
สารพัดสูตร ส.ส.เกมต่อรองพรรคใหญ่-เล็ก
การประชุมร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาวาระ 2 แปรญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ในวันที่ 25 มกราคมนี้ ท่ามกลางความเห็นต่างของรัฐบาลระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลเกี่ยวกับสูตร ส.ส.เขต ที่ "ประชาธิปัตย์" สนับสนุนร่างคณะรัฐมนตรี 375+125 ขณะที่ "พรรคร่วมรัฐบ
เป็นเหตุให้ "แม่บ้านรัฐบาล" สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ต้องนัดพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานอาหารเคลียร์ใจในวันที่ 24 มกราคม ก่อนหน้าการประชุมร่วม 2 สภา เพียงวันเดียว
นายไมเคิล เนลสัน (Michael H. Nelson) นักวิจัยด้านรัฐศาสตร์ สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้ง ซึ่งติดตามการเมืองไทยมายาวนานกว่า 10 ปี มองเรื่องนี้ว่า เดาใจรัฐบาลไม่ถูกว่าจะเลือกสูตรไหน แต่สูตรของคณะรัฐมนตรีที่เสนอ 375+125 เป็นการเลือกตั้งแบบเขตเล็ก หรือที่เรียกกันว่า "เขตเดียวเบอร์เดียว" เป็นสูตรที่พรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ได้เปรียบ เพราะการเลือกตั้ง "เขตเล็ก" แสดงว่าผู้สมัครจะมีพื้นที่ดูแลประชาชนลดน้อยลงทำให้ความใกล้ชิดระหว่างผู้สมัครกับประชาชนมีมาก ขณะที่รัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นการเลือกตั้ง ส.ส.แบบ "เขตใหญ่" ส.ส.เขต 400:80 มีการขยายเขตกว้างขึ้นการดูแลประชาชนทำได้ไม่ทั่วถึง ต้องอาศัยบารมีผู้สมัคร ความคุ้นเคยกับประชาชนทำได้ไม่ทั่วถึง ต้องใช้เวลา และเงินจำนวนมาก
"นักวิจัยชาวเยอรมัน" เห็นด้วยกับระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เลือก ส.ส.เขตสามารถเลือกพรรคที่ตัวเองชื่นชอบซึ่งอาจเป็นพรรคตรงข้ามกับ ส.ส.เขตที่ตัวเองเลือก เห็นได้จากการเลือกตั้งในปี 2550 หลังการปฏิวัติรัฐประหารแม้ว่า "พรรคพลังประชาชน" จะชนะเลือกตั้งมี ส.ส.เขต ถึง 199 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 34 คน แต่น่าสังเกตว่า "พรรคประชาธิปัตย์" ได้ ส.ส.เขต 132 คน แต่มี ส.ส.บัญชีรายชื่อเข้ามาถึง 33 คน น้อยกว่าพรรคพลังประชาชนเพียง 1 คนเท่านั้น แสดงว่ามีคนชื่นชอบพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นสูงใกล้เคียงกับพรรคพลังประชาชน
"สำหรับพรรคการเมืองไม่ว่าระบบเลือกตั้งจะเป็นเขตใหญ่หรือเขตเล็กคนที่ชื่นชอบพรรคไหนอยู่ในใจแล้วก็ยังคงเลือกพรรคนั้นอยู่ แต่การเลือก ส.ส.ระบบเขตอาจมีปัญหาสำหรับพรรคเล็กจะชอบเลือกตั้งแบบเขตเล็กมากกว่า และการเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ส.ส.บัญชีรายชื่อจาก 100 เป็น 125 ยิ่งทำพรรคใหญ่ได้เปรียบพรรคขนาดเล็ก ขณะเดียวกันกลับไปลดจำนวน ส.ส.เขตจาก 400 เหลือ 375 ยิ่งทำให้พรรคขนาดเล็กเสียเปรียบเข้าไปอีก เพราะนอกจากจะไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่ออยู่แล้วยังลดจำนวน ส.ส.เขตที่พรรคเล็กหวังชนะเลือกตั้งเป็นหลักลงอีกด้วย"
ดังนั้นกระแสต่อต้านของ "พรรคร่วมรัฐบาล" คัดค้านสูตร ส.ส.เขต 375:125 ของ ครม. "ไมเคิล" จึงมองว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะพรรคร่วมรัฐบาลถือเป็นพรรคเล็กไม่ใช่พรรคขนาดกลางเมื่อเปรียบเทียบจำนวน ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย เมื่อพรรคขนาดเล็กต้องอาศัยคะแนนเสียงจาก ส.ส.เขตและเป็นเขตขนาดเล็ก การเสนอ ส.ส.เขต 400 จะทำให้พรรคเล็กเสียเปรียบน้อยกว่า สูตร 375 เพราะพรรคเล็กไม่คาดหวัง ส.ส.จากระบบบัญชีรายชื่อ ดังนั้นพรรคร่วมรัฐบาลจึงจำเป็นต้องออกมาเคลื่อนไหวสูตร 400:100 ทั้งนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องเขตเลือกตั้งประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก
"นักวิจัยด้านรัฐศาสตร์ สถาบันพระปกเกล้า" ประเมินการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2554 โดยเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์จะยังเป็นพรรคที่สามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล อาจจะมีพรรคร่วมปัจจุบันเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาลอีกในครั้งต่อไป โดยพรรคประชาธิปัตย์น่าจะมีคะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ตามด้วยพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนาตามลำดับ สาเหตุที่ทำให้สันนิษฐานว่าพรรคเพื่อไทยจะมีคะแนนเป็นลำดับสอง เนื่องจากหัวคะแนนของพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทยยังแยกออกจากกันไม่ได้ว่า ใครจะสนับสนุนฝ่ายไหน และการย้ายพรรคของ ส.ส.น่าจะเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง
“การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำที่ไม่ได้อยู่ในประเทศทำให้การสั่งการเข้ามาค่อนข้างจะลำบาก และไม่มั่นใจว่าคนเสื้อแดงจะช่วยหาเสียงให้พรรคเพื่อไทย 100% หรือไม่ นอกจากนี้เหตุการณ์ชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อเดือนเมษายน-พฤษภาคมอาจทำให้คน กทม.และคนภาคกลางไม่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ส.ส.กทม.ของพรรคเพื่อไทยมีจำนวนสูงขึ้นพอสมควร แต่เมื่อมีการชุมนุมของคนเสื้อแดงในกรุงเทพฯ ย่อมส่งผลต่อคะแนนของพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน นอกจากนี้หัวคะแนนส่วนใหญ่เป็นของ ส.ส. ไม่ใช่หัวคะแนนของพ.ต.ท.ทักษิณ เวลา ส.ส.จะย้ายพรรคหัวคะแนนจะตามไปด้วย และก่อนจะย้ายพรรค ส.ส.ต้องถามหัวคะแนนและเครือข่ายก่อน รวมทั้งต้องดูว่าพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนจะดึง ส.ส.จากเพื่อไทยมาได้มากน้อยแค่ไหน” มุมมองของนักวิจัยการเมืองไทยชาวเยอรมัน
"ไมเคิล" มองว่า หากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ส.ส.ทั้งสภามีทั้งหมด 500 คน โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.ถึง 250 เสียงค่อนข้างยาก และถ้าดูจากการเลือกตั้งในปี 2550 คะแนนระบบส.ส.บัญชีรายชื่อระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชาชนในขณะนั้นมี ส.ส.บัญชีรายชื่อใกล้เคียงกันมากคือ 33 กับ 34 ขณะที่จำนวน ส.ส.กทม.และภาคกลางเกิดการเปลี่ยนแปลงมาก มี ส.ส.หลายกลุ่มย้ายออกจากพรรคเพื่อไทย และสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยปัจจุบันแย่กว่าเดิมน่าจะนำไปสู่ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยลดน้อยลง ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถแก้ไขปัญหาการชุมนุมสามารถคืนความสงบกลับมาให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้ จากเหตุผลทั้งหมดจึงคิดว่าพรรคเพื่อไทยจึงไม่น่าจะมี ส.ส.ได้ถึง 250 คน
ส่วนการหาเสียงของผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ "ไมเคิล" ประเมินว่า ในภาคเหนือและอีสานไม่ง่าย แต่นโยบายจุดขายของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งหน้าค่อนข้างชัดเจนกว่าพรรคเพื่อไทย ปัจจัยสำคัญในการเลือกตั้งครั้งหน้าต้องดูเรื่องการแบ่งเขตพื้นที่ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะเป็นผู้กำหนดจะมีผลต่อพรรคการเมืองและจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย และเชื่อว่าแม้จะมีพรรคการเมืองเสื้อเหลืองหรือพรรคการเมืองใหม่เข้ามาเป็นทางเลือกให้ประชาชน แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อความนิยมของผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ เพราะแฟนพันธุ์แท้ของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะยังเลือกประชาธิปัตย์เหมือนเดิม ยกเว้นกลุ่มแนวคิดขวาจัดหรือพวกชาตินิยมรุนแรงที่อาจจะไปเลือกพรรคการเมืองใหม่ ส่วนตัวเชื่อว่า พรรคการเมืองใหม่เกิดยาก และ ส.ส.ระบบเขตไม่น่าจะได้รับเลือกตั้ง เนื่องจากผู้สมัครคนใหม่อาจไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับ ส.ส.เจ้าของพื้นที่เดิม แต่อาจได้ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อเข้ามาบ้าง
ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่า "พรรคภูมิใจไทย" อาจจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งหน้านั้น "ไมเคิล" ตอบทันทีว่า เป็นไปไม่ได้ แต่น่าจะได้เป็นพรรคอันดับ 3 เท่านั้น แต่จะได้ ส.ส.มากกว่าพรรคชาติไทยพัฒนา เพราะพรรคภูมิใจไทยในขณะนี้ยังมีพลังจำกัด หากจะทำให้พรรคการเมืองเติบโตถึงขั้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล "เนวิน ชิดชอบ" แกนนำพรรคภูมิใจไทย จะต้องขยายฐานเสียงและต้องทำงานให้หนักกว่าที่เป็นอยู่
สมถวิล เทพสวัสดิ์



