ข่าว

พระราชทานพวงมาลาหลวงร.อ.กฤช

พระราชทานพวงมาลาหลวงร.อ.กฤช

21 ม.ค. 2554

พ่อเผยมิใจในตัวลูกตั้งแต่เกิดไม่เคยทำให้ผิดหวัง "ผบ.สส." มั่นใจ “ประยุทธ์” แก้ไฟใต้ได้ ไม่พูดมีหนอนบ่อนไส้ในกองทัพ หวั่นข่าวรั่ว อุบแผนไม่บอกทำอะไรต่อในอนาคต ผู้ว่าฯยะลามอบเงินช่วยเหลือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 33 ราย กว่า 2 ล้

 เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 20 ม.ค. ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นผู้แทนพระองค์ อันเชิญพวงมาลาหลวงและพวงมาลาในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พล.อ.สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พล.อ.หญิงสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ วางหน้าหีบศพ ร.อ.กฤช คัมภีรญาณ ผบ.กองร้อยทหารราบที่   15121 ฉก.นราธิวาส 38 ที่เสียชีวิตจากเหตุกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบลอบโจมตีฐานปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังมี พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ รอง ผบ.ทบ. พล.อ.พิเชษฐ์ วิสัยจร ผู้ช่วย ผบ.ทบ. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก และนายทหารระดับสูงกองทัพร่วมงาน

 จากเหตุการณ์ดังกล่าวกองทัพบกถือว่าเป็นบุคลากรที่มีคุณค่า เป็นผู้เสียสละ มุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ผู้เสียสละทุกนายจะได้รับการปูนบำเหน็จ 9 ขั้น และได้พระราชทานยศสูงขึ้น โดย ร.อ.กฤช จะได้เลื่อนยศเป็น “พันเอก” และได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ขั้น ต.ช.“ตริตาภรณ์ช้างเผือก” ส่วน ส.อ.เทวรัตน์ เทวา และ ส.ท.อับดุลเล๊าะ ด๊ะหยี   หัวหน้าชุดยิงหมู่ปืนเล็ก จะได้เลื่อนยศเป็น “ร้อยเอก” และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ บ.ม.(เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย) สำหรับ พลทหารประวิทย์ ชูกลิ่น พลวิทยุ จะได้เลื่อนยศเป็น “ร้อยตรี” และได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ บ.ม. นอกจากนี้จะได้รับเงินช่วยเหลือตามสิทธิของทางราชการ ได้แก่ สินไหมทดแทนในการประกันชีวิตแบบภัยสงคราม เงินฌาปณกิจสงเคราะห์ เงินเยียวยาจากสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น

 พ่อเผยภูมิใจในตัวลูกตั้งแต่เกิดไม่เคยทำให้ผิดหวัง

พล.ท.สุนทร คัมภีรญาณ บิดา ร.อ.กฤช คัมภีรญาณ ผบ.กองร้อยทหารราบที่ 15121 ฉก.นราธิวาส 38 เปิดเผย ว่า ครั้งสุดท้ายที่พบหน้าลูกชายคือเมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา โดยลูกชายขับรถมาเองจากจ.นราธิวาส จึงเป็นห่วงและเตือนให้ขับรถด้วยความระมัดระวัง และยังเตือนเรื่องงานที่ทำงานอย่าให้ประมาท ซึ่งก่อนหน้านี้ ร.อ.กฤช เคยปะทะกับกลุ่มคนร้ายจนได้รับบาดเจ็บที่หัวเข่ามาแล้วครั้งหนึ่ง และตอนนี้ถึงแม้เขาจะจากไปแล้ว แต่ก็ยังภูมิใจในตัวเขาที่ได้ทำหน้าที่ชายชาติทหารอย่างสมบูรณ์แบบ และยิ่งภูมิใจในความเป็นทหารกล้าที่ปกป้องประเทศชาติ เพราะเขาได้เจริญรอยตามพ่อ อย่างที่เขาฝันเอาไว้  

 “ลูกชายคนนี้ไม่เคยทำให้พ่อผิดหวัง หรือเสียใจแม้แต่ครั้งเดียว และตอนเด็กเป็นเด็กที่เลี้ยงง่าย ไม่ดื้อ เรียนหนังสือเก่งมาก และเมื่อมาเป็นทหารทำให้พ่อและครอบครัวรวมถึงพี่สาวอีก 4 คนภูมิใจในตัวเขามาก” พล.ท.สุนทร ระบุ

 ขณะที่ น.ส.นวลรวี จันทร์ลุน แฟนสาว ร.อ.กฤช กล่าวว่า วันเกิดเหตุได้พูดคุยกับ ร.อ.กฤช 2  ครั้งแรก ตอนบ่ายสามโมงเย็น ทั้งเรื่องการเรียน เพราะตอนนี้ ร.อ.กฤช กำลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต และใกล้เรียนจบการศึกษาแล้ว รวมถึงหารือเรื่องธุรกิจที่หัวหิน และการใช้ชีวิตคู่ในอนาคตเพื่อวางแผนเรื่องการแต่งงาน   และการสร้างบ้านเรือนหอ  และครั้งที่สองคือตอนหนึ่งทุ่ม ขณะที่ร.อ.กฤช กำลังจะออกไปปฏิบัติหน้าที่   ครั้งนี้พูดคุยกันเพียงสั้นๆ ว่าจะพี่จะไปทำงานแล้วจะโทรกลับมาหา   ซึ่งเวลาผ่านไปหลายชั่วโมงมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แล้วปลายทางบอกให้ทำใจดีๆ   ก่อนจะบอกว่า แฟนหนุ่มเสียชีวิตแล้ว   ทำให้ทำอะไรไม่ถูก และยังเหมือนฝันเพราะไม่อยากเชื่อว่า ร.อ.กฤชจะเสียชีวิตแล้ว   ซึ่งยังทำใจไม่ได้ ทั้งนี้   ซึ่งตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่ร.อ.กฤช ยังทำค้างไว้คือการจัดฟุตบอลการกุศลระหว่างทีมดาราออลสตาร์ช่อง 3 ที่จะเตะกับเยาวชนภาคใต้ ในวันที่  8 กุมภาพันธ์นี้จึงไม่รู้จะมีใครสานต่อหรือไม่

 “ร.อ.กฤช เป็นคนรักที่ดีมาก ให้กำลังใจทั้งการทำงาน และการเรียน เพราะตนเองก็ศึกษาปริญญาเอก อยู่ที่คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสัญญากันไว้ว่าเมือเรียนจบปีนี้แล้วจะแต่งงานกันและมีลูกด้วยกันเลยทันที   แต่ตอนนี้ความฝันทุกอย่างพังทลายลงไปหมดแล้ว ” แฟนสาวระบุ    

 ด้าน ร.อ.กฤษฎากร คล้ายโอภาส ผู้บังคับกองร้อยอาวุธเบาที่ 3 กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์เพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหาร 38   เพื่อนสนิทของ ร.อ.กฤช กล่าวว่า  ร.อ.กฤช ไม่เคยทำให้เพื่อนผิดหวัง   และร.อ.กฤช เป็นเพื่อนที่เสียสละ มีน้ำใจ เพื่อนในรุ่นรัก และภูมิใจในตัวเพื่อนคนนี้มาก

 ขณะที่ ร.อ.สุพจน์ สวาฆพรรณ นายทหารหน่วยข่าวกรองทหาร เพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 38 กล่าวว่า อยากให้ร.อ.กฤช หลับให้สบาย เพื่อนๆ ในรุ่น ต่างภูมิใจในตัว ร.อ.กฤช และไม่อยากให้กังวลใดๆ โดยจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับรุ่นน้อง ต่อไป และทำให้ทุกคนภูมิใจในตัวร.อ.กฤช

 ด้านนางสุมนมาศ คัมภีรญาณ ผู้เป็นแม่ เปิดใจทั้งน้ำตาว่า ความสุญเสียครั้งนี้ถือว่าใหญ่หลวงมาก ทุกคนในครอบครัวไม่สามารถทำใจรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้เพราะทุกคนไม่ได้ตั้งตัวว่าวันนี้จะมาถึงเร็วขนาดนี้

 นางสุมนมาศ กล่าวต่อว่า ก่อนที่รู้ข่าวว่าบอยเสียชีวิต บอยได้โทรมาคุยกับแม่ ถามดูอาการของพ่อ เพราะคุณพ่อไม่ค่อยสบาย บอยฝากบอกให้แม่ดูแลคุณพ่อ คอยหาข้าวหาน้ำให้พ่อกิน ต้องดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน  ลูกชายแม่บอกว่าอยากให้แม่กินข้าวให้เป็นเวลา และต้องทานข้าวเย็นทุกมื้อ เพราะบอยจะรู้ว่าแม่ไม่ชอบทานข้าวเย็น ทุกวันบอยจะโทรมา ทั้งช่วงเช้า ช่วงดึก หรือต้องเจียรเวลาหลังทำงานโทรหาแม่กับพ่อ เพราะที่บ้านแม่อยู่กับพ่อ 2 คน พี่สาวของบอยทั้ง 4 ต่างก็แต่งงานแยกย้ายกันไม่มีครอบครัว บอยเลยจะห่วงพ่อกับแม่มาก

 นางสุมนมาศ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า วันแรกที่รู้ว่าลูกชายต้องไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้ แม่ก็กังวลต้องคอยสวดมนต์ไหว้พระขอพรให้คุ้มครองลูกชายแม่ให้ปลอดภัยจากภัยอันตรายที่เกิดขึ้น แต่บอยจะปลอมแม่ว่าแม่ไม่ต้องกังวลหรือเป็นห่วงบอย บอยมาทำหน้าที่รับใช้ชาติ บอยเกิดมาเป็นลูกทหาร เกิดในครอบครัวทหาร บอยไม่เคยกลัวตาย บอยรักอาชีพนี้แม้จะต้องตายในหน้าที่บอยก็ยอม เวลาที่เกิดเหตุปะทะกับคนร้ายในพื้นที่เค้าก็จะไม่ยอมบอกแม่ว่ามีเหตุอะไรเกิดขึ้น ต้องปล่อยให้ผ่านไป2-3วันบอยถึงจะโทรมาเล่าว่าเกิดเหตุคนร้ายยิงใส่กองกำลังนะแม่ แต่ไม่มีทหารคนไหนได้รับบาดเจ็บ ปลอดภัยทุกคน แม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับแม่ บอยดูแลตัวเองได้

 "แม่ภาคภูมิใจในตัวลูกชายของแม่มาก ภาคภูมิใจที่เค้าเสียชีวิตในหน้าที่ ภูมิใจที่เค้าเกิดมาเป็นลูกของแม่กับพ่อ พ่อกับแม่คาดหวังว่าจะพึ่งพาลูกชายคนนี้เพราะบอยเป็นลูกชายคนเดียวของบ้าน และเป็นน้องที่พี่สาวทั้ง 4 คนรักมาก เพราะบอยน่ารักมาตั้งแต่เด็ก ไม่ซน ไม่เกเร ตั้งใจเรียนมาตลอด และบอยใฝ่ฝันไว้ว่าต้องเป็นทหารเหมือนกับคุณพ่อให้ได้ จนสุดท้ายก็สามารถสอบติดโรงเรียนเตรียมทหาร แม่ก็เป็นคนไปรับส่งที่โรงเรียนตลอดเพราะบอยจะติดแม่มาก มาวันนี้แม่ไม่มีบอยอยู่ข้างๆมันก็คงทำใจลำบาก" นางสุมนมาศกล่าวด้วยเสียงสะอื้น

"ผบ.สส."มั่นใจ“ประยุทธ์”แก้ไฟใต้ได้

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 21 ม.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมคณะผู้บัญชาการทหารเพื่อหารือถึงการปรับโครงสร้างการใช้กำลังทหารในการปฏิบัติภารกิจทั่วประเทศ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร เสนาธิการทหาร เข้าร่วมประชุม โดยพล.อ.ทรงกิตติ กล่าวภายหลังการประชุมว่า เป็นการประชุมตามพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมตามมาตราที่ 47 ให้มีคณะผู้บัญชาการทางทหารและมีหน้าที่ในการเสนอแนะการเตรียมการและวางกำลัง การประกอบกำลัง รวมทั้งการปฏิบัติภารกิจ เพื่อเสนอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในการดำเนินการต่อไป

 เมื่อถามว่า ได้มีการหารือถึงการเตรียมกำลังตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาและภาคใต้หรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า เป็นภาพรวมของการใช้กำลังของกองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศ รอบประเทศ รวมทั้งภารกิจในการรักษาสันติภาพ ส่วนบริเวณตามแนวชายแดนเรามีกองกำลังที่วางกำลังไว้และอาจจะมีการปรับแต่งตามสถานการณ์ ทั้งนี้ที่ประชุมไม่ได้หารือถึงเหตุกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ใส่ฐานปฏิบัติการทางทหารที่ จ.นราธิวาส แต่เชื่อว่าผู้ที่รับผิดชอบสามารถแก้ไขปัญหาได้ เพราะเรื่องต่างๆไม่ใช่ว่าเพิ่งมี และตนมั่นใจว่ากองทัพบก โดยแม่ทัพภาคที่ 4 และผู้บัญชาการเฉพาะกิจดำเนินการแก้ปัญหาอย่างดี อยากให้ทุกคนให้กำลังใจ อย่าทำให้เสียกำลังใจ เพราะกำลังใจเป็นสิ่งที่ดีต่อคนที่อยู่ตามแนวชายแดน เพราะเขาต้องทำงาน สิ่งที่เขาอยากได้ที่สุด คือความรู้สึกที่ดีต่อกำลังพลของเราทุกคน

 เมื่อถามว่า มีการวิเคราะห์ถึงสาเหตุหรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ บางครั้งการพูดอะไรออกไปเหมือนกับการบอกว่า เรากำลังจะทำอะไร เราไม่จำเป็นต้องบอกว่า จะทำอะไรต่อไปในอนาคต ส่วนกรณีที่ผู้ก่อความไม่สงบมีการปล้นอาวุธไปนั้น เรามีขั้นตอนในการเตรียมการ และดำเนินการสอบสวน เพื่อติดตามอยู่แล้ว เมื่อถามว่า มีหนอนบ่อนไส้หรือไม่ พล.อ.ทรงกิตติ กล่าวว่า เราอย่าไปกล่าวถึงหนอนบ่อนไส้ดีกว่า เพราะหน่วยมีการพัฒนาความสัมพันธ์กับประชาชนเป็นอย่างดี และประชาชนที่เข้าไปในหน่วยเห็นทุกอย่างในหน่วย คิดว่างานต่างๆต้องมีการพัฒนา และปรับปรุง อย่าทำให้เกิดประเด็นที่ไม่ดี อะไรที่อ่อนด้อยต้องปรับปรุงพัฒนา ซึ่งทาง ผบ.ทบ.ยืนยันว่า ต้องมีการพัฒนา

 “เราไม่อยากให้มีการสูญเสียมากไปกว่านี้ เพราะที่ผ่านมาเราสูญเสียมากพอแล้ว แต่เราก็พยายามดำเนินการ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการทหารอย่างเดียว ในส่วนของทางรัฐบาลมีการพัฒนาในด้านต่างๆ ซึ่งเราต้องนำภาพเหล่านี้มารวมกันทำงานด้วยกัน อย่าไปมองเพียงด้านเดียว ส่วนจำเป็นที่จะต้องจัดชุดพิเศษในการติดตามไล่ล่าหรือไม่นั้น เป็นยุทธวิธีมากไป ต้องให้หน่วยปฏิบัติได้ทำงาน ซึ่งเขาทราบว่าจะต้องทำอย่างไร” พล.อ.ทรงกิตติ กล่าว

ผู้ว่าฯยะลามอบเงินช่วยเหลือเยียวยา เหยื่อไฟใต้

 ที่ห้องประชุมหลักเมือง ศาลากลางจังหวัดยะลา (อาคารส่วนขยาย) นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้เป็นประธาน มอบเงินช่วยเหลือเยียวยาจากศูนย์ปฎิบัติการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ จ.ยะลา จำนวน 33 ราย โดยแยกเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เสียชีวิต จำนวน 3 ราย ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 9 ราย และประชาชนที่เสียชีวิต จำนวน 11 ราย ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 10 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,732,500 บาท โดยมี หัวหน้าส่วนราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมในพิธีมอบเงินช่วยเหลือฯ เยียวยา ครั้งนี้

 นายกฤษฎา บุญราช ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ได้กล่าวแสดงความเสียใจกับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ได้พยายามช่วยเหลือเยียวยาให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยเหลือเยียวยาร่างกายและ จิตใจของประชาชนในพื้นที่ให้ดีที่สุด

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมแถลงจี้รัฐวิธีสร้างสันติ3จว.ใต้

 นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ โครงการเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง "ปืนก็ยังถูกปล้น คนก็ยังหาย ถึงเวลาเปลี่ยนวิธีคิด การเจรจาคือทางออกร่วมกัน กระบวนการสันติภาพต้องเริ่มจาก รัฐและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน" ทั้งนี้จากเหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มติดอาวุธกับเจ้าหน้าที่ทหารในฐานปฏิบัติการ ร้อย ร. 15121 ฉก. 38 จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา

 ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง และมีรายงานว่า อาวุธสงครามซึ่งเป็นปืนและเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่งถูกปล้นไปตามข่าวระบุว่าเป็นจำนวน 50-60 กระบอก อาจไม่มีนัยสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ของการครบรอบ 7 ปีเหตุการณ์การปล้นปืนเมื่อปีพ.ศ. 2547 แต่ก็เป็นสัญญานเตือนภัยให้กับคนทำงานทั้งรัฐและองค์กรภาคประชาสังคมทุกภาคส่วน ว่าแนวทางสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้ที่ผ่านมานั้นยังล้มเหลวและขาดเอกภาพจนเสียงปืนปะทะต่อสู้กันเฉกเช่นภาวะสงครามเกิดขึ้นอีกครั้ง

 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ่งต่อครอบครัวของเจ้าหน้าที่ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกท่านในเหตุการณ์ครั้งนี้ และหวังว่าบทเรียนการสูญเสียในครั้งนี้จะนำไปสู่การปฎิบัติหน้าที่ในแนวทางที่ส่งเสริมการพัฒนาและสันติที่ยังยืน  

 นางสาวพรเพ็ญ  กล่าวอีกว่า ในห้วงเวลาเดียวกันวันนี้ วันที่ 21 ม.ค.54 ศาลอุทธรณ์ กรุงเทพได้นัดฟังคำพิพากษาคดีอาญาอันเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของทนายสมชาย นีละไพจิตร ศาลอุทธรณ์ได้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไปเป็นครั้งที่สอง โดยกำหนดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 7 ก.พ.54 และก่อนหน้านี้เมื่อเดือนธันวาคมพ.ศ. 2553 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ได้แถลงถึงกรณีผลการพิจารณาชี้มูลความผิดเกี่ยวกับข้อกล่าวหาพลตำรวจนายหนึ่งและพวกรวม 19 นาย

  กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบร่วมกันกลั่นแกล้งผู้ต้องหาคดีปล้นอาวุธปืนของกองพันทหารพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นปฐมบทความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ที่ลุกลามกว้างขวางทั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องบาดเจ็บและล้มตายจนปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตกว่า 4000 คน โดยใช้เวลาในการสืบสวนสอบสวนด้วยอำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษกว่า 6 ปีและ ปปช. ใช้เวลาในการตรวจสอบเพื่อชี้มูลเป็นเวลากว่า 3 ปี ผลการพิจารณาเป็นแต่เพียงว่าการซ้อมทรมานไม่มีหลักฐาน เป็นต้น

 กรณีการปล้นปืนและกรณีทนายความของผู้ต้องหาปล้นปืนถูกบังคับให้หายไปในปีพ.ศ. 2547 เป็นปรากฎการณ์ความรุนแรงทางกายภาพและทางอาวุธ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นภาพซ้ำ ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ เหมือนคลื่นหัวใจที่มีแต่ความไม่แน่นอนท่ามกลางความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ข้าราชการครู เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งไทยพุทธและมุสลิมอย่างไม่เลือกปฏิบัติทั้งเพศและวัย พบว่าผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงทางอาวุธต่อกันในจำนวนไม่น้อย  จากเหตุการณ์ปล้นปืนครั้งใหม่ในปีพ.ศ. 2554 และไม่คืบหน้าของคดีสำคัญในจังหวัดชายแดนใต้เช่นคดีทนายสมชาย คดีตากใบ คดีกรือเซะ คดีไอปาแย ที่ยังมีความกังขาในกลไกตรวจสอบและการนำคนผิดมาลงโทษของรัฐ แม้ในขณะเดียวกันจะมีความพยายามในการพูดคุยเรื่องการปกครองพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาทางการเมือง การแก้ไขปรับเปลี่ยนการบังคับกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การริเริ่มยกเลิกพรก.ฉุกเฉินในอำเภอแม่ลาน จังหวัดปัตตานี

 โดยจะนำกฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่มาใช้ การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการของรัฐเช่นการผ่านพรบ.ศอบต. เพื่อให้พลเรือนมีบทบาทในการบริหารจัดการจังหวัดชายแดนใต้มากขึ้น การปรับปรุงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐ การปรับทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งเสริมเพิ่มงบประมาณและกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาของทุกภาคส่วน ทั้งนี้ได้ใช้งบประมาณรัฐไปจำนวนไม่น้อยกว่า 1.4 แสน ล้านบาทตลอดระยะเวลา 7 ปี เป็นต้น

 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอสนับสนุนแนวทางการเจรจาโดยมีคนกลางจากภายนอกเพื่อเป็นจุดเริ่มที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาความรุนแรงเชิงโครงสร้างของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้ โดยมีข้อเสนอดังนี้คือรัฐต้องทบทวนและศึกษาถึงวิธีการสร้างสันติภาพแนวใหม่ที่เป็นที่ยอมรับกันในทางสากลว่าจะสามารถนำไปสู่สันติภาพได้แทนการปฎิบัติการทางทหารและการตอบโจทก์โดยไม่ได้ถาม และ โดยไม่ได้มีการเจรจาต่อรอง การเจรจาคือทางออกร่วมกัน

 โดยกระบวนการสันติภาพดังกล่าวต้องเริ่มจากทั้งสองฝ่ายอย่างจริงจัง การเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษทั้งในและต่างประเทศดำเนินการโดยความร่วมมือของรัฐ กลุ่มก่อการความไม่สงบ และภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทั้งนี้รัฐต้องเริ่มด้วยการแสดงความจริงใจและเจตจำนงในการเจรจากับทุกฝ่าย อย่างมุ่งมั่น อดทนอดกลั้น เป็นพลังให้ทุกภาคส่วนกดดันกลุ่มก่อความไม่สงบให้ยุติการใช้ความรุนแรงเพื่อการเรียกร้องทางการเมืองดังที่เป็นมาตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ปืนก็ยังถูกปล้นคนก็ยังหาย

กลุ่มก่อความไม่สงบปรับเป้าตร.-ทหาร-อส.

 แหล่งข่าวความมั่นคงในพื้นที่จ.ยะลา  เปิดเผยว่า 2 สัปดาห์ ที่ผ่านมามีใบปลิวภาษายาวีท้องถิ่น แจกจ่ายไปตามมัสยิดต่างๆ และชุมชนมุสลิม ในพื้นที่ ด้วยกระดาษขนาด เอ4  และได้มีการแปลเป็นภาษาไทย คำต่อคำ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 

 "มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์แห่งอัลลอฮุ ขอความสันติสุขจงมีแด่นักรบปัตตานีทุกท่าน เดือนมูฮารัม ฮ.ศ.1432 ปีของการต่อสู้เพื่อญีฮาด 7 ปีของความพยายามที่จะปลอดปล่อยพี่น้องของเราชาวมลายูปัตตานีจากการกดขี่ของประเทศสยาม และจากอำนาจของกาเฟร 

              เรากำลังมุ่งสู่ชัยชนะอย่างยั่งยืน หากเป็นความประสงค์ของพระเจ้าขอซูโกรขอบคุณต่ออัลลอฮุที่ให้นักรบเรายืนต่อสู้ ปัญหาของเราพวกเรา เรากำลังจะเผชิญและเข้าสู่การพิจารณาของมุสลิมโลก OIC ในอีกไม่นาน และจะเป็นการท้าทายรัฐบาลกาเฟรสยามที่ไม่ให้มุสลิมโลกเข้ามารับรู้ต่อการกดขี่ของมันต่อพวกเรา

              เรามาร่วมกันทบทวนในหลักการร่วมกันต่อนักรบปัตตานีต่อการทำลายหรือการฆ่าผู้บริสุทธิ์ ผู้หญิง เด็ก ทรัพย์สินสาธารณะและทำให้เสียหายบนหน้าแผ่นดินเหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายของเรา เป้าหมายของเราชัดเจนคือ ตำรวจ ทหาร อส. ของกาเฟรสยามแค่นั้น
 
            เราต้องเปลี่ยนแนวทางการกำหนดเป้าหมาย เราจะไม่ทำร้ายผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ชาวบ้าน หาไม่แล้วสิ่งที่เราคาดหวังต่อมุสลิมโลกจะสูญเปล่า เรามีประเทศที่เป็นมิตรดูแลเรา เราต้องสร้างความเชื่อถือในหมู่พวกเรา ไม่ต้องกังวลว่าเอกสารใบปลิวการติดต่อ หนังสือจะรับรู้โดยกาเฟรสยาม
   
          เราพร้อมที่จะให้กลุ่มเราได้ประโยชน์ ขอให้นักรบปัตตานีเชื่อมั่นต่อชัยชยะที่อัลอลฮุจะประทานให้เรา กาเฟรสยามอยู่ในสภาพที่จะหายนะ ขอให้รอรับคำสั่งจากพวกเราด้วยความมั่นใจ เก็บรวบรวมสะสมอาวุธเท่าที่จะมากได้ เรามีเงินเพียงพอ อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาใดๆ เพราะเราไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย แต่เราคือผู้ทำลายล้างกาเฟรสยาม
    
         แหล่งข่าวด้านความมั่นคงในพื้นที่   กล่าวว่า   กลุ่มก่อความไม่สงบต้องการยกระดับการต่อสู้ไปสู่ระดับโลก คือ องค์กรมุสโลก (OIC)  ซึ่งเป็นความพยามมาตลอด7ปีของกลุ่มก่อความไม่สงบ
                แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมามีปัญหาในการสั่งการระดับปฏิบัติที่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ สตรี เด็ก และทรัพย์สิน ทำให้ถูกประณาม    ดังนั้นการออกใบปลิวดังกล่าวเพื่อส่งสารไปยังแนวร่วมถึงเป้าหมายการก่อความไม่สงบที่ต้องการปรับโดยมุ่งไปที่เจ้าหน้าที่ทุกหน่วย ที่ติดอาวุธ    
            ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ระเบิดสังหารเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ระเบิดเสียชีวิต และยิ่งชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อวันที่ 19 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการถล่มฐานทหารที่อ.ระแงะ และปล้นอาวุธปืนไปจำนวนหนึ่ง ก็ตรงกับข้อความในใบปลิวที่ต้องการรวบรวมสะสมอาวุธให้มากที่สุด

                 "ตั้งแต่ปลายปี53 เป็นต้นมา มีกองกำลังของกลุ่มก่อความไม่สงบรุ่นใหม่ที่ผ่านการฝึกทั้งในพื้นที่และประเทศเพื่อนบ้าน จบหลักสูตรการก่อเหตุเข้ามาในพื้นที่เพื่อเตรียมการก่อเหตุครั้งใหญ่และต่อเนื่อง และที่สำคัญเป็นแนวร่วมหน้าใหม่ที่เจ้าหน้าที่ไม่มีข้อมูลในสารระบบ"

 แหล่งข่าว กล่าวว่า  การออกมาแจกจ่ายใบปลิวดังกล่าว ยังต้องการสร้างความเชื่อมั่นสำหรับแนวร่วมเดิมของกลุ่มที่ระยะหลังอ่อนล้า  และขาดความฮึกเหิม จากการถูกกดดันของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะการปิดล้อม ตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เป็นพื้นที่สีแดงต่อเนื่อง           
       "ที่สำคัญวันที่ 16-17 มี.ค.ที่จะถึงนี้จะมีการประชุมผู้นำองค์กรมุสลิมโลกที่ประเทศอียิปต์ กลุ่มก่อความไม่สงบต้องการส่งสารนี้ไปถึงที่ประชุม ว่า นับจากไปเขาจะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์อีกแล้ว แต่เป็นการต่อสู้เพื่อญีฮาด หรือเพื่อประกาศสงครามศักดิ์สิทธิ์" แหล่งข่าวระบุ