ข่าว

1กองร้อย5ชุด"ตีโอบ"รอบทิศพิมพ์เขียวปี47ฆ่าทหาร-ชิงปืน

1กองร้อย5ชุด"ตีโอบ"รอบทิศพิมพ์เขียวปี47ฆ่าทหาร-ชิงปืน

21 ม.ค. 2554

19.20 น.ของวันที่ 19 มกราคมที่ผ่านมา เริ่มเวลาปฏิบัติการของ “กลุ่มก่อการร้าย” ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ปฏิบัติแบบ “เลือดเย็น” ด้วยการยิงถล่มฐานปฏิบัติการ “พระองค์ดำ” สังกัด ร้อย.ร.15121 ฉก.นราธิวาสที่ 38 โดยที่ตั้งอยู่ริมถนนสายมะรือโบตก-รือเสาะ

 จนทำให้ทหารเสียชีวิต 4 นาย ได้แก ร.อ.กฤช คัมภีรญาณ หัวหน้าฐานปฏิบัติการ ส.ท.อับดุลเลาะห์ ตาหยี ส.อ.เทวรัตน์ กาวา และ พลทหารประวิทย์ ชูกลิ่น และมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอีก 6 คน

 จุดประสงค์สำคัญของการปฏิบัติการครั้งนี้ คือ "ปล้นคลังแสง" โดยมี ปืนพกสั้นขนาด 11 มม., เอ็ม 16 เอ 2 และ เอ 4 และปืนลูกซองกว่า 50 กระบอก และเครื่องกระสุนกว่า 5,000 นัด ไปจากอาคารโรงเรียนแบบน็อกดาวน์ที่ดัดแปลงใช้เป็นสถานที่เก็บคลังอาวุธประจำฐาน “พระองค์ดำ” เพื่อนำอาวุธดังกล่าวไปก่อเหตุครั้งใหญ่

 หลังเกิดเหตุการณ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการให้ พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 จัดชุดปฏิบัติการพิเศษติดตาม “ไล่ล่า-ค้นหา” เป็นการด่วน พร้อมเฮลิคอปเตอร์ติดกล้องวงจรปิดเพื่อสแกนหาพื้นที่ซ่องสุม

 แผนปฏิบัติการที่ “กลุ่มก่อการร้าย” ใช้ในครั้งนี้ ถูกคิดค้นขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยมี 2 แกนนำคนสำคัญ คือ นายนัส รีย์ มือดี และนายแวอารี คอปเตอร์ วาจิ หรือ เจ๊ะอาลี แกนนำคนสำคัญ "กลุ่มมายอ" ที่ถูกตั้งรางวัลนำจับ 1 ล้านบาท และเป็นบุคคลที่มีส่วนวางแผนปล้นปืนค่ายทหารพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 เนื่องจากมีพื้นที่เคลื่อนไหว อยู่ในเขต อ.เจาะไอร้อง และอ.ระแงะ จ.นราธิวาส และที่สำคัญเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการระดมแนวร่วมมากกว่า 30 คนเพื่อปฏิบัติการในพื้นที่ได้

 ทั้งสองร่วมกันวางแผน โดยใช้ประเทศแถบตะวันออกกลางเป็นสถานที่หารือลับ โดยยึดแผนปฏิบัติการบุกปล้นปืนที่กองพันพัฒนาที่ 4 ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 4 มกราคมที่ผ่านมา เป็นแนวทางในการโจมตีค่ายทหารในครั้งนี้

 โดยมีการเกณฑ์ระดับแกนนำที่เป็นหัวกะทิ หรือที่เรียกกันว่า “มือสังหาร” ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อมาปฏิบัติการในครั้งนี้ ที่มีความช่ำชองในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประมาณ 40-50 คนมาร่วมปฏิบัติการ พร้อมกับ แนวร่วมที่หลงผิดตั้งแต่ครั้งอดีตก็มาร่วมปฏิบัติการ

 ซึ่งภาพรวมการปฏิบัติการครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับแกนนำ ระดับแนวร่วม และระดับสนับสนุน ไม่ต่ำกว่า 100 คน

 โดยกลุ่มก่อการร้ายแบ่งการทำงานเป็น 5 กลุ่ม
 1.กลุ่มดูต้นทาง/ตัดไฟ 
 2.กลุ่มโรยเรือใบ
 3.กลุ่มตัดต้นไม้
 4.ทีมมือสังหาร
 5.ปล้นอาวุธสงคราม

 หน่วยข่าวความมั่นคงได้แจ้งให้หน่วยงานในพื้นที่ทราบว่า  “กลุ่มก่อการร้าย” ได้เตรียมแผนปฏิบัติการมาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา กลุ่มนี้เตรียมจะ “ปล้นปืน” ในพื้นที่ จ.นราธิวาส  พร้อมแจ้งเตือนไปยังฐานปฏิบัติการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อให้ระมัดระวังป้องกัน แต่ข้อมูลที่ได้ไม่สามารถเจาะลึกเข้าไปได้ว่า “กลุ่มก่อการร้ายจะปฏิบัติการในฐานใด"

 “กลุ่มก่อการร้าย คงมีการสำรวจฐานปฏิบัติการทางทหารมาระยะหนึ่งแล้ว และเมื่อรู้ว่าฐานปฏิบัติการ “พระองค์ดำ” สังกัด ร้อย.ร.15121 ฉก.นราธิวาส ที่ 38 มีจุดอ่อนคือเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากฐานปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ติดกับถนนช่วงบริเวณบ้านมะรือโบตก หมู่ 1 ต.มะรือโบตก อ.ระแงะ จ.นราธิวาส กลุ่มก่อการร้าย จึงมีการล็อกเป้าหมายนี้เอาไว้เพื่อปฏิบัติการจู่โจม โดยกลุ่มคนร้ายที่ปฏิบัติการครั้งนี้มีไม่ต่ำกว่า 100 คน”

 การปฏิบัติการครั้งนี้มีการคัดเลือกมือสังหารมาโดยตรง โดยการปฏิบัติการจะแยกปฏิบัติงาน คือ ชุดจู่โจมที่กลุ่มก่อการร้าย แยกปฏิบัติการจู่โจมตีด้านหลังของฐานปฏิบัติการ แล้วตีโอบเข้ามาที่ฐานปฏิบัติการ

 “เหตุการณ์ครั้งนี้มีมวลชนที่กลุ่มก่อการร้ายในพื้นที่ได้มีการจัดตั้งขึ้นมาร่วมสมทบด้วย โดยจะมีแกนนำในการสั่งการจู่โจม กับ แกนนำในการสนับสนุน โดยแกนนำทั้งสองคนเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จ.นราธิวาส และรับผิดชอบในการควบคุมพื้นที่ในหลายอำเภอ โดยกำลังระดับหัวกะทิที่มีอยู่ในเวลานี้ประมาณ 500-600 คน ขณะที่แนวร่วม และสนับสุนอีกประมาณ 6,000-7,000 คน การปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายในครั้งนี้ถือว่าเร็วมากจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถตั้งตัวได้”

 พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า ขณะนี้นอกจากกำลังที่ปูพรมปิดล้อมตรวจค้นในเทือกเขาบูโดแล้ว กำลังส่วนหนึ่งก็มีการควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยประมาณ 2-3 คน มาสอบสวนว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

 "ผู้ต้องสงสัยรายหนึ่งที่เราควบคุมตัวได้อยู่ในพื้นที่ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกล แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ คาดว่าน่าจะได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์พอสมควร" พล.ท.อุดมชัย กล่าวอย่างมั่นใจ

 อย่างไรก็ตาม เขาก็เชื่อว่า กองกำลังส่วนใหญ่ที่ร่วมปฏิบัติการคงสลายตัว และแยกย้ายเข้าไปในชุมชนหมู่บ้านแล้ว ซึ่งเจ้าหน้าที่จะใช้ฐานการข่าวที่มีในพื้นที่เชิญตัวผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องมาสอบสวนขยายผลต่อไป ส่วนอาวุธปืนที่ถูกยึดไปน่าจะยังอยู่ในป่า
 แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดพลาดส่วนบุคคลที่อาจไม่ระมัดระวังเพียงพอ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการกำชับ และวางระบบมาเป็นอย่างดีแล้ว ซึ่งต่อจากนี้คงมีการกำชับให้เข้มงวดขึ้น ทั้งเรื่องการวางกำลัง และการให้คนเข้ามาในค่าย
 "ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมต่างๆ ภายในค่ายเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับคนในพื้นที่จนสามารถสร้างมวลชนได้เป็นอย่างดี แต่ก็อาจมีบางส่วนแฝงเข้ามาดูสภาพภายในค่ายเพื่อหาช่องลงมือ ซึ่งต่อไปคงต้องสกรีนคนเข้าออกให้เข้มงวดมากขึ้น"

 กระนั้น แม่ทัพภาคที่ 4 ก็ไม่คิดว่า การลงมือครั้งนี้จะเป็นการยกระดับการก่อเหตุของคนร้าย แต่เป็นการอาศัยช่องโหว่ของเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างความหวาดกลัว และแย่งชิงมวลชนกลับมาเจ้าหน้าที่รัฐโดยพยายามทำให้เห็นว่า แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐเองก็ยังคุ้มครองตัวเองไม่ได้

 ถือว่ากลุ่มก่อการร้ายได้ตัดสินใจเร็วกว่าเจ้าหน้าที่รัฐเพียงเสี้ยววินาที เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัย โดยเฉพาะฐานปฏิบัติการทางทหารที่อยู่ริมถนน

ทีมข่าวความมั่นคง