ข่าว

ศาลเขมรตัดสินคุก9ด.รออาญา5ไทย

ศาลเขมรตัดสินคุก9ด.รออาญา5ไทย

22 ม.ค. 2554

ศาลกัมพูชาพิพากษา 5 คนไทย เจตนาล้ำแดน คุก 9 เดือน ปรับ 1หมื่นบาท รอลงอาญา-กลับบ้านได้ทันที หลังไต่สวนรอบใหม่เปิดคลิปซักหนัก สาวถึงนายกฯ "วีระ-ราตรี" นัดชี้ชะตา 1 ก.พ. พันธมิตรแก้ลำเล็งฟ้อง “7 คนรัฐ” ตั้งแต่ “อภิสิทธิ์” ยัน “ชวนนท์” ต้นเหตุทำเสียดินแดน พธม

กว่า 20 วันที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ นายวีระ สมความคิด ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ นายตายแน่ มุ่งมาจน นางนฤมล จิตรวะรัตนา และนายกิชพลธรณ์ ชุสนะเสวี ถูกควบคุมตัวและดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา ข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านโนนหมากมุ่น ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ยกเว้นนายวีระ และ น.ส.ราตรี อัยการเพิ่มข้อหาจารกรรมข้อมูล

 ต่อมาศาลกัมพูชานัดพิจารณาคดีในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นั้น เมื่อวันที่ 21 มกราคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวสั้นๆ ว่า "ศาลกัมพูชาจะตัดสินคดีในวันนี้ หลังจากศาลมีความชัดเจนผมจะให้สัมภาษณ์อีกครั้ง"

เขมรนัด5คนไทยขึ้นศาล

 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลกัมพูชาทบทวนวันนัดพิจารณาคดีเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ศาลจึงมีคำสั่งเรียกคนไทย 5 คน ที่ได้รับการประกันตัว ได้แก่ นายพนิช ร.ต.แซมดิน นายตายแน่ นางนฤมล และนายกิชพลธรณ์ ไปขึ้นศาลในเวลา 14.00 น. หากศาลตัดสินทันทีรัฐบาลไทยก็ไม่กังวล เพราะมีแผนรองรับเอาไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะช่วยเหลือคนไทยทั้ง 7 คน อย่างเท่าเทียมกันไม่เลือกปฏิบัติ

 "น.ส.ราตรี และนายวีระ ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลทบทวนวันนัดพิจารณาคดี หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงน่าจะนัดวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เหมือนเดิม กระทรวงการต่างประเทศจะยังคงให้ความช่วยเหลือทั้งเรื่องการยื่นขอประกันตัว การสู้คดี และดูแลเรื่องสวัสดิภาพอย่างเต็มที่" นายชวนนท์ กล่าว

 นายณฐพร โตประยูร ที่ปรึกษากฎหมายเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ กล่าวว่า เมื่อคืนวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทีมทนายเครือข่ายเดินทางไปยังสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ เพื่อพบคนไทย 6 คน ซึ่งได้รับการประกันตัว และให้ลงนามในหนังสือเพื่อขอให้ศาลกัมพูชาเลื่อนเวลาตัดสินคดีให้เร็วขึ้น แต่ น.ส.ราตรี ไม่ลงนาม ขณะที่นายวีระยังไม่ได้ประกันตัว ดังนั้นศาลจึงตัดสินคดีแค่ 5 คน

เปิดคลิปบี้หนัก 5 คนไทย

 กระทั่งเวลา 14.00 น. นายพนิช และพวก รวม 5 คน เดินทางจากทำเนียบสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ ไปขึ้นศาลกัมพูชา เพื่อไต่สวนเพิ่มเติมข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งเปิดให้สื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟังด้วย ต่างจากครั้งแรก ซึ่งเป็นการไต่สวนลับ โดยไต่สวนรายบุคคลแรกจากนายพนิช ส่วนประเด็นคำถามเป็นไปในลักษณะเดียวกัน เช่น "คุณรู้หรือไม่ว่าเข้ามาในเขตแดนกัมพูชา, คุณบันทึกภาพวิดีโอที่เจ้าหน้าที่กัมพูชายึดได้ไปทำไม, คุณรู้หรือไม่ว่ารุกล้ำเข้ามาในเขตทหารกัมพูชา"

 นอกจากนี้ยังนำภาพวิดีโอ ซึ่งเคยมีผู้นำคลิปวิดีโอบางส่วนออกเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูบมาประกอบการพิจารณาคดีรอบนี้ โดยอัยการพยายามซักถามข้อสงสัยต่างๆ ตามภาพที่ปรากฏในคลิป อย่างช่วงที่นายพนิชเดินไปตามถนนลูกรัง สองฝั่งถนนเป็นทุ่งโล่ง และพูดโทรศัพท์มือถือกับ "นายคิว" พร้อมกับสั่งว่า "โทรไปหาสมเกียรติ เลขาฯ ท่านนายกฯ หน่อยนะ บอกสมเกียรติว่าตอนนี้เราข้ามเข้ามาในเขตกัมพูชาแล้ว ถ้ามีอะไรจะได้ประสานเข้ามา แต่อย่าให้ใครรู้นะ เพราะนายกฯ รู้คนเดียว" และช่วงที่นายพนิชพูดโทรศัพท์ว่า "ให้เงียบๆ ประสานเข้าไป บอกว่าเราข้ามมาแล้ว พยายามเข้ามาที่หมุด 46 ซึ่งอยู่ในฝั่งไทย แต่เป็นพื้นที่ที่กัมพูชาเขาอยู่"

"พนิช"ย้ำไม่เจตนาล้ำแดน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนไทย 5 คน ให้การในแนวทางเดียวกันว่า ไม่ได้เจตนารุกล้ำเข้าไปในพื้นที่ของกัมพูชา เนื่องจากป้ายที่เขียนเป็นภาษาเขมรจึงไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นเขตกัมพูชา

 ส่วนนายพนิชให้การว่า เข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเรื่องที่ดินทำกินบริเวณหลักหมุดที่ 46 ไม่มีเจตนารุกล้ำเข้าไปในเขตแดนของกัมพูชาแต่อย่างใด และไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ทหารด้วย ขณะที่ นายตายแน่กล่าวถึงการบันทึกภาพวิดีโอว่า เป็นช่างภาพของทีมงานนายวีระ แต่ไม่ได้ตั้งใจล้วงข้อมูลหรือความลับทางการทหารแต่อย่างใด

 ช่วงหนึ่งในการไต่สวนอัยการซักนายพนิชว่า "ในคลิปคุณโทรศัพท์พูดถึงนายกฯ อภิสิทธิ์ ด้วยเหตุใด" นายพนิช ตอบว่า "เพียงแค่โทรศัพท์แจ้งให้เลขาฯ ส่วนตัวทราบเท่านั้น และไม่มีอุปกรณ์ใดๆ ติดตัวมาด้วย นอกจากโทรศัพท์มือถือ" อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาพยายามอ้างแผนที่ฝรั่งเศส ค.ศ.1907 ยืนยันว่าจุดที่ทั้ง 5 คนถูกจับกุมอยู่ในเขตกัมพูชา

คุก9เดือน-รอลงอาญา

 ต่อมาเวลา 19.00 น. ศาลชั้นต้นกัมพูชาอ่านคำตัดสินคดีคนไทย 5 คน ว่า พยานหลักฐานทั้งหมดเห็นชัดว่าบุคคลทั้ง 5 มีเจตนาเข้าเขตแดนกัมพูชาจริง ศาลตัดสินให้ปรับเงินคนละ 1 ล้านเรียล หรือประมาณ 1 หมื่นบาท และโทษจำคุก 9 เดือน แต่โทษจำคุก เนื่องจากทั้ง 5 คน อยู่ในเรือนจำมาตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2553 ส่วนระยะเวลารับโทษที่เหลืออีก 8 เดือน ศาลให้รอลงอาญา ดังนั้นคนไทยทั้ง 5 คน สามารถกลับบ้านได้เลย อย่างไรก็ตาม ช่วง 8 เดือนที่ถูกรอลงอาญา ห้ามทั้ง 5 คน กระทำผิดซ้ำเดิม คือ ห้ามเข้าเขตแดนกัมพูชาโดยผิดกฎหมายอีก

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาทั้ง 5 คน ต่างมีสีหน้ายิ้มแย้ม และเดินทางออกจากศาลแล้วกลับสถานทูตทันที

บินถึงไทย22ม.ค.-กต.ไม่ทิ้ง"วีระ-ราตรี"

 นายชวนนท์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า วันที่ 22 มกราคม นายพนิช นายกิชพลธรณ์ ร.ต.แซมดิน นางนฤมล และนายตายแน่ จะเดินทางกลับประเทศโดยเร็วที่สุด ยืนยันว่าวันนี้กลับไม่ทัน เพราะต้องเตรียมเอกสารที่จำเป็นในการพาคนไทย 5 คน กลับประเทศ แต่คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร ส่วนอีก 2 คน คือ นายวีระ และ น.ส.ราตรี กระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ไม่ทอดทิ้งจะให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับเรื่องการประกันตัว และเร่งรัดคดี โดยแนวทางคงไม่แตกต่างกับทั้ง 5 คน สำหรับขั้นตอนต่อไป กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการตามแนวทางการช่วยเหลืออีก 2 คนไทย ซึ่งคาดว่าจะนำตัวขึ้นศาลเพื่อพิจารณาคดีในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

 "วันนี้ถือว่าเป็นข่าวดีที่ 5 คนไทยได้อิสระในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องทำให้ดีที่สุด นำตัวกลับไทยให้เร็วที่สุด และระมัดระวังไม่ให้เกิดการผิดพลาด ส่วนนายกฯ รับทราบเรื่องนี้แล้ว ส่วนผมจะบินไปรับเองหรือไม่ ต้องหารือกับ รมว.ต่างประะเทศก่อน" นายชวนนท์กล่าว

 ด้าน ม.ล.สมพงษ์วดี วิกิตเศรษฐ์ มารดาของนายพนิช กล่าวว่า ได้คุยกับนายพนิชแล้ว รู้เพียงว่าจะเดินทางกลับไทยเร็วๆ นี้ ไม่ได้ซักถามอะไรมาก รู้สึกว่าน้ำเสียงนายพนิชสดชื่นแจ่มใสดี นายพนิชบอกว่า จะได้เจอกันเร็วๆ นี้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบทางการสายการบินทราบว่า ทั้ง 5 คน จะเดินทางมาถึงประเทศในช่วงเช้าวันที่ 22 มกราคม โดยจะแยกกันเดินทางกลับที่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส คือ เที่ยวบินที่พีจี 938 เวลา 08.15 น. พีจี 932 เวลา 10.50 น. และพีจี 581 เวลา 11.05 น.

พธม.แก้ลำเล็งฟ้อง 7 คนรัฐ

 รายงานข่าวแจ้งว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายที่ทำงานใกล้ชิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีจุดยืนไม่เห็นด้วยกับท่าทีรัฐบาลที่ยอมรับว่า คนไทยทั้ง 7 คน ล้ำเขตแดนกัมพูชา กำลังเตรียมการยื่นฟ้องตัวแทนรัฐบาล 7 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ และนายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ในความผิดตามมาตรา 119 ประมวลกฎหมายอาญา ทำให้ราชอาณาจักร หรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป มีโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

 ทั้งนี้ พันธมิตรอยู่ระหว่างเตรียมเอกสารหลักฐานแผนที่ รวมถึงคำสัมภาษณ์ของบุคคลดังกล่าว ที่กล่าวในทำนองยอมรับว่าคนไทย 7 คนรุกเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา หากศาลกัมพูชาตัดสินว่าผิดเท่ากับเป็นการเสียดินแดนโดยคำพิพากษาของศาล ทางกลุ่มนักกฎหมายกลุ่มนี้หารือกันได้ข้อสรุปว่า ทางออกเดียวที่ไทยจะแก้เกมเพื่อไม่ให้เสียดินแดนจากคำพิพากษาของศาลกัมพูชา คือ ต้องยื่นเรื่องนี้ให้ศาลไทยวินิจฉัยเช่นเดียวกัน เพื่อรักษาอธิปไตยของชาติไว้ เมื่อมีข้อพิพาทเรื่องดินแดนขึ้นไทยจะสามารถยกคำพิพากษาของศาลไทยยกขึ้นต่อสู้ได้ พร้อมทั้งประสาน น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีต รมว.ต่างประเทศ เป็นพยานให้ปากคำในชั้นศาล เนื่องจากเป็นบุคคลที่เข้าใจพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นอย่างดี

ม็อบรักชาติดึงกสม.ช่วย

 วันเดียวกัน นายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ เดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรียกร้องให้ช่วยเหลือคนไทย 7 คน ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่กัมพูชา และตรวจสอบการละเมิดสิทธิของทั้ง 7 คน พร้อมคุ้มครองสิทธิในฐานะพลเมือง และขอให้ กสม.ดำเนินการตามคำแถลงการณ์เมื่อวันที่ 12 มกราคม ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ตรวจสอบการจับกุมนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ แกนนำเครือข่าย เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำที่ลิดรอนสิทธิ

 นายสุนทร กล่าวว่า ขอตำหนินางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกรรมการสิทธิฯ ซึ่งให้สัมภาษณ์ว่า การชุมนุมของเครือข่ายที่ จ.สระแก้ว จะไปละเมิดสิทธิคนในพื้นที่ แต่นางอมราไม่ดูข้อเท็จจริงที่มีกลุ่มคนออกมาต่อต้าน ก็นำทรัพย์สินทางราชการมาใช้ หรือการชุมนุมมีการจัดตั้งหรือไม่

 นายปริญญา ศิริสารการ กรรมการสิทธิฯ กล่าวว่า การตรวจสอบคงต้องใช้เวลา เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และเป็นเรื่องระหว่างประเทศ

กมธ.จี้"มาร์ค"ฟ้องยูเอ็น

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ทำหนังสือเปิดผนึกแนวทางการแก้ไขปัญหากรณีกัมพูชาจับคนไทยในพื้นที่ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนของหลักเขตแดน ถึงนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการ 5 ข้อ คือ 1.ใช้ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อแก้ปัญหา และยกระดับความสำคัญของปัญหา 2.ทำหนังสือประท้วงกัมพูชาต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) หรือออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนในเรื่องพื้นที่พิพาทดังกล่าวไว้ก่อน

 3.การปฏิเสธการใช้อำนาจศาลกัมพูชาตัดสินคดีที่เกิดในเขตดินแดนพิพาทระหว่างรัฐต่อรัฐ 4.รัฐบาลควรสำรวจพื้นที่พิพาทเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด และประกาศเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างประเทศ โดยมีสัญลักษณ์แสดงขอบเขตของพื้นที่นั้นอย่างชัดเจน และไม่ยอมให้ประชาชนทั้ง 2 ฝ่าย เข้าไปในบริเวณนั้นอย่างเสมอภาคกัน และ 5.พิสูจน์เอกสิทธิ์ครอบครองที่ดินที่มีปัญหาของประชาชนชายแดนตามข้อ 4 ทุกคน

พันธมิตรย้ำปึ้ก"โพธิรักษ์"

 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตร ยืนยันว่า พันธมิตรจะชุมนุมที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ในวันที่ 25 มกราคมนี้ อย่างแน่นอน และยังคงวัตถุประสงค์เดิมเพื่อกดดันรัฐบาลใน 3 ประเด็น คือ 1.รัฐบาลจะต้องยกเลิกข้อผูกพันที่มีต่อแผนที่ 1:200000 และเอ็มโอยู 43 2.ถอนตัวจากภาคีมรดกโลก และ 3.ผลักดันชาวกัมพูชาออกจากแผ่นดินไทย ถ้าก่อนหน้านี้รัฐบาลแก้ทั้ง 3 ข้อนี้ ปัญหาการจับ 7 คนไทยจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน

 "หากรัฐบาลไม่ได้ทำตามข้อเรียกร้องนี้ เราจะชุมนุมจนกว่าจะได้ตามข้อเรียกร้อง ส่วนจำนวนมวลชนคาดว่าจะมีจำนวนมากพอที่จะทำให้เกิดความสนใจจากประชาชนได้ เพราะพันธมิตรได้เดินสายสัมมนาตามจังหวัดต่างๆ มาบ้างแล้ว ทำให้มีกระแสความสนใจจากประชาชน นอกจากนี้ สมณะโพธิรักษ์ เจ้าสำนักสันติอโศก ที่ชุมนุมร่วมกับเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ได้ประสานมาทางแกนนำว่า จะมาร่วมชุมนุมกับเราด้วย" นายปานเทพ กล่าว

 ส่วนความเป็นไปได้ที่พันธมิตรจะร่วมเวทีกับเครือข่ายนั้น นายปานเทพ กล่าวว่า เราไม่ปิดกั้นอยู่แล้ว แต่การชุมนุมของแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน มีกลยุทธ์ กลวิธีที่แตกต่างกันออกไป และการดำเนินการของเราก็จะมีการบริหารจัดการ รวมทั้งต้องมีมติรองรับในการดำเนินการ

 

จัดถก“เขตแดนของเราเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา”

มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ได้จัดโครงการฝึกอบรม “เขตแดนของเรา เพื่อนบ้านอาเซียนของเรา ”Our Boundaries – Our ASEAN Neighbors (โครงการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่สาธารณชน เรื่องเขตแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ สารคดี) ครั้งที่ 2 ในวันศุกร์ที่ 21 มกราคม 2554 กรุงเทพมหานคร ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน ธนบุรี กรุงเทพมหานคร โดย มีรศ.ดร.พิภพ อุดร รองหัวหน้าโครงการฯ

เริ่มจาก ศ.เพ็ชรี สุมิตร อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ประธานมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ เปิดโครงการฝึกอบรมฯ แล้ว ปาฐกถาพิเศษ “เขตแดนของรัฐกับโลกาภิวัตน์” โดย ศ. ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ตามด้วย อ.พนัส ทัศนียานนท์ รศ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนวนิช - บทบาทของกลไกระหว่างประเทศ - International Court of Justice (ICJ) - Permanent Court of Arbitration (PCA) อ.พิเชฐ สายพันธ์ - กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ – จีน เวียดนาม กับ เพื่อนบ้าน อ.สุริยา คำหว่าน - กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศกัมพูชา เวียดนาม และกัมพูชา - ลาว ดร. มรกต เจวจินดา ไมยเออร์ - กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ – กลุ่มประเทศยุโรป โดยมีอดิศักดิ์ ศรีสม ดำเนินการ และมีอ.สมฤทธิ์ ลือชัย พิธีกรตลอดงาน และจะจัดอีกครั้งที่วันศุกร์ที่ 28 มกราคม 2554 ณ โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน เชียงใหม่ โดยจัดครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 14 มกราคม 2554 ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี

ทั้งนี้สาธารณชนทั่วไปได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานะและปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมาก ทั้งในด้านความถูกต้อง และความครบถ้วนของข้อมูล จนทำให้เกิดความสับสน ไม่แน่ใจ ไม่เข้าใจ รวมถึงความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วนรอบด้าน และนำมาซึ่งความวิตกกังวลกับการสูญเสียดินแดนในเขตอธิปไตยของประเทศ รวมไปถึงการเกิดอคติต่อประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งส่งผลต่อเนื่องให้เกิดอุปสรรคต่อความก้าวหน้าในการเจรจา การสำรวจ และการจัดทำหลักเขตแดนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ปัญหาเขตแดนเหล่านี้มีแนวโน้มจะนำไปสู่การสร้างปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงการสูญเสียผลประโยชน์และภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาของนานาอารยะประเทศได้ในที่สุด ดังนั้น มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในฐานะองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรที่ ได้ผลิตหนังสือ สื่อ ตลอดจนกิจกรรมวิชาการเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันในกลุ่มประเทศ เพื่อนบ้านอุษาคเนย์ และอาเซียนอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด จึงมีดำริที่จะสร้าง และเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับสถานะ และแนวทางการแก้ไขปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศ ให้เกิดขึ้นกับสาธารณชนในวงกว้าง ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย และในมุมมองที่ปราศจากอคติ โดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน และรอบด้าน ทั้งในทางกฎหมาย และประวัติศาสตร์ อันจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปสู่ความเข้าใจที่ดีระหว่างกัน และสานต่อความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไปในอนาคต

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.textbooksproject.com, www.charnvitkasetsiri.com

 ช่วงการอภิปรายหัวข้อ "กรณีศึกษาเขตแดนระหว่างประเทศ-ไทยกับเพื่อนบ้านและการแก้ไขปัญหาของมรดกโลก" นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประธานที่ปรึกษา โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAs) คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ทั่วโลกมีมรดกโลก 911 แห่งในกลุ่มอาเซียน มี 30 แห่งใน 7 ประเทศ สำหรับไทยและกัมพูชานั้น แทนที่จะเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศก็กลายเป็นความขัดแย้ง แทนที่จะเป็นสันติสุข กลับเป็นสงคราม วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือการเจรจาทวิภาคี กลับไปศาลโลก หรืออนุญาโตตุลาการ หรือทำสงครามแย่งชิง แต่วิธีแก้ปัญหาระยะยาวคือ การเสนอมรดกโลกร่วมทางวัฒนธรรมและธรรมชาติ ข้ามเขตแดน เหนือพนมดงรักและลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่ทั้งของประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ควรมีการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวร่วมกัน
 
 นายอัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์โครงการไทยศึกษา วิทยาลัยนานาชาติ ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามที่บอกว่าปราสาทพระวิหารมีทางขึ้นฝั่งไทยเท่านั้น เป็นเรื่องไม่จริง เพราะตอนนั้นมีทางขึ้นจากกัมพูชาแล้วทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นถนนคอนกรีตอย่างดี ขึ้นถึงโคปุระที่หนึ่ง และขอบอกว่าการแบ่งเขตแดนตามแนวสันปันน้ำ ไม่ใช่ว่าใช้สันที่สูงที่สุด แต่หากมีหลายสันปันน้ำ ต้องยึดสันปันน้ำที่อยู่ต่อเนื่องกันยาวที่สุดเป็นหลัก
 
 นายดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ กล่าวว่า ไทยกับพม่ามีหลายประเด็นที่อาจเป็นจุดวาบไฟได้ในอนาคต ซึ่งมีมากกว่า 30 จุด เขตแดนเปรียบเสมือนคมมีดที่แขวนไว้ระหว่างสงครามกับสันติภาพ รัฐบาลพม่าเติมกำลังตามจุดชายแดนมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รัฐไทยและรัฐพม่าต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น เรื่องการปักปันเขตแดน