
เอกซเรย์เขาบูโด"ง่ายต่อการหลบซ่อน ยากต่อการเข้าถึง"
ด้วยสภาพภูมิศาสตร์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภูเขาสูงและรกทึบ ที่สำคัญบริเวณเชิงเขาส่วนใหญ่จะมีชุมชนหมู่บ้านอยู่รายล้อม โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดีและเทือกเขาตะเว ที่กลายเป็นพื้นที่ซึ่งขบวนการก่อเหตุความไม่สงบเลือกใช้เป็นแหล่งกบดานซ่องสุมกอ
โดยเฉพาะ อุทยานแห่งชาติบูโด หรือเขาบูโด มีเนื้อที่ประมาณ 213,125 ไร่ หรือ 341 ตารางกิโลเมตร สภาพภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงสลับซับซ้อน เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ที่สำคัญเป็นภูเขาขนาดใหญ่ที่มีอาณาเขตครอบคลุมครบทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไล่เรียงตั้งแต่ อ.รามัน จ.ยะลา อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี และจ.นราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญที่สุด เนื่องจากบริเวณเชิงเขาซึ่งเป็นพื้นที่ราบมีชุมชน หมู่บ้านล้อมรอบมากถึง 6 อำเภอ ได้แก่ บาเจาะ รือเสาะ ยี่งอ เจาะไอร้อง ระแงะ และสุคิริน เมื่อย้อนกลับไปในอดีตพื้นที่เหล่านี้ล้วนเป็นที่ตั้งของผู้ก่อการร้ายทั้งสิ้น อาทิ ขบวนการพูโล
เฉกเช่นเดียวกับ "เขาตะเว" ซึ่งเป็นภูเขาอีกลูกที่เป็นแหล่งกบดานหลักของกลุ่มแนวร่วม โดยเขาตะเวมีพื้นที่ครอบคลุม 4 อำเภอ ได้แก่ เจาะไอร้อง สุไหงปาดี จะแนะ และสุคิริน ด้วยความสลับซับซ้อนของภูมิประเทศนี่เอง ทำให้กลายเป็นเขตพื้นที่คาบเกี่ยวกับเขตอำนาจการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ไปด้วย
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า ด้วยจุดเด่นด้านทำเลที่ตั้งของเทือกเขาสำคัญทั้ง 2 แห่งนี้ประกอบกับสภาพป่าดงดิบที่สมบูรณ์ซึ่งขึ้นปกคลุมเทือกเขาทั้งหมด ทำให้เป็นยุทธศาสตร์ในการเป็นที่กบดานของกลุ่มแนวร่วม โดยเฉพาะผู้ที่ชำนาญพื้นที่และเส้นทางซึ่งไม่ยากนักหากจะเข้าไปปักหลักใช้ในการซ่อมสุมกำลัง ทำให้ที่ผ่านมาบ่อยครั้งที่แนวร่วมซึ่งมักจะลงมาจากเขาเพื่อก่อเหตุ จากนั้นจะถอยขึ้นเขาเพื่อกบดานก่อนที่จะกลับลงเขาไปยังอีกพื้นที่หนึ่งเพื่อเบนความสนใจ
ด้วยทำเลที่ตั้งของเขาบูโดและเขาตะเว ทำให้การปฏิบัติการดังกล่าวจัดอยู่ในขั้นที่ว่า "ง่ายต่อการหลบซ่อน ยากต่อการเข้าถึง" ซึ่งกลายเป็นจุดที่คนร้ายเลือกเอามาเป็น "เครื่องมือ" ในการกบดานเพื่อรอจังหวะลงมือและอำพรางตัวในการหลบหลีกสายตาเจ้าหน้าที่ในการติดตามจับกุมหลังลงก่อเหตุเมื่อกลุ่มก่อความไม่สงบ อาศัยความสมบูรณ์ทางธรรมชาติของเทือกเขาบูโด บวกกับความชำนาญพื้นที่เป็นแหล่งบ่มเพาะแนวร่วม และอำพรางตัว ก่อนฉวยโอกาสก่อเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ผ่านมาพบหลักฐานชี้ชัดเป็นแหล่งฝึก กบดาน พักพิง วางแผนก่อนลงมือสร้างสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้แล้ว จึงไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะติดตามกวาดล้างเครือข่ายก่อความรุนแรงให้สิ้นซาก
สำหรับกลุ่มเครือข่ายผู้ก่อเหตุความไม่สงบกลุ่มหลักที่ยึดทำเลพื้นที่เขาบูโดเป็นพื้นที่เคลื่อนไหว คือ กลุ่มของนายแวอาลีคอปเตอร์ วาจิ หรือเจ๊ะอาลี แกนนำผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุระเบิดขบวนการมูจาฮีดีนอิสลามปัตตานี และเป็นแกนนำคนสำคัญที่ถูกตั้งรางวัลนำจับ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นบุคคลที่มีส่วนร่วมในการวางแผน ปฏิบัติการนำกำลังเข้าปล้นค่ายทหารพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 และปฏิบัติการครั้งล่าสุดในการโจมตีฐานทหารกองร้อยทหารราบที่ 15121 อ.ระแงะ จ.นราธิวาสวันที่ 19 มกราคม
นอกจากนี้ ยังมีเครือข่ายของ นายมะแซ อุเซ็ง นายสาฮูดิง เจ๊ะมะ ซึ่งเป็นแกนนำหลักที่เคลื่อนไหวในส่วนของพื้นที่ จ.ยะลา โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกจับตามอง คือ กลุ่มกองกำลังคอมมานโดติดอาวุธไร้สังกัดที่มักจะลักลอบนัดแนะเเนวร่วม และเครือข่ายเพื่อซุ่มฝึกสมรรถภาพ และฝึกอาวุธในการเตรียมก่อเหตุ โดยกลุ่มนี้มักจะมารวมตัวกันเฉพาะกิจเพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญก่อนสลายตัว
แหล่งข่าวระดับสูงในพื้นที่ จ.นราธิวาส เปิดเผยว่า ปฏิบัติการของคนร้ายที่โจมตีฐานปฏิบัติการทหารร้อย.ร.15121 ฉก.นราธิวาส 38 ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 4 นาย ก่อนกองกำลังแนวร่วมจะแบ่งสายกันหลบหนีไปตามเทือกเขาบูโด ซึ่งเป็นภูเขาที่อยู่ใกล้พื้นที่เกิดเหตุและเหมาะที่จะเป็นแหล่งกบดานอย่างดี
"พื้นที่เหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นพื้นที่เคลื่อนไหวของผู้ก่อความไม่สงบมาตลอด ฉะนั้นการตรวจสอบจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงจำเป็นต้องมีการวางแผนเพื่อดำเนินการอย่างรัดกุมที่สุด เพื่อตีกรอบไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถซุมโจมตี หรือเล็ดลอดหลบหนีไปได้" แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบและค้นพื้นที่เป้าหมายบริเวณเทือกเขาบูโดและเทือกเขาอื่นๆ ที่อยู่ในรัศมีใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทือกเขาตะเว จนสามารถนำไปสู่การทลายที่ซ่อนสถานที่ฝึก และยึดหลักฐานซึ่งเป็นอุปกรณ์ยังชีพ เช่น เปลสนาม อาหารแห้ง อาวุธบางชนิด รวมถึงเวชภัณฑ์สำคัญ
ข้อมูลหนึ่งที่ตอกย้ำให้เห็นว่าคนร้ายมักเลือกใช้บริเวณเทือกเขาในพื้นที่ จ.นราธิวาส เป็นแหล่งฟูมฟักก่อนก่อความรุนแรง คือการย้อนกลับไปในวันที่ 9 กรกฎาคม 2549 เจ้าหน้าที่ได้สนธิกำลังนับร้อยนาย เข้าตรวจค้นในพื้นที่หมู่ 5 ต.สามัคคี อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส หลังจากสืบทราบว่าเป็นแหล่งซุกซ่อนของกลุ่มแนวร่วม และพบสถานที่ดังกล่าวเป็นสวนมะพร้าวและผลไม้ ท้ายหมู่บ้านสามัคคี ซึ่งอยู่ใกล้กับเชิงเขาบูโด เขตรอยต่อ อ.รือเสาะ และอ.บาเจาะ
โดยมีกลุ่มเยาวชนอายุประมาณ 16-20 ปี กำลังเรียงแถวฝึกการใช้อาวุธปืนด้วยความตั้งใจประมาณ 30 คน พร้อมทั้งมีกลุ่มชายฉกรรจ์ราว 8-10 คน คอยยืนคุมเชิง เจ้าหน้าที่จึงจู่โจมเข้าจับกุม เมื่อทั้งหมดเห็นเจ้าหน้าที่ได้แตกกระจายวิ่งหนีขึ้นเทือกเขาบูโด ทิ้งหลักฐานไว้เพียงอาวุธปืนที่ทำด้วยไม้ต่างๆ หลายขนาดจำนวนกว่า 50 ชิ้น อาวุธปืนพลาสติกพกสั้นขนาด 11 มม. และ 9 มม. 5 กระบอก โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง พร้อมด้วยปุ๋ยยูเรียที่ใช้สำหรับเป็นส่วนผสมของการประกอบวัตถุระเบิดอีก 1 ถุง ซึ่งยืนยันได้ว่าฝ่ายตรงข้ามมีการฝึกอาวุธให้แก่แนวร่วมอย่างแน่นอน
สภาพของเทือกเขาบูโดที่มีความสมบูรณ์และยังคงสภาพทางธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน กลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนร้ายเลือกเอาความพร้อมของธรรมชาติ กอปรกับความชำนาญในสภาพพื้นที่มาเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการอำพรางซ่อนตัวและหาโอกาสก่อนเคลื่อนไหวเข้าจู่โจมเป้าหมาย เฉกเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฐานทหารกองร้อยทหารราบที่ 15121 อ.ระแงะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา
สุพิชฌาย์ รัตนะ รายงาน



