
อภิสิทธิ์เสียใจเหตุการณ์จ.นราธิวาส
นายกฯเสียใจเหตุการณ์จ.นราธิวาส ยืนยันเเนวทางรัฐ-กองทัพถูกทาง มท.3 สั่งคุมเข้มเมืองหลักชายแดนใต้ การันตีตรุษจีนไร้ปัญหา เอเเบคโพลล์เผยความสุขปชช.ลด"เหตุจ.ภาคใต้-การเมือง"ฉุดความสุข
�(23ม.ค.) เมื่อเวลา09.00น.นายอภิสิทธิ์� เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง11กรมประชาสัมพันธ์ว่า� เหตุการณ์ในจ.นราธิวาสเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา� ตนขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้สูญเสีย ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น รัฐบาลและกองทัพทราบว่า เงื่อนไขภูมิประเทศและสภาพพื้นที่การปรับวางกำลังนั้น จำเป็นต้องปรับปรุง แต่ภาพรวมนั้นรัฐบาลเดินหน้าตามแนวทางที่มั่นใจว่าจะแก้ปัญหาแบบยั่งยืนคือพัฒนาและอำนวยความยุติธรรม
�นายอภิสิทธิ์กล่าว่า ตนเพิ่งลงพื้นที่จ.ปัตตานีเพื่อไปร่วมงานรำลึกถึงครุวีรชน เพราะเหตุการณ์ความรุนแรงรอบหลายปีนั้นครูเสียชีวิต138 ราย และตนยังเดินทางไปอ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ที่เพิ่งยกเลิกการประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นอำเภอแรกใน5จังหวัดชายแดนภาคใต้�� รวมทั้งยังติดตามโครงการของรัฐบาลที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี2550คือโครงการที่เรียกว่าพนม� โดยเป็นการ พัฒนาคุณภาพชีวิตให้ประชาชน� คือการให้งบประมาณหมูบ้านละ2แสนบาทโดยให้ประชาสชนเลือกการใช้เงินไปพัฒนาพื้นที่�
�นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ความถี่ของเหตุการณ์มีแนวโน้มลดลงชัด� เพราะหลายพื้นที่ได้รับความร่วมมือจากประชาชน การดูแลพื้นที่จึงทำได้ดีขึ้น แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ยอมรับว่ายังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่5จังหวัดชายแดนภาคใต้� ฝ่ายตรงข้ามพยายามยั่วยุและทำให้เกิดเหตุรุนแรงเพื่อนำเรื่องนี้ไปเป็นเงื่อนไขในการประชุมโอไอซี� ช่วงเดือนมี.ค.� รัฐบาลและกองทัพหารือชัดว่าจะไม่ไขว่เขวและไม่ตกเป็นเหยื่อการยั่วยุ� ฉะนั้นการปรับการดูแลกองทัพและประชาชนก็จะดำเนินการ
�กฎหมายใหม่ที่ดูแลจังหวัดชายแดนภาคใต้(พ.ร.บ.ศอ.บต.)มีผลบังคับใช้24ม.ค. โดยเลขาธิการศอ.บต.จะใช้ระเบียบคือนำข้าราชการที่ประพฤติไม่ดีออกจากพื้นที่ได้ และวันที่24ม.ค.จะเรียกประชุมเพื่ออกระเบียบปฏิบัติอีก2ฉบับนายกฯกล่าว
มท.3 สั่งคุมเข้มเมืองหลักชายแดนใต้ การันตีตรุษจีนไร้ปัญหา
������ �นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมในช่วงเทศกาลตรุษจีน ภายหลังกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก่อเหตุตอบโต้ความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ ปัญหาความไม่สงบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ตนจะลงไปช่วยและสร้างความมั่นใจว่าเหตุร้ายจะไม่เกิดในเมืองหลัก การเฉลิมฉลองของพี่น้องชาวจีนจะไม่มีปัญหา บทบาทของ ศอ.บต. กอ.รมน. และข้าราชการทุกภาคส่วน จะร่วมกันทำงาน รัฐบาลสามารถดูแลได้ โดยจะพบว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ ในพื้นที่ชุมชน เช่น อ.หาดใหญ่ โกลก เบตง เมืองยะลา ปัตตานี นราธิวาส ไม่มีการก่อเหตุ แต่จะไปเกิดเหตุในอำเภอเล็กๆ เช่น อ.เทพา หรือพื้นที่เขตรอบนอก
������� �รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ตัวชี้วัดคือความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวเพื่อนบ้าน ซึ่งการเติบโตด้านการท่องเที่ยวในยะลา เพิ่มร้อยละ 28 จากฐานปี 52 โดยเฉพาะ อ.เบตง การเข้าใช้บริการห้องพักของโรงแรมต่างๆ เต็มหมด หรือที่ อ.หาดใหญ่ มีการใช้บริการกว่า 10,000 ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับจังหวัด ปัตตานี และนราธิวาส
� ������ นอกจากนี้ รายงานของฝ่ายตำรวจ ระบุว่า การก่อเหตุลดลงร้อยละ 13 จากฐานปี 53
มทภ.4ระบุมีการปล่อยข่าวหนอนบ่อนไส้หวังสร้างความแตกแยก
�เมื่อเวลา 09.45 น.ที่ห้องรับรองชั้น 2 อาคารกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภ. 4 สน.) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาค 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนถึงกรณีเหตุการณ์กลุ่มคนร้ายเข้าโจมตีฐานปฎิบัติการพระองค์ดำ ที่หมู่ 1 ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา ว่า สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวพบว่าการเข้าปฎิบัติการของฝ่ายตรงข้าม ได้มีการเตรียมการมาค่อนข้างดี เริ่มต้นด้วยการโจมตีทางด้านหน้าฐานปฎิบัติการ และทางข้างฐาน ด้วยอาวุธนานาชนิดพร้อมกับการตัดไฟภายในฐาน เมื่อกำลังพลสาระวนกับการป้องกันทางด้านหน้า จึงเกิดช่องว่างทางด้านหลังทำให้ผู้ก่อการ ที่อยู่ด้านหลังจึงเข้าจู่โจมเข้ามาในฐานปฎิบัติการ แล้วเกิดการต่อสู้ประมาณ 30 นาที คนร้ายจึงล่าถอยไป สามารถสร้างความสูญเสียให้ฝ่ายเราโดยมีสิ่งของเสียหาย และอาวุธสูญหายไปจำนวนหนึ่ง ซึ่งจะมีการติดตามและปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป
�พวกเราได้สูญเสียทหารกล้าไป 4 นาย และบาดเจ็บ 6 นาย ขณะนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากทางราชการ สำหรับการทำงานของตนหลังจากที่เข้ามารับตำแหน่งเป็นแม่ทัพภาค 4 ก็ดำเนินงานตามยุทธศาสตร์พระราชทาน จนทำให้ประชาชนที่จับปืนสู้กับเจ้าหน้าที่กลับใจเข้ามาร่วมสร้างสันติสุขกับทางราชการจำนวนมาก ส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามเสียมวลชนไปจำนวนมาก จึงทำให้ฝ่ายตรงข้ามจะต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อที่จะลดความเชื่อถือของรัฐต่อพี่น้องประชาชน การปฎิบัติการรุนแรงจึงเกิดขึ้นดังกล่าว แม่ทัพภาค 4 กล่าว
�พล.ท.อุดมชัย ยังกล่าวอีกว่า ตนเองขอชี้แจงให้ประชาชนทราบว่าทางเจ้าหน้าที่จะไม่หลงกลกับดักของฝ่ายตรงข้าม ที่ปฎิบัติการทางทหารครั้งนี้ เพื่อยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงกับพี่น้องประชาชน หวังให้หยุดนโยบายการสร้างความเจริญ สร้างความสันติสุข ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะปฎิบัติตามนโยบายต่อไป เพื่ออุดช่องว่าง ไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเช่นนี้อีก ส่วนความคืบหน้าในการติดตามกลุ่มคนร้ายล่าสุด ก็พอจะทราบแล้วว่ามีส่วนใดที่เข้าปฎิบัติการ อยู่ในระหว่างการติดตาม ซึ่งตนเองขอยืนยันว่าจะติดตามจนกว่าจะได้ตัวผู้ที่ก่อเหตุ รวมทั้งติดตามสิ่งของคืนกลับมา ซึ่งล่าสุดเมื่อวาน( 22 มค) เจ้าหน้าที่ก็สามารถควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยไว้ 1 คน และเป็นคนในพื้นที่เอาไว้ อยู่ในระหว่างการขยายผลต่อไป โดยกลุ่มที่มาปฎิบัติการในครั้งนี้เชื่อว่าเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันมาจากหลายพื้นที่ ซึ่งมีความกังวลกันว่าขณะนี้มีกลุ่มกำลังจำนวนมากนั้น แต่จริงๆแล้วเป็นการรวมกำลังจากสถานที่ต่างๆ ให้มาร่วมปฎิบัติการ ตนเองมีความมั่นใจว่ากลุ่มคนร้ายไม่ได้มีกองกำลังมากมายขนาดนั้น เกิดจากการรวมตัวกันจากหลายๆพื้นที่ในการปฎิบัติการ และอาศัยช่องว่างในการปฎิบัติการจู่โจม สำหรับอาวุธปืนในขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ เนื่องจากว่าในจุดเกิดเหตุที่มีเพลิงไหม้นั้น ก็มีอาวุธอยู่จำนวนหนึ่ง ที่ถูกเพลิงไหม้ไปด้วย ทางนิติวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมด แต่ก็ยอมรับว่ามีอาวุธส่วนหนึ่งที่ถูกคนร้ายนำไปด้วยจริง แต่ยังไม่สามารถระบุจำนวนได้
�สำหรับมาตรการในการดูแลพื้นที่โดยเฉพาะฐานปฎิบัติการต่างๆนั้น หลังเกิดเหตุตนเองก็ได้ประชุมหัวหน้าหน่วยเฉพาะกิจทุกหน่วย และได้สั่งการในการป้องกัน ปิดช่องว่าง ซึ่งปัจจุบันทุกหน่วยก็มีความพร้อมแล้ว ส่วนพื้นที่เฝ้าระวังที่จะต้องดูแลเป็นพิเศษคือพื้นที่รอบๆเทือกเขาบูโด ที่กองกำลังฝ่ายตรงข้ามสามารถลัดเลาะผ่านเข้ามาได้ ส่วนกรณีมีข่าวว่าอาจจะมีหนอนบ่อนไส้นั้น ตนเองของเรียนให้ทราบว่า ในกรณีปล้นปืนที่ค่ายปิเหล็ง เมื่อปี 47 นั้น ก็มีการปล่อยข่าวในลักษณะนี้ออกมาว่ามีหนอนบ่อนไส้ ทำให้เกิดความแตกแยกระหว่างคนไทยพุทธไทยมุสลิม และฝ่ายเจ้าหน้าที่ และในครั้งนี้ก็เป็นยุทธวิธีเดียวกันกับครั้งก่อน ที่ต้องการสร้างความแตกแยก แต่ฝ่ายเจ้าหน้าที่มั่นใจว่ายุทธวิธีของคนร้ายในครั้งนี้ เพื่อต้องการให้เกิดความแตกแยกกันในกลุ่มเจ้าหน้าที่ ซึ่งฝ่ายเราไม่หลงกลแต่อย่างใด แม่ทัพภาค 4 กล่าว
�ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นเวลา 10.00 น. ได้มีกลุ่มพลังมวลชน ประมาณ 200 คน ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือยะลา ปัตตานี นราธิวาส เข้าพบแม่ทัพภาคที่ 4 เพื่อให้กำลังใจในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย กลุ่มเสื้อเขียว กลุ่มทำดีมีอาชีพ กลุ่มสภาสันติสุขตำบล สมาคมนักเรียนเก่าต่าวประเทศ สมาคมปัญญาชนมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ สมาคมอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง(กลุ่ม PNYS ) กลุ่มญาลันนันบารู สมาชิกเครือข่ายเสวนาสัญจร ตัวแทนสมาชิกสภา อบจงยะลา กลุ่มนักเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม
"ภาคใต้-การเมือง"ฉุดความสุขไทยลด
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความสุขชุมชน มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง"แนวโน้มความสุขของประชาชนในสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันของประเทศ"กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนระดับครัวเรือนใน 17 จังหวัดของประเทศได้แก่ กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ขอนแก่น ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำภู ระนอง พัทลุง และสุราษฎร์ธานี จำนวนทั้งสิ้น 2,218 ครัวเรือน ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 15 - 22 ม.ค. ที่ผ่านมา พบว่า สถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัจจัยสำคัญฉุดความสุขมวลรวมของประชาชนตกต่ำลงจาก 8.37 คะแนนในเดือนธ.ค.2553ที่ผ่านมา อยู่ที่ 5.28 คะแนนในการสำรวจครั้งล่าสุด โดยเมื่อประชาชนนึกถึงสถานการณ์ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ประชาชนมีความสุขเพียง 1.04 คะแนนเท่านั้นจากคะแนนเต็ม 10 คะแนน
นอกจากนี้ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือ บรรยากาศทางการเมืองโดยรวม เช่น ความขัดแย้งของฝ่ายการเมืองเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีแนวโน้มจะใช้ความรุนแรง ส่งผลให้คนไทยมีความสุขเพียง 4.96 คะแนน โดยปัจจัยทั้งสองประการนี้เป็นสิ่งสำคัญต้องแก้ไขโดยเร่งด่วน
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยความสุขของประชาชนครั้งนี้ยังพบปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนมีความสุขอยู่ ได้แก่ ความจงรักภักดีของประชาชนมีความสุขอยู่ที่ 9.13 บรรยากาศภายในครอบครัวของประชาชนมีความสุขอยู่ที่ 7.48 สุขภาพใจอยู่ที่ 7.45 สุขภาพทางกายอยู่ที่ 7.39 วัฒนธรรมประเพณีไทยอยู่ที่ 7.14 และหน้าที่การงาน อาชีพของประชาชนมีระดับความสุขอยู่ที่ 7.06 คะแนน ตามลำดับ
สำหรับกลุ่มปัจจัยที่จำเป็นต้องแก้ไขอย่างต่อเนื่องเพื่อทำให้คนไทยมีความสุขเพิ่มขึ้นได้แก่ สภาวะเศรษฐกิจครัวเรือนของประชาชนที่มีความสุขอยู่ที่ 5.25 ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติ อยู่ที่ 5.63 ความเป็นธรรมทางสังคมอยู่ที่ 6.06 และบริการทางการแพทย์ที่ได้รับ อยู่ที่ 6.30 เช่นเดียวกับเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ ที่คนไทยมีความสุขอยู่ที่ 6.32 และบรรยากาศความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่พักอาศัยของคนไทยมีความสุขอยู่ที่ 6.64
ผอ.ศูนย์วิจัยความสุขชุมชน กล่าวว่า คนไทยกำลังทุกข์เสียใจกับปัญหาชายแดนใต้และไม่เป็นสุขเรื่องการเมือง ปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาสำคัญที่หลายหน่วยงานกำลังพยายามเร่งแก้ไขอยู่อย่างต่อเนื่อง จากการวิจัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 เป็นต้นมา พบสาเหตุสำคัญสามมิติ คือ ความขัดแย้งในพื้นที่ การมุ่งทำลายอำนาจรัฐ และการ��������� ฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ และระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐด้วยกันเอง ข้อเสนอแนะ คือ การก่อตั้งสถาบันผลิตบุคลากรป้องกันและแก้ไขปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เรียนรู้ด้านประวัติศาสตร์ ภาษา วัฒนธรรม ความมั่นคง ระบบเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับหลักศาสนา และสร้างเครือข่ายกับมูลนิธิต่างๆ องค์กรภาคเอกชนเกาะติดการใช้จ่ายงบประมาณและเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
�จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 52.1� เป็นหญิง ร้อยละ 47.9� เป็นชาย ตัวอย่างร้อยละ 4.1� อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.2 อายุ 20 - 29 ปี ร้อยละ 22.9� อายุ 30 - 39 ปี ร้อยละ 22.0 อายุ 40 - 49 ปี และร้อยละ 30.8 อายุ 50 ขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 63.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 32.3 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 4.5 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 30.2 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 27.1 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 16.1 ระบุเป็นพนักงานเอกชน ร้อยละ 11.0 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 6.6� เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 5.9 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ในขณะที่ร้อยละ 3.1 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ�
�
�



