
"หม่อมอุ๋ย"ชี้คนที่รักสถาบันจริงคือคนที่ไม่พูดถึงสถาบัน
"หม่อมอุ๋ย" แนะรัฐลดรายจ่ายประจำ-ประสานท้องถิ่นนำงบพัฒนาจังหวัด มาใช้สร้างงานให้มากที่สุด พร้อมแนะหยุดรับจำนำข้าวนาปรังราคาสูงกว่าท้องตลาดทำข้าวขายไม่ออก ห่วงเสียแชมป์ส่งออกข้าวให้เวียดนาม มองไม่ออกสถานการณ์บ้านเมืองพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไรได้แต่สวดมนต์ไม่บ
เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 7 เม.ย. กลุ่มรักษ์เมืองไทย ประกอบด้วย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน อ.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ อ.คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนายสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภา จ.สงขลา ได้นัดรับประทานอาหารกลางวันและหารือเกี่ยวกับปัญหาเศรษฐกิจ และสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ที่ร้านอาหารดีว่า ซ.สุขุมวิท 39 เขตวัฒนา
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เปิดเผยภายหลังว่า ทางกลุ่มฯ มีข้อเสนอเกี่ยวกับการจัดงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 ซึ่งรัฐบาลตั้งใจทำให้ขาดดุล จำนวน 390,000 ล้านบาท ซึ่งชัดเจนว่าฐานะการคลังยังแข็งแรงพอ หนี้ยังไม่สูงมากนัก ฉะนั้นการขาดดุล 3.9 แสนล้านยังสามารถรับได้ รวมแล้วหนี้ก็ยังต่ำกว่า 50% ของจีดีพี ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามได้มีการตั้งข้อสังเกตงบประมาณปี 2553 ยังมีจุดอ่อนอยู่ในส่วนที่รายจ่ายที่เป็นเงินลงทุนมีสัดส่วนลดลง รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้น จาก 72 เป็น 76.7% ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าในส่วนที่เป็นวงเงินที่จัดสรรตามนโยบายรัฐบาล 396,514 ล้านบาทนั้น เป็นงบสร้างงานที่ชัดเจนเพียง 2 โครงการเท่านั้น งบ 45,000 ล้านบาท คือ งบพัฒนาระบบขนส่ง และงบบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ส่วนที่เหลือเป็นโครงการเรียนฟี 15 ปี สุขภาพถ้วนหน้า เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา เป็นต้น ไม่ได้สร้างงานโดยตรงมากนัก
ทั้งนี้เพื่อให้มีงบประมาณในการสร้างงานมากขึ้น กลุ่มรักษ์เมืองไทยมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล 2 ประการ ดังนี้ 1) .ควรลดรายจ่ายประจำที่เพิ่มมากเกินจำเป็น และนำมาใช้ในการสร้างงานให้มากขึ้น โดยเฉพาะการลดค่าใช้จ่ายบุคลากร ซึ่งในปี 2553 มีการตั้งงบประมาณเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 7.1% หรือ 49,060 ล้านบาท ในปีที่เงินเฟ้อสูงถึง 3-4% การขึ้นเงินเดือน 7% ดูเหมาะสม รายได้ที่แท้จริงเพิ่มประมาณ 3% เศษ ในขณะที่เงินเฟ้อลดต่ำลงต่ำกว่า 1% หรืออาจติดลบในบาง ส่วนการขึ้นเงินเดือนถึง 7% น่าจะสูงเกินไป โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงสถานการณ์ที่คนจะต้องตกงานอีกนับล้านคน การขึ้นเงินเดือนเพียง 4% ก็จะช่วยให้รายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น 3% เศษแล้ว และจะทำให้มีงบประมาณเหลือสำหรับใช้สร้างงานได้อีก 21,420 ล้านบาท นอกจากนี้ยังช่วยให้สัดส่วนระหว่างรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนปรับตัวดีขึ้น
2).ดูแลให้มีการนำงบประมาณที่ตั้งไว้สำหรับต่างจังหวัดไปใช้ในการสร้างงานให้มากที่สุด โดยรัฐบาลควรเข้าไปประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นในการนำงบมาสนับสนุนการสร้างงาน ประกอบด้วย งบสนับสนุนการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด 18,000 ล้านบาท ควรดูแลให้ใช้ในการสร้างงานทั้งก้อน และเงินอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 171,820 ล้านบาท รัฐบาลควรชักจูงให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการกู้เศรษฐกิจของชาติด้วยการใช้งบประมาณดังกล่าว สร้างงานที่เกิดประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย และช่วยลดปัญหาการว่างงานจะเป็นการสร้างความร่วมมือที่มีความหมายระหว่างรัฐบาลของหน่วยงานที่บริหารท้องถิ่น
นอกจากนี้กลุ่มยังเป็นห่วงในเรื่องของการรับจำนำข้าวนาปรัง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ รับจำนำในราคาสูงกว่าท้องตลาดมาก โดยปัจจุบันนี้ราคาตลาดอยู่ที่ 9,500-10,000 บาท/ตัน แต่รัฐบาลเข้าไปรับจำนำถึง 12,000 บาท/ตัน ขณะเดียวกันยังมีข้าวที่รัฐบาลรับจำนำไว้เดิมค้างสต็อกอยู่ประมาณ 8.8 ล้านตัน ซึ่งหากสต็อกข้าวเพิ่มขึ้นจะยิ่งส่งผลให้ไปกดราคาตลาดกลายเป็นชาวนาจะเสียประโยชน์
สิ่งที่น่าเป็นห่วงอีกอย่างคือใน 3 เดือนแรก ไทยเพิ่งส่งออกข้าวได้ 2 ล้านกว่าตันเท่านั้น ขณะที่ประเทศเวียดนามส่งออกได้เกือบเท่ากับเรา 2 ล้านกว่าตันเช่นกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมากเพราะเกือบเสียตลาดไปให้เวียดนาม จากปกติเวียดนามจะส่งออกได้เพียงครึ่งหนึ่งของไทยเท่านั้น จากนี้ไปหากรัฐบาลรับจำนำข้าวนาปรังเข้ามาอีกจะขายไม่ออกอีก
ดังนั้นรัฐบาลควรหยุดรับจำนำข้าวนาปรังปีนี้ที่จำนำมาแล้ว 3 แสนตันก็ไม่เป็นไร เพราะหากไม่หยุดแล้วราคาข้าวลดต่ำไปอีก เสียตลาดอีก จะทำให้เศรษฐกิจที่ถดถอยถูกซ้ำเติมไปอีก ควรให้เอกชนรับซื้อปล่อยให้เป็นราคาตลาดที่ยังอยู่ได้ส่งออกสู้ต่างชาติแทน หากเสียตลาดให้เวียดนามถือเป็นเรื่องใหญ่
ส่วนการกู้เงินจากต่างประเทศ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ตนไม่ได้สนับสนุนให้กู้ต่างชาติ แต่พิจารณาแล้วเห็นว่าฐานะทางการคลังของรัฐบาลยังรับได้ ดังนั้นหากมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็สามารถกู้เพิ่มได้ เพราะหนี้สาธารณะยังไม่ถึง 50% ของจีดีพี ทั้งนี้ยังเห็นว่าหนี้ต่อจีดีพียังอยู่ในภาวะที่ไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด
อดีตรมว.คลัง กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันว่า ไม่ได้มีการหารือเรื่องดังกล่าว แต่แน่นอนทุกคนไม่อยากให้เรื่องบานปลายกว่านี้ และก็หวังว่าจะจบได้เร็วบ้านเมืองกลับมาสงบอีกครั้ง ส่วนทางออกยังคิดไม่ออก แต่อยากให้ยึดคติแพ้เป็นพระชนะเป็นมาร ถ้าต่างฝ่ายถอยสักก้าว แม้จะรู้สึกว่าแพ้แต่จริง ๆ คนนั้นคือพระในใจของคนไทย ถ้าใครที่รุกเสียจนเกิดอุบัติเหตุก็เหมือนจะชนะแต่จริง ๆ จะเป็นพระในใจของคนไทย
"สถานการณ์แบบนี้นึกถึงทางแก้ไม่ออกจริง ๆ ก็ได้แต่หวังและสวดมนต์ว่าอย่าให้เกินเลย และหวังว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะยึดคติแพ้เป็นพระชนะเป็นมารได้ ที่พูดนี่หมายถึงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้แบ่งแยกรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือเสื้อแดง เราเห็นว่าทุกคนเป็นคนไทยหมด รักชาติ ศาสนา เหมือนกันหมดเพียงแต่หวังว่าไม่อยากให้บานปลายออกไป ส่วนจะให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถอยคนละก้าวหรือไม่ ผมไม่รู้นิสัยเขา จึงไม่รู้ และคนที่รักสถาบันจริงคือคนที่ไม่พูดถึงสถาบัน ในสถานการณ์นี้สถาบันไม่ได้เกี่ยวข้อง" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวและว่า
อย่างไรก็ตามหากเหตุการณ์บานปลายออกไปมากกว่านี้เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาแล้ว ส่วนการลงทุนไม่เกี่ยว เพราะนักลงทุนก็เผชิญปัญหาอยู่แล้ว แต่ที่เห็นได้ชัดนักท่องเที่ยวหลายแห่งมีการยกเลิกการเดินทางมาเที่ยวในประเทศไทย



