
มาร์คสั่งกต.ค้านขึ้นทะเบียนพระวิหารต่อ
นายกฯระบุกต.เตรียมข้อมูลด้านเทคนิคโน้มน้าวใจ กก . มรดกโลก ค้านเขมรขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ยันไม่ยกเลิกเอ็มโอยู 43 เชื่อเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่ทับซ้อน ยืนกรานไม่ถอนตัวมรดกโลก ต้องใช้เป็นช่องทางชี้แจงชาวโลกเข้าใจเจตนารมณ์ไทย ไม่หวั่น แดง - เหลือง ชุมน
(23ม.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ หลังออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ถึงกรณีที่กัมพูชามีการขึ้นป้ายบริเวณปราสาทพระวิหารว่า ได้สั่งการไปตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ยืนยันว่า จะดำเนินการให้มีการรื้อถอนป้ายดังกล่าวออกไป คาดว่า จะไม่มีปัญหาอะไร โดยผบ.ทบ.ได้รายงานด้วยว่า ในพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ทั้ง 2 ฝ่ายจะมีลักษณะแบบนี้ ซึ่งแม่ทัพภาคที่2ยืนยันว่า จะดำเนินการ
"และทั้งหมดนี้เราจะใช้ในการไปบอกคณะกรรมการมรดกโลกให้เห็นชัดเจนว่า นี่คือปัญหาทำไมเขาถึงเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ไม่ได้เด็ดขาด เพราะยังมีความขัดแย้งกันอยู่สูง"นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า ในเดือนนี้ที่จะมีการพบกันระหว่างนายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว .ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับนายซก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา มีความเป็นไปได้น้อยลงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพราะนายซก อาน ตอบรับในหลักการ เพียงแต่ยังไม่ได้กำหนดวันเวลา เมื่อถามว่า ไทยจะบอกกับคณะกรรมการมรดกโลกถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เเละคาดหวังว่า คณะกรรมการมรดกโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงมติของตัวเองด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าอย่างนั้น เพราะกระบวนการที่เราทำมาตลอด หลายคนจะสอบถามอยู่เรื่อยว่า เราเตรียมการอะไรสำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในเดือนมิ.ย.บ้าง ดังนั้นอยากจะบอกว่า นอกเหนือจากที่เตรียมข้อมูลทางเทคนิคที่จะคัดค้านรายงานของทางกัมพูชาที่จะเสนอมา ซึ่งเราเพิ่งได้รับเอกสารเมื่อปีที่แล้ว อีกด้านหนึ่งเรื่องนี้ตนทำมาตลอดเวลาในเวลาพบปะกับประเทศต่างที่มีบทบาทอยู่ในคณะกรรมการมรดกโลก โดยจะอธิบายให้เห็นถึงการที่คณะกรรมการมรดกโลกไม่ควรมีการอนุมัติบริหารจัดการพื้นที่ใดๆ ทั้งสิ้น เพราะจะเป็นพื้นที่นำไปสู่ความตึงเครียด ความขัดแย้ง
“เวลาที่เรามีข้อมูลอะไรที่เป็นปัญหาเกี่ยวกับพื้นที่ทั้งหมด เราจะรวบรวมเอาไว้และให้กระทรวงการต่างประเทศนำสิ่งเหล่านี้ไปให้ทางมรดกโลกเข้าใจ และจะสอดคล้องกับที่เราบอกกับทางกัมพูชาไว้ ถ้าไม่ต้องการเห็นปัญหาความตึงเครียด ก็ควรจะมีการนำเรื่องนี้มาพูดคุยกันเพื่อไม่ให้เป็นเงื่อนไขความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ” นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า ก่อนที่จะถึงเดือนมิ.ย.จะมีโอกาสนัดพบกับสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่แผนที่จะพบกัน แต่โดยปกติในเวทีอาเซียนก็ต้องพบกันอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า แนวทางที่วางไว้ นอกจากจะให้ชะลอแผนการบริหารจัดการพื้นที่ทับซ้อนของกัมพูชาแล้วจะให้มีการทบทวนมติที่ให้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวของกัมพูชาด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ค่อยๆ ไปทีละขั้น พอเราสามารถที่จะแสดงให้ทางกรรมการมรดกโลกเห็นว่า แนวทางนี้ยังเดินต่อไม่ได้ ต่อไปจะไปผลักดันต่อว่า เป็นอย่างไรถึงเดินไม่ได้ และจะต้องแก้ไขอย่างไร เมื่อถามว่า โอกาสที่คิดว่า คณะกรรมการมรดกโลกจะรับฟังแนวทางของไทย มีมากน้อยแค่ไหน นายกฯกล่าวว่า จากการฟังเสียงของหลายๆ ประเทศที่ได้พบ เวลาเราพูดเรื่องนี้ขณะนี้มีความเข้าใจดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้อาจไม่ค่อยมีโอกาสรับฟังในส่วนของฝ่ายเรา ตรงนี้คือเหตุผลที่ทำไมจึงบอกว่า ในชั้นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปถอนตัว
"แต่ถ้าเราเห็นว่าเขาไม่ฟังเหตุฟังผลอะไรต่างๆ นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในขณะนี้ถ้าเราไปถอนตัว จะทำให้เสียโอกาสในการทำความเข้าใจกับบรรดาประเทศต่างๆว่า สถานการณ์ตรงนี้เป็นอย่างไร ซึ่งต้องยอมรับว่า ประเทศต่างๆ ไม่ได้ทราบประเด็นปัญหานี้ละเอียดมากนัก อาจมีความรู้แค่เพียงว่า ศาลโลกเคยตัดสินว่าอย่างไร และไม่รู้รายละเอียดการตัดสินของศาลโลกด้วย เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้ทำความเข้าใจ การที่เรามีบทบาทหรือยังเป็นส่วนหนึ่งของมรดกโลกถือเป็นโอกาสในการที่เราจะทำความเข้าใจกับบรรดาประเทศต่างๆ"นายกฯกล่าว
เมื่อถามว่า สุดท้ายกรณีนี้ ถ้าไม่ได้เป็นไปอย่างที่รัฐบาลคาดหวัง ขณะเดียวกันเป็นความเลวร้ายที่รัฐบาลที่ไปรับรองแผน เราจะเตรียมการแก้ไขปัญหา อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราสามารถที่จะดำเนินการได้โดยมีแผนรองรับอยู่ เมื่อถามต่อว่า เอ็มโอยู2543ระหว่างไทย-กัมพูชาที่มีความเห็นต่างกับผู้คัดค้าน จะทำอย่างไรให้มีความเข้าใจที่ตรงกันได้ นายกฯกล่าวว่า เราพยายามที่จะชี้แจง แต่ต้องยอมรับว่า ประเด็นอย่างนี้มันมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ สิ่งที่ตนพยายามย้ำและเสียดายก็คือ น่าจะพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผล มากกว่าการที่กล่าวหากัน ทั้งนี้ขอยืนยันว่า เราไม่ได้มีผลประโยชน์อะไร ซึ่งคืนนี้(23ม.ค.)จะมีการชี้แจงด้วย เมื่อถามต่อว่า ในเรื่องของเอ็มโอยู มีรายละเอียดที่จะสามารถเปิดให้ประชาชนรับทราบได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เอ็มโอยูเป็นเอกสารที่เปิดเผยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า มีการไปตีความอาจจะแตกต่างกันไป ซึ่งยืนยันว่า รัฐบาลนี้ตีความอย่างไร เพียงแต่ทางกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม . )หรือกลุ่มที่คัดค้านกังวลกันว่า จะไปตีความเป็นอย่างอื่น ตนบอกว่าไม่ เราตีความชัดเจนและเดินตามแนวทางตามที่ประกาศไปอย่างชัดเจน
เมื่อถามว่า มีการมองว่าเจตนารมณ์ของผู้ทำเอ็มโอยู ในขณะนั้นมีความเข้าใจที่สวนทางกันกับสิ่งที่นายกฯ กำลังเข้าใจอยู่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเองไม่คิดอย่างนั้น เพราะได้คุยกับบุคคล ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอ็มโอยูในครั้งนั้น ถ้าจะมีแตกต่างกันบ้างคือมีการไปตีความหรือขยายความของกระทรวงการต่างประเทศในช่วงประมาณปี 2546 – 2548 แต่เราได้มีการปรับแนวทางนี้มาอย่างชัดเจน เพราะกระทรวงการต่างประเทศได้มีการยืนยันไปช่วงปลายปี 2551 เมื่อถามต่อว่า แสดงว่านายกฯยืนยันว่าเอ็มโอยูมีประโยชน์มากกว่าที่จะยกเลิก นายกฯกล่าวว่า "ยืนยันครับ และจริงๆ แล้ว อยากให้ฝ่ายที่เห็นว่า ควรจะยกเลิก อธิบายด้วยว่า หากยกเลิกแล้วแนวทางการแก้ปัญหาในทุกพื้นที่ตลอดบริเวณชายแดนคืออะไร เพราะบางคนเข้าใจว่าคำพูดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนตารางกิโลเมตร ซึ่งความจริงแผนที่ที่ปรากฏในเอ็มโอยูบอกว่าแผนที่นี้เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน แต่ว่าแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน บางคนเข้าใจว่าถ้าเราหากไปยกเลิกเอ็มโอยู มันจะหายไป ซึ่งมันไม่หายหรอก เพราะก่อนเอ็มโอยูทางกัมพูชาเขาก็ยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ซึ่งเราก็ไม่ยอมรับและการไปยกเลิกเอ็มโอยูนั้นไม่ทำให้ทางกัมพูชาไม่ยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสน หรือทำให้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน หายไป แต่เอ็มโอยูเป็นตัวที่บังคับว่า กัมพูชาเองก็ใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ไม่ได้ ต้องมาพิสูจน์ในพื้นที่ ต้องสำรวจด้วยกัน เมื่อสำรวจแล้วเราจะยอมรับผลการสำรวจตกลงหรือไม่ ยังต้องมาขอความเห็นชอบจากสภา ทั้งนี้มั่นใจว่า ไม่มีสภาชุดไหนที่จะไปยอมตกลงในลักษณะที่ทำให้เราเสียดินแดน"
เมื่อถามว่า ปัญหาชายแดนที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนกัน ไทยยึดสันปันน้ำ ในขณะที่กัมพูชายึดแผนที่ปักปันเขตแดนที่มีอยู่ ซึ่งถือแผนที่คนละฉบับกับไทย และในพื้นที่ทับซ้อน ไม่มีทั้งสันปันน้ำและสันเขา จะแก้ไขปัญหาตรงนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกัน อย่างพื้นที่ที่มีปัญหาเรื่องคนไทย 7 คน มันไม่มีปัญหาเรื่องสันปันน้ำ ไม่มีปัญหาเรื่องแผนที่แล้ว เป็นเรื่องของหลักเขต ฉะนั้น ตรงนี้เป็นเหตุผลที่เป็นเรื่องของหลักเขต ดังนั้นเวลาเราพูดถึงเรื่องเอ็มโอยู หรือปัญหาของไทย - กัมพูชา นั้นจะไปดูวรรคหนึ่งหรือพื้นที่หนึ่งไม่ได้ ต้องดูภาพรวมทั้งหมดให้เห็นว่าแนวทางในการแก้ปัญหาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ขอยืนยันว่าปัญหาในเรื่องของเขตแดนวิธีการที่ปฏิบัติกันทั่วโลกหรือเป็นสากลนั้น ต้องเป็นแนวทางในลักษณะนี้ ไม่เช่นนั้นมันจะปฏิบัติกันอย่างไร ถ้าเรายกเลิกเอ็มโอยูไป ทางกัมพูชาจะยึดแผนที่ 1 ต่อ 2 แสนตารางกิโลเมตรทันที ซึ่งเราก็บอกว่าไม่ใช่ แล้วอย่างไร จะต้องรบกันตลอดกันแนวชายแดนหรืออย่างไร ฉะนั้นตรงนี้ เป็นสิ่งที่ตนบอกว่า เราต้องช่วยกันดู เอ็มโอยูเป็นเครื่องมือที่ทำให้ใครต่างๆ จะมาอ้างสิทธิอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ต้องมาตกลง มีกระบวนการกันว่าที่สุดจะยุติอย่างไร ระหว่างที่ยังไม่ยุติจะต้องมาปฏิบัติกันอย่างไร ถ้ามีการละเมิดต้องมีการทักท้วงกันโดยอาศัยข้อตกลงคือตัวเอ็มโอยู
เมื่อถามว่า นายกฯจะชี้แจงและแถลงจุดยืนในคืนนี้ คิดว่าจะทำให้ฝ่ายที่มีความเห็นต่าง เข้าใจได้มากขึ้นหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ตนมีหน้าที่ให้ข้อเท็จจริงแล้วแสดงจุดยืนของรัฐบาล แต่จะบังคับให้ใครเชื่อหรือเห็นด้วยคงไม่ได้ แต่หวังว่าคนส่วนใหญ่จะได้ฟังเหตุผลแล้วใช้วิจารญาณ เมื่อถามต่อว่า ที่ผ่านมามีการทำความเข้าใจกับกลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้มาหลายครั้ง คิดว่าในครั้งนี้เขาจะเปิดใจรับฟังมากน้อยแค่ไหน นายกฯกล่าวว่า ตนหวังว่าทุกฝ่ายจะเปิดใจ บางทีมีคนที่ส่งข้อความมาถึงตนว่าทำไม่เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เมื่อตนลองอธิบายไปเขาก็เข้าใจหรืออย่างน้อยเขาก็เปิดใจกว้าง และเขาก็บอกว่าได้ฟังข้อมูลของทางกลุ่มที่เคลื่อนไหว โดยเขาเองก็ไม่แน่ใจ ซึ่งบอกไปว่าไม่เป็นไร
“ของอย่างนี้มาช่วยกันแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองได้ แต่ถ้ามาพูดทำลายล้างกันอย่างเดียว มันไม่ได้ช่วยอะไรใคร ไม่ได้ช่วยให้เราแก้ปัญหาชายแดนให้ดีขึ้น ไม่ได้ให้เราได้ข้อยุติที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่า การชุมนุมของเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติมีการยกระดับข้อเรียกร้องมากขึ้น นายกฯ กล่าวว่า แน่นอน ขณะนี้ต้องบอกว่าเป้าหมายของเขาไม่ใช่เรื่องเอ็มโอยู แต่เป็นเรื่องการไล่รัฐบาล แต่เรามีหน้าที่ดูแลไม่ให้การใช้สิทธิ์นอกขอบเขตของกฎหมาย ไม่ให้เกิดความรุนแรง ส่วนการที่จะมีผลกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่อย่างไร ตนบอกแล้วว่าอย่างไรตนจะไปมาตามระบบของมัน เมื่อถามต่อว่า ห่วงมือที่สามที่จะเข้ามาก่อความไม่สงบ หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องช่วยกันดูแล เพราะจริงๆ แล้ว เวลาที่เราให้เจ้าหน้าที่ไปพุดคุยกับผู้ชุมนุมก็เพื่อประโยชน์ในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของรัฐบาลหรือใคร แต่เราต้องดูแลทั้งสาธารณะ คือพี่น้องประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมและเราต้องดูแลด้วยว่าการชุมนุมไม่ตกเป็นเหยื่อของมือที่สามหรือผู้ใช้ความรุนแรง ตนจึงพยายามย้ำว่าขอให้ผู้ชุมนุมกรุณาให้ความร่วมมือกับทางเจ้าหน้าที่ และตนไม่พยายามเอาฝ่ายการเมืองเข้าไปยุ่งกับการเจรจาเกี่ยวกับการชุมนุม เมื่อถามว่าจากการข่าวมีรายการมือที่สามหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มี เมื่อถามว่า บริเวณด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลถูกปิดบางส่วน หากเพิ่มการชุมนุมบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ จะกลายเป็นทำเนียบรัฐบาลถูกปิดล้อมอีกครั้ง หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราพยายามเจรจาขอให้เปิดเพิ่มขึ้นตลอดเวลา และเราคงไม่ยอมให้กลับไปสู่สภาพเดิม
ผู้สื่อข่ารายงานว่า ภายหลังการออกรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์เสร็จสิ้นเเล้วนั้น นายกฯได้เดินทางเข้าบ้านพิษณุโลก เพื่อเตรียมความพร้อมในการที่จะแถลงจุดยืนต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนชายแดนไทย - กัมพูชา และกรณี 7 คนไทยที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม ที่จะออกอากาศผ่านสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เวลา 20.30 น . โดยมีนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายศิริโชค โสภา ส . ส . สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส .ส . กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เเละนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรมว .ต่างประเทศ เข้าร่วมหารือในครั้งนี้ด้วย โดยใช้เวลาการหารือประมาณ 1 ชั่วโมง



