
ตร.ค้านประกันมือยิงกัปตันการบินไทย
คุมตัว "อ๊อฟ" มือยิงกัปตันการบินไทยทำแผน คอตกตำรวจค้านประกัน อ้างก่อคดีฉกรรจ์ แถมเคยหนีประกัน เผยตรวจสอบประวัติมือยิงไม่พัวพันแก๊งค้ายาเสพติด ขณะที่ ตร.ระดมนักประดาน้ำงมปืนในแม่น้ำบางปะกง แต่ยังไม่พบ
ความคืบหน้าหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกำลังบุกจับกุมนายพริสร หรือนายณัฐพงษ์ ห้วยหงษ์ทอง (อ๊อฟ) อายุ 26 ปี ผู้ต้องหาที่ก่อเหตุขับรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ป้ายแดง ไล่ยิง ร.ท.พูลวิทย์ เรืองเดช อายุ 53 ปี กัปตันสายการบินไทย ขณะขับรถเก๋งบีเอ็มดับเบิลยู 525 สีเทา ทะเบียน 7ศ 4235 กรุงเทพมหานคร บนถนนมอเตอร์เวย์ได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากไม่พอใจที่ส่องไฟสูงใส่กัน ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหารายนี้ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ พร้อมยื่นคัดค้านการประกัน เนื่องจากต้องนำตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม อีกทั้งผู้ต้องหายังมีคดีค้างเก่าที่เคยหนีประกันมาแล้วด้วย
ต่อมาเวลา 06.30 น. วันที่ 22 มกราคม พ.ต.อ.เทียนชัย คามะปะโส ผกก.สน.ประเวศ พ.ต.ท.นิพนธ์ ทองแสงบุญมา รอง ผกก.สส.สน.ประเวศ พร้อมด้วย พ.ต.ท.เหรียญชัย เหล่าที พนักงานสอบสวน และกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณ 20 นาย นำนายพริสร หรืออ๊อฟ ซึ่งอยู่ในชุดเสื้อยืดสีดำ สวมเสื้อแจ็กแก็ตสีดำทับอีกชั้นหนึ่ง กางเกงสีดำ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพบริเวณช่วงต้นถนนมอเตอร์เวย์ โดยจุดแรกเป็นจุดที่ผู้ต้องหาเปิดไฟซีนอนใส่รถของ ร.ท.พูลวิทย์ ทำให้ไม่พอใจ เกิดการขับรถปาดหน้ากัน จากนั้นได้เดินทางไปยังจุดที่ 2 ห่างจากจุดแรกประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นจุดที่รถของผู้ต้องหาขับอยู่เลนขวา ส่วนรถของ ร.ท.พูลวิทย์ อยู่บริเวณช่องกลางของถนน จากนั้นผู้ต้องหาได้ใช้เลเซอร์ส่องไปยังรถของ ร.ท.พูลวิทย์ ต่อมาอีกประมาณ 100 เมตร เป็นจุดที่ 3 เป็นจุดที่รถของ ร.ท.พูลวิทย์ ขับปาดเข้ามายังช่องขวาสุด จากนั้นได้ใช้ไฟฉายส่องกลับไปยังรถของผู้ต้องหา
ส่วนจุดที่ 4 หลักกิโลเมตรที่ 4 ถนนมอเตอร์เวย์ เป็นจุดที่ผู้ต้องหาชะลอความเร็วใช้ปืนยิงใส่รถของ ร.ท.พูลวิทย์ประมาณ 2 นัด ซึ่งเป็นจุดที่ห่างจากจุดที่ 3 เกือบ 500 เมตร จากนั้นผู้ต้องหาได้ขับรถไล่ยิงไปจนถึงจุดที่ 5 ในถนนเส้นทางเดียวกัน ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 10 ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ผู้ต้องหายิงประมาณ 2-3 นัด กระสุนถูก ร.ท.พูลวิทย์ที่บริเวณหัวไหล่ จุดที่ 6 เป็นจุดที่ ร.ท.พูลวิทย์ พยายามขับรถหนีไปจนถึงบริเวณทางต่างระดับเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนที่รถของ ร.ท.พูลวิทย์ จะชะลอเพื่อดูท่าทีรถของผู้ต้องหา ซึ่งปรากฏว่ารถของผู้ต้องหาขับหลบหนีมุ่งหน้าไปทาง จ.ชลบุรี ทำให้รถของ ร.ท.พูลวิทย์ขับขึ้นทางต่างระดับเพื่อเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ
จากนั้นจุดที่ 7 เป็นทางเลี่ยงไปถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง เป็นจุดที่ผู้ต้องหาได้ขับหลบหนีไปทางเส้นดังกล่าว กระทั่งเมื่อรถวิ่งมาถึงบริเวณจุดที่ 8 ต.บางพระ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ที่โรงแรมบางพระ รีสอร์ท ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ต้องหาหลบหนีมาเปิดห้องอาร์ 14 พร้อมด้วยภรรยาและลูก เพื่อกบดานการติดตามของเจ้าหน้าที่ โดยพักที่ห้องดังกล่าว 2 คืน และจุดสุดท้าย คือจุดที่ 9 ถัดจากโรงแรมประมาณ 200 เมตร บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำบางปะกง ผู้ต้องหาได้เดินทางออกจากโรงแรมดังกล่าว จากนั้นได้กลับรถย้อนมาที่สะพานเลี่ยงเมืองข้ามแม่น้ำบางประกง บริเวณช่วงกลางสะพาน ก่อนที่จะชะลอรถแล้วโยนปืนกล็อกที่ใช้ยิงรถ ร.ท.พูลวิทย์ทิ้งกลางแม่น้ำ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงประสานไปยังตำรวจน้ำ เพื่อให้นักประดาน้ำงมหาปืนของกลางดังกล่าว ซึ่งขณะนี้ชุดประดาน้ำยังค้นปืนกระบอกดังกล่าวไม่พบแต่อย่างใด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การทำแผนประกอบคำรับสารภาพครั้งนี้ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง โดยตลอดระยะทางในการทำแผน ผู้ต้องหามีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบคอยประกบข้างตลอดเวลา จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้นำตัวผู้ต้องหาไปฝากขังที่ศาลจังหวัดพระโขนง โดยพนักงานสอบสวนได้ยื่นคัดค้านการประกันตัว พร้อมให้เหตุผลว่า ผู้ต้องหากระทำการโดยอุกฉกรรจ์ และผู้ต้องหาเคยมีประวัติหลบหนีประกันในชั้นศาล เกรงว่าถ้าให้ประกันตัวแล้วจะหลบหนี
นายพริสร กล่าวว่า ไม่คิดว่าสิ่งที่กระทำลงไปจะเป็นเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้ หลังจากที่ก่อเหตุแล้วได้หลบหนีไป กระทั่งมาทราบข่าวอีกครั้งว่าเป็นข่าวใหญ่โต
จึงมาเปิดห้องพักที่โรงแรม ส่วนสาเหตุที่ต้องนำปืนของกลางไปโยนทิ้งน้ำ เพระกลัวความผิด กลัวจะถูกตำรวจวิสามัญฯ เพราะเห็นข่าวระบุว่าตำรวจได้จัดกำลังไล่ล่า
วันเดียวกัน พ.ต.อ.อาณัติ เกล็ดมณี รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 (รอง ผบก.น.4) นำตัวผู้ต้องหาไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ก่อนจะถูกควบคุมตัวไปฝากขังและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาถูกออกหมายจับหลายคดี ไม่ว่าจะเป็นครอบครองยาเสพติดที่มีนบุรี รวมทั้งพกพาอาวุธปืนและพยายามฆ่าอีกหลายท้องที่
พ.ต.อ.อาณัติ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนสอบสวนในเบื้องต้นไม่พบว่าผู้ต้องหาพัวพันกับแก๊งค้ายาเสพติดแต่อย่างใด ส่วนคดีต่างๆ ที่ผู้ต้องหาก่อขึ้นในหลายท้องที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ประเวศ และ บก.น.4 ในฐานะเจ้าของคดีล่าสุด ซึ่งได้ทำการควบคุมตัวฝากขังที่ศาลแล้ว ก็จะดำเนินการประสานไปยังท้องที่ต้นเรื่องที่ผู้ต้องหาก่อคดีต่างๆ มาดำเนินการเบิกตัวไปสอบสวนดำเนินคดีความต่อ



