ข่าว

การปฏิวัติครั้งที่สองของสื่อจีน(2)

การปฏิวัติครั้งที่สองของสื่อจีน(2)

23 ม.ค. 2554

หลังจากคณะผู้แทนสื่อมวลชนไทยได้ไปเยี่ยมชมหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับในมณฑลชานตุงแล้ว พวกเราได้นั่งเรือสินค้าลำใหญ่ลำสุดท้ายที่แล่นออกจากท่าที่เมืองเอียนไถ มณฑลชานตุงในฤดูกาลนี้ฝ่าทะเลเหลืองมุ่งหน้าไปยังเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ท่ามกลางอากาศอันเย็นเฉียบจนเรื

ที่ต้าเหลียน พวกเราได้ไปเยี่ยมชม สถานีวิทยุ-โทรทัศน์ต้าเหลียน ซึ่งเพิ่งควบรวมกิจการครบ 4 เดือนในวันที่ไปเยือนพอดี บรรณาธิการสถานีโทรทัศน์ต้าเหลียนเล่าว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะรวมสื่อต่างๆ ให้เป็นองค์กรเดียวกัน เพื่อไม่ให้ทุนกระจัดกระจาย หนำซ้ำ การรวมตัวกันจะทำให้สื่อขยายตัวใหญ่ขึ้น มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

 นับตั้งแต่สถานีโทรทัศน์จีนได้ก่อตั้งมานานกว่า 50 ปี ก็ได้แบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ ระดับชาติ มีซีซีทีวีเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ควบคุมโดยสำนักนายกรัฐมนตรี ระดับมณฑล มีกว่า 30 แห่ง ควบคุมโดยเลขาธิการพรรคประจำมณฑล และ ระดับเมือง มีกว่า 600 แห่ง รวมถึงโทรทัศน์ต้าเหลียน ควบคุมโดยเทศบาลเมือง

 ในช่วงแรก สถานีโทรทัศน์แต่ละแห่งจะรับผิดชอบกันเอง ไม่มีการทำสื่อข้ามถิ่น ข้ามเมือง ข้ามมณฑล แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจโทรทัศน์เริ่มแผ่กิ่งก้านขยายข้ามถิ่น ข้ามเขต และข้ามมณฑลกันแล้ว

 สำหรับโทรทัศน์ต้าเหลียนซึ่งก่อตั้งมานาน 40 ปีเต็ม ถ้าเทียบกับโทรทัศน์อื่นๆ ถือว่ามีประวัติศาสตร์ค่อนข้างเก่าแก่ ยาวนานกว่าโทรทัศน์อื่น ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่กว่า 700 คน มีรายการโทรทัศน์ 6 ช่องออกอากาศ 20 ชั่วโมงในแต่ละวัน เหมือนกับสถานีโทรทัศน์ทั่วประเทศซึ่งจะไม่ออกอากาศ 24 ชั่วโมง ยกเว้นสถานีข่าวในแต่ละมณฑลที่มีแค่ 1 แห่งที่ออกอากาศ 24 ชั่วโมง ทั้ง 6 ช่องของโทรทัศน์ต้าเหลียนแบ่งเป็นช่อง 1 เป็นข่าวสารทุกประเภท ช่อง 2 เป็นเรื่องชีวิตประจำวัน ช่อง 3 เป็นกฎหมาย ช่อง 4 บันเทิงและกีฬา  ช่อง 5 ภาพยนตร์และละคร ช่อง 6 เป็นรายการเด็ก

 แต่ละช่องของสถานีโทรทัศน์ต้าเหลียนซึ่งกำหนดเปิด-ปิดไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้ชมเป็นสำคัญ จะผลิตรายการเองแค่วันละ 12 ชั่วโมง อีก 8 ชั่วโมงที่เหลือเป็นรายการดนตรี ละคร ภาพยนตร์ หรือข่าวจากสำนักข่าวซินหัวและสำนักข่าวจีน โดยซื้อเวลาวันละประมาณครึ่งชั่วโมง 

 ขณะนี้เทคนิคการผลิตได้ก้าวหน้าไปมาก ใช้ดิจิทัลทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลมีนโยบายจะให้มีสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมแค่มณฑลละ 1 สถานี สถานีโทรทัศน์ระดับเมืองจึงไม่มีสิทธิทำโทรทัศน์ดาวเทียม โทรทัศน์ต้าเหลียนต้องอาศัยเคเบิลทีวี ซึ่งรับได้ 56 สถานีทั่วประเทศ จ่ายค่าสมาชิก 24 หยวนต่อเดือน ขณะนี้มีสมาชิกราว 1.2 ล้านครอบครัว

 โทรทัศน์ต้าเหลียนก็เหมือนกับสื่อหนังสือพิมพ์ทั้งหลายที่พวกเราได้ไปเยี่ยมชมมาก่อนหน้า นั่นก็คือจะต้องเลี้ยงตัวเองให้ได้ กิจการของโทรทัศน์ต้าเหลียนจึงไม่ได้มีแค่วิทยุโทรทัศน์เท่านั้น หากยังมีบริษัทลูกอีก 8 แห่ง มีพนักงานราว 2,000 คน เช่น บริษัทโฆษณา บริษัทหาสมาชิกเคเบิล โรงแรม  ศูนย์อบรม ท่องเที่ยว ฯลฯ

 รายได้โทรทัศน์ 90 เปอร์เซ็นต์มาจากโฆษณา เมื่อปีที่แล้ว มีรายได้ 400 ล้านหยวน เป็นรายได้ของโทรทัศน์ 300 ล้านหยวน อีก 100 ล้านหยวนเป็นรายได้ของวิทยุ ซึ่งมีอยู่ 7 คลื่น แต่คลื่นที่ชาวบ้านชอบฟังมากที่สุดก็คือคลื่นจราจร

 นอกจากการควบรวมกิจการกับวิทยุแล้ว โทรทัศน์ต้าเหลียนยังมี runsky.com เว็บไซต์ของวิทยุและโทรทัศน์ต้าเหลียน มาจากการร่วมกันของหลายฝ่าย มี 3 ภาษา ทั้งจีน ญี่ปุ่นและอังกฤษ เข้มแข็งด้วยตัวเอง ปีที่แล้วมีรายได้ 10 ล้านหยวน และนับวันแนวโน้มมีแต่จะดีขึ้น สืบเนื่องจากไม่มีปัญหาเว็บลามก  เพราะคุมเข้มด้านเนื้อหาไม่ให้เว็บลามกหลุดเข้ามาได้ ทำให้ประชาชนเชื่อถือในเว็บนี้มาก มีคนเปิดดูเว็บนี้ราว 1 ล้านคน มากเป็นที่ 1 ของประเทศ 2 ปีติดต่อกันในประเภทดูนานและเข้ามาดูซ้ำ

 จากต้าเหลียน คณะของเราได้บินไปที่ปักกิ่ง ได้เยี่ยมชม หนังสือพิมพ์สรรพากร ในเครือของหนังสือพิมพ์พีเพิล เดลีที่แพร่หลายมาก เพราะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่จะเปลี่ยนความเชื่อของประชาชนใหม่จากที่เคยถูกล้างสมองในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรมว่าการจัดเก็บภาษีเป็นเครื่องมือกดขี่ของนายทุน ดังนั้นจีนในยุคนั้นจึงไม่มีการเก็บภาษีมาก่อน ขณะที่ปัจจุบันรัฐต้องพึ่งพาการเก็บภาษีจำนวนมากและสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้นถึง 30 เปอร์เซ็นต์ จนรัฐต้องบ่นว่าการเก็บภาษีโตเร็วกว่าเศรษฐกิจเสียอีก

 สื่อสุดท้ายที่เราไปเยี่ยมก็คือสถานีวิทยุ CRI-China Radio International หรือวิทยุปักกิ่งเดิม ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2484 เป็นวิทยุกระจายเสียงระหว่างประเทศ ออกอากาศ 68 ภาษาด้วยกัน ภาษาแรกก็คือภาษาญี่ปุ่นเนื่องจากยุคสมัยนั้นมีการต่อต้านญี่ปุ่นมาก ในเอเชียอาคเนย์ มี 8 ภาษา มีไทย มลายู อินโดนีเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

 นโยบายหลักของซีอาร์ไอก็คือ รายงานโลกสู่จีน, จีนสู่โลก และโลกสู่โลก ทุกวันรายงานกว่า 1,600 ชั่วโมง และมีแผนเพิ่มกำลังออกอากาศสู่ต่างประเทศมากขึ้น ตรงข้ามกับบีบีซีและวีโอเอที่มีแต่ตัดงบภาคภาษาต่างประเทศ เนื่องจากซีอาร์ไอไม่ใช่วิสาหกิจ ไม่เน้นเรื่องการทำกำไร อยากเน้นเรื่องมิตรภาพจีน-ประเทศต่างๆ มากกว่า ขณะนี้มีสถานีรับส่งสัญญาณทั่วโลกทั้งหมดกว่า 3,000 แห่ง มีพนักงานเกือบ 2,000 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาต่างประเทศถึง 1,700 คน 

 ซีอาร์ไอเป็นสื่อเดียวในจีนที่มีงบประมาณจากรัฐบาลกลางเต็มที่ ส่วนใหญ่ใช้ในการลงทุนในต่างประเทศ ตรงข้ามกับซีซีทีวีที่ต้องเลี้ยงตัวเอง เพราะงบประมาณจากรัฐบาลกลางมีน้อยมาก

 จุดเด่นของซีอาร์ไอมีหลายประการด้วยกัน 1.ถ้านับเวลาออกอากาศแล้ว ถือได้ว่าซีอาร์ไอเป็นสถานีวิทยุระหว่างประเทศใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2549 ซีอาร์ไอได้เปิดสถานีวิทยุในต่างประเทศแห่งแรกที่เคนยา ขณะนี้มีรายการเอฟเอ็ม เอเอ็ม ในต่างประเทศรวมแล้วกว่า 50 แห่ง รวมถึงวิทยุซีอาร์ไอประจำลาวซึ่งขึ้นเมื่อปี 2549 ถัดจากนั้นอีก 2 ปีก็มีวิทยุซีอาร์ไอประจำกัมพูชา แต่ที่ไทยยังไม่มีเนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องคลื่นความถี่ที่ซีอาร์ไอยังไม่มีคลื่นของตัวเองเหมือนในหลายประเทศ 

 2.ซีอาร์ไอยังคงออกอากาศในประเทศ เช่น News radio และการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งรับสัญญาณได้ตามเมืองใหญ่ๆ เช่น ปักกิ่ง กวางโจว เซี่ยงไฮ้

 3.ซีอาร์ไอมีเว็บไซต์และวิทยุออนไลน์ มีโทรทัศน์รายการช็อปปิ้ง มีหนังสือพิมพ์ของตัวเอง

 และเมื่อปลายเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซีอาร์ไอได้เปิดตัว China International Broadcast net work ถือเป็นสื่อใหม่อีกสื่อหนึ่งของซีอาร์ไอ

สำหรับข่าวที่จะรายงานนั้นมาจากสถานีข่าวประจำต่างประเทศกว่า 30 แห่ง และจากสถานีผู้สื่อข่าวในประเทศกว่า 30 แห่ง

 ลู่ หย่า เชียง หัวหน้าภาคภาษาไทยเล่าว่าในส่วนของภาคภาษาไทยนั้น มีเจ้าหน้าที่ 27 คน เป็นคนจีน 23 คน อีก 4 คนเป็นคนไทยมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญภาษา ส่วนใหญ่เน้นการเรียบเรียงงานที่แปลเป็นไทยแล้ว

 รายการที่ออกอากาศในขณะนี้มี 2 ส่วนคือ 1.คลื่นสั้น วันละ 1 ชั่วโมง ออกซ้ำ 1 ครั้งเท่ากับ 2 ชั่วโมง 2.ร่วมผลิตกับวิทยุจุฬาฯ วันจันทร์-ศุกร์ 25 นาทีต่อวัน ออกอากาศที่วิทยุจุฬาฯ และพื้นที่มีการกระจายเสียง 4 แห่ง ที่หาดใหญ่ ม.เชียงใหม่ ม.นเรศวรและ ม.มหาสารคาม สรุปก็คือส่งเอฟเอ็ม 5 แห่งด้วยกัน

 ตั้งแต่มีนาคม 2546 ได้พัฒนาเว็บไซต์ภาคภาษาไทย th.chinabroadcast.cri มีเนื้อหาข้อมูลข่าวสารค่อนข้างครบถ้วนทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม กีฬาและการศึกษา นอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว ซีอาร์ไอได้เริ่มทำวิดีโอออนดีมานด์ หรือวิดีโอตามสั่งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ และมีแผนจะเน้นเรื่องวิดีโอตามสั่งมากขึ้น

 ในช่วงหลังๆ นี้ จีนได้ร่วมจัดรายการกับวิทยุและสื่อไทยมากขึ้นเพื่อเชื่อมมิตรภาพไทย-จีน โดยขณะนี้ได้ร่วมมือกับ สวส.สถานีวิทยุเพื่อการศึกษาของกรมประชาสัมพันธ์ ผลิตรายการที่จีนไปออกอากาศที่ สวส.

 ไม่นับรวมการจัดกิจกรรมส่งเสริมความร่วมมืออีกหลายกิจกรรม เช่น เชิญนักข่าวไทยไปสัมภาษณ์ที่แดนมังกร การจัดประกวดชิงรางวัลซึ่งทำอย่างต่อเนื่อง เช่น การประกวดบทความ "มองจีนผ่านซีอาร์ไอ" หรือที่ได้รับความนิยมมากก็คือรายการสอนภาษาจีน รายการแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว วัฒนธรรม เป็นต้น