนแทนที่สินค้าประเภทเครื่องไฟฟ้าของญี่ปุ่นและเกาหลีได้ในหลายพื้นที่ แล้วเบนเข็มสู่การผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงเช่นในปัจจุบัน โดยยังคงมีจุดขายที่ราคาซึ่งถูกกว่าคู่แข่ง แม้ว่าคุณภาพหรือรูปลักษณ์อาจจะด้อยกว่าอยู่บ้างก็ตาม
ยุทธศาสตร์การตลาดของจีนไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด หากมองย้อนไปถึงสินค้าญี่ปุ่นเมื่อ 50-60 ปีที่แล้ว ซึ่งญี่ปุ่นเริ่มต้นในเมืองไทยด้วยสินค้าประเภทเครื่องเขียนอย่าง ดินสอดำยี่ห้อมิตซูบิชิ ปากกาหมึกซึมไพล็อต ยางลบ ฯลฯ ที่คุณภาพปานกลางแต่ราคาถูกกว่าของฝรั่ง แต่ชั่วเวลาเพียงไม่นานสินค้าญี่ปุ่นประเภทนาฬิกาข้อมือ และกล้องถ่ายรูป ก็เข้ามาแทนที่นาฬิกาสวิสและกล้องถ่ายรูปเยอรมัน เผลออีกประเดี๋ยวเดียวรถยนต์ญี่ปุ่นก็วิ่งเกลื่อนเมืองไทย จนถึงปัจจุบันนี้แทบจะกล่าวได้ว่าคนไทยทุกคนต้องมีเครื่องใช้ที่ทำจากญี่ปุ่นไม่น้อยกว่าคนละ 7-8 อย่าง ตั้งแต่แชมพู สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์สำนักงาน เครื่องอำนวยความสะดวก อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงรถยนต์ และคอมพิวเตอร์ และก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เมื่อจีนตั้งความหวังไว้ว่า ภายในปีนี้คนไทยทุกคนจะต้องมีสินค้าจีนอย่างน้อยบ้านละหนึ่งชิ้น
หากจีนขยายความคิดนี้ไปทั่วโลก ด้วยการให้ประชากรโลกทุกครัวเรือนมีสินค้าจีนอย่างน้อยคนละหนึ่งชิ้น เราก็คงจะมองเห็นได้ว่าสินค้าจีนจะไหลบ่าออกมามากมายขนาดไหน และจีนจะมีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าสู่จีนมากมายเพียงไร
ในโลกของการค้าเสรี ซึ่งมาตรการกีดกันทางการค้าถูกจำกัดให้ลดน้อยลงเช่นเวลานี้ อำนาจในการซื้ออยู่ในมือของผู้บริโภคที่จะเลือกซื้อสินค้าที่ตนพึงพอใจ ไม่ว่าจะในเรื่องคุณภาพ รสนิยม หรือราคา และเป็นโอกาสดีของประเทศผู้ผลิตที่จะหาช่องทางแข่งขันกัน เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวาง
ผมคิดว่าจีนมีคำตอบสำหรับโลก และโลกก็มีคำตอบสำหรับจีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประเทศไทยเองก็ส่งสินค้าออกไม่ใช่น้อย แต่ผมไม่ทราบว่ามีใครเคยคิดไหมครับที่จะให้ชาวโลกมีสินค้าไทยสักกี่ชิ้นอยู่ในบ้านของเขา?
ถ้ายังไม่ได้คิด ก็ขอให้คนที่มีหน้าที่ช่วยคิดกันหน่อยเถอะครับ



