
จักรวรรดิโรมันล่มเพราะอากาศโลกเปลี่ยน
สำนวนที่ว่า "เด็ดดอกไม้..สะเทือนถึงดวงดาว" นับเป็นวลีอมตะที่จริงแท้แน่นอนตลอดมา และจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในธรรมชาติ (รวมทั้งมนุษย์) มีความเกี่ยวข้องกันอย่างเป็นระบบและมีดุลยภาพในการคงอยู่ร่วมกัน การเด็ดดอกไม้ดอกหนึ่ง อาจจะส่งผลกระทบต่อ
แค่เด็ดดอกไม้ยังสะเทือนถึง (ทั้ง) ดวงดาวแล้ว จะนับประสาอะไรกับการเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศจะทำให้จักรวรรดิโรมันที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดในช่วง พ.ศ. 517-1019 จะล่มสลายเพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศซึ่งเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงนานัปการในวงกว้าง
เรื่องนี้เริ่มมีเค้าลางขึ้นเมื่อนักวิจัยแห่งสถาบันวิจัยแห่งรัฐบาลกลางสวิตเซอร์แลนด์ ได้ตรวจสอบฟอสซิลต้นไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นโอ๊คที่มีอายุในช่วง 2,500 ปีที่แล้วกว่า 7,200 ตัวอย่างจากประเทศเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และออสเตรีย พบว่าต้นไม้เปิดเผยหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศในช่วงที่จักรวรรดิโรมันดำรงอยู่และล่มสลาย รวมทั้งช่วงที่เกิดความวุ่นวายจากการขาดแคลนอาหาร ความวุ่นวายทางการเมือง และเศรษฐกิจล่มสลายในจักรวรรดิโรมัน ตามมาด้วยการรุกรานของชนเผ่าอนารยะจากทางตะวันตกของจักรวรรดิ จากการศึกษา "วงปี" ของต้นไม้ที่มีอายุในช่วงเวลานั้น
วงปีของต้นไม้เกิดจากการเติบโตของเซลล์เนื้อเยื่อต้นไม้ในแนวนอน ซึ่งเซลล์จะขยายตัวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปริมาณ "น้ำ" และประสิทธิภาพการผลิตอาหารของต้นไม้ในช่วงนั้นๆ นักวิทยาศาสตร์พบว่าในช่วงปี 693-1049 วงปีของต้นไม้แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรุนแรง ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์จักรวรรดิโรมันตะวันตกล่มสลาย
ทั้งยังพบด้วยว่าในช่วงศตวรรษที่ 6-9 จักรวรรดิโรมันมีความต้องการไม้เพื่อการก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ป่าไม้ถูกตัดขนานใหญ่ ทำให้สภาพอากาศและสภาพนิเวศในจักรวรรดิเปลี่ยนไปและเอื้อต่อการระบาดของโรคระบาดร้ายแรง เช่น กาฬโรค (ในยุคหลังกาฬโรคเคยทำให้ประชากรในทวีปยุโรปลดลงกว่าครึ่งหนึ่งในปี พ.ศ. 1890)
อาจกล่าวได้ว่าประชาชนแห่งจักรวรรดิโรมันทำร้ายตัวเองด้วยการตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดความแห้งแล้ง ผลิตอาหารได้ไม่เพียงพอ ก่อให้เกิดการอดอยาก นำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมือง และเศรษฐกิจ จนจักรวรรดิโรมันต้องล่มสลายในที่สุด... เห็นหรือยังว่าแค่เด็ดดอกไม้..สะเทือนถึงดวงดาว จริงๆ



