ข่าว

ถอดสลักม็อบ-รับบิ๊กเขมรเยือนไทย

ถอดสลักม็อบ-รับบิ๊กเขมรเยือนไทย

21 ม.ค. 2554

"เราเข้าใจว่าคดีนี้น่าจะจบได้ภายในสัปดาห์นี้ เพราะดูเหมือนฝ่ายกัมพูชามีความชัดเจนมากขึ้น" วรรคทองของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กล่าวหลังศาลให้ประกันตัว 4 คนไทยยกเว้น นายวีระ สมความคิด ทำให้มีการตีความมากมาย

 เพราะอย่างที่รู้กันว่า ถึงวันนี้นายวีระก็ยังไม่ได้รับการประกันตัว ทั้งที่ผู้ต้องหาอีกราย คือ นางราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งถูกแจ้งข้อหาจารกรรมข้อมูลเหมือนกัน แต่กลับได้รับการประกันตัว ส่วนจำเลยทั้งหมดศาลกัมพูชาก็นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้

 มองมุมไหนก็ยังมองไม่เห็น "สัญญาณบวก" ที่เป็นคุณกับรัฐบาลไทย ทั้งศึกนอกที่ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรี กำลังถือโอกาสขี่คอนายกฯ ไทย ขณะที่ศึกในม็อบทั้งสีเหลือง+แดง ก็พร้อมที่จะหยิบประเด็นนี้รุมถล่มรัฐบาลอย่างเต็มที่ในปลายเดือนนี้

 อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงไทย-กัมพูชากลับมองว่า การส่งสัญญาณดังกล่าวของนายกฯ อภิสิทธิ์น่าจะมีความหมายแน่นอน และตัวนายกฯ เองก็น่าจะมีความมั่นใจมากด้วยว่า น่าจะมีข่าวดีในเร็วๆ นี้

 เขาเผยว่า ก่อนการประกันตัว 4 คนไทย มีการเจรจาในทุกระดับ ทั้งในระดับรัฐบาล นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ รวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ก็ช่วยต่อสายคุยอย่างเต็มที่ทำให้มีสัญญาณที่ดีขึ้น

 ส่วนสัญญาณที่นายกฯ เชื่อว่า คดีน่าจะจบภายในสัปดาห์นี้ เขาประเมินว่า มีสัญญาณ 2 ประการที่จะเป็นตัวเร่งให้มีการผ่อนคลายเงื่อนไขในการดำเนินคดีกับ 7 คนไทย คือ

 1.การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในวันที่ 23 มกราคมนี้ ซึ่งหากคดีสิ้นสุด หรือมีการประกันตัวคนไทยครบ 7 คน ก็จะเป็นผลดีต่อการลดเงื่อนไขการชุมนุมอย่างมาก ดังนั้น จึงต้องจับตาว่าผลการเจรจากันอาจทำให้มีการประกันตัวนายวีระเร็วๆ นี้

 2.ก่อนหน้านี้หลังจากนายอภิสิทธ์ และสมเด็จฮุน เซน มีการพูดคุยกันถึง 4 ครั้งในรอบ 2 เดือนเมื่อปลายปี 2553 ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ชาติดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเดิม นายสก อาน รองนายกฯ กัมพูชา มีกำหนดการที่เยือนไทยก่อนสิ้นเดือนมกราคมนี้

 เขาจึงอยากให้จับตาว่า หากผลการเจรจาสำเร็จ และมีแนวโน้มที่ดีตามคำกล่าวของนายกฯ จริง การประกันตัวคนไทยอีก 1 คนที่เหลือ อาจจะเกิดขึ้นภายในสัปดาห์นี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่ก่อนหน้านี้เริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ

 ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเขตแดน เขาจึงอยากอธิบายข้อเท็จจริงของพื้นที่ที่คนไทยถูกจับ คือ หลักเขตที่ 46 ว่า หลักเขตแดนดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายไทย และกัมพูชาต่างก็อ้างสิทธิครอบครองเหมือนกัน

 โดยแต่ละฝ่ายเห็นว่า หลักเขตมีความคลาดเคลื่อนจากเดิมเล็กน้อย ซึ่งหลักการในการเจรจาปักปันเขตแดนที่เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยูปี 43 ที่ถูกพันธมิตรโจมตีว่าจะทำให้ไทยเสียดินแดนนั้นมีใจความสำคัญว่า

 ให้แต่ละฝ่ายยึดถือหลักเขตแดนถาวรที่ทำไว้ในอดีตเมื่อ 100 กว่าปีก่อนเป็นหลัก แต่เมื่อไปดูในภูมิประเทศจริงพบว่า หลักเขตคลาดเคลื่อนจากเดิม หรือสูญหาย หรือภูมิประเทศเปลี่ยนก็ให้รักษาภูมิประเทศ และชุมชนที่อยู่ตรงนั้นเอาไว้ก่อนจนกว่าจะปักปันเสร็จสิ้น

 สภาพความเป็นจริงของเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ยาว 798 กม.คือ ตลอดแนวชายแดนมีการรุกล้ำของชุมชนทั้ง 2 ฝ่ายเหมือนกัน บางครั้งเราก็ไปสร้างบ้านเรือนรุกล้ำเขา บางครั้งเขาก็รุกล้ำเรา เช่นเดียวกับหลักเขตที่ 46 ที่มีชุมชนกัมพูชาตั้งอยู่
 ส่วนในจุดที่ 7 คนไทยถูกจับนั้น เขาอธิบายว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ไทยไปยอมรับอธิปไตยของกัมพูชา โดยอ้างอิงแผนที่ของเขา แต่หลังจากที่คนไทยถูกจับเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม คณะของ รมว.ต่างประเทศ ก็รีบเดินทางไปเจรจากับกัมพูชาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม

 ต่อมา ในวันที่ 31 ธันวาคม ทั้งที่เป็นวันหยุด และเป็นวันสิ้นปี แต่เจ้าหน้าที่ของไทย โดยเฉพาะกองเขตแดน กระทรวงต่างประเทศ และทหารจากกรมแผนที่ทหาร ก็ได้ประสานฝ่ายกัมพูชาขอเข้าไปตรวจสอบพิกัดที่ 7 คนไทยถูกจับกุมว่าอยู่ตรงไหนกันแน่

 "เราขออนุญาตเข้าไปยังจุดที่ 7 คนไทยถูกจับ โดยเอามาเปรียบเทียบกับคลิปว่าภูมิประเทศและฉากหลังตรงกันหรือไม่ ไม่ได้ยึดจากจุดที่กัมพูชาอ้าง จากนั้นก็ตรวจภาพถ่ายทางอากาศ และพิกัดจีพีเอสก็พบว่า เราล้ำแดนเข้าไป 55 เมตร"

 เขาย้ำว่า จุดดังกล่าวเป็นเขตกัมพูชาจริงๆ โดยสภาพภูมิประเทศแถบนั้นมีทั้งจุดที่เป็นสีขาว คือ จุดที่เป็นเขตแดนไทยจริงๆ จุดสีเทา ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และอยู่ระหว่างการเจรจาปักปัน และจุดสีดำ ซึ่งเป็นจุดที่เป็นของกัมพูชาจริงๆ และคนของเราก็เข้าไปอยู่ในจุดนั้น
 อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า การยอมรับว่ารุกล้ำเขตแดนกัมพูชาจะไม่มีผลทำให้ไทยเสียดินแดน เพราะ1.จุดที่ถูกจับเป็นของเขาจริง และ 2.การดำเนินคดีเป็นการดำเนินการในเขตอธิปไตยของเขา เป็นเรื่องภายในประเทศ ส่วนเรื่องเขตแดนต้องเป็นเรื่องของศาลโลกพิจารณา

 แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องเสียดินแดน แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศมากกว่าที่ก่อนหน้านี้ทำมาดี และทำท่าว่าจะดำเนินไปได้ด้วยดีอยู่แล้ว

 "ก่อนหน้านี้เรามอง สมเด็จฮุน เซน ว่าเป็นเสื้อแดง เพราะใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ส่วนเขาก็มองว่านายอภิสิทธิ์เป็นเสื้อเหลือง เพราะใกล้ชิดกับพันธมิตรฯ ที่โจมตีกัมพูชา แต่พอได้คุยกันเราก็ลดความหวาดระแวงได้มาก เห็นได้จากกำหนดการเยือนกันและกันของระดับผู้นำทั้ง 2 ฝ่ายที่วางไว้แล้ว พอเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ความหวาดระแวงก็กลับมาอีก ต้องมาเริ่มต้นใหม่หมด" ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม กล่าวด้วยความเสียดาย

ทีมข่าวความมั่นคง