
สหายสิบเปอร์เซ็นต์
อันเนื่องจากโครงการช่วยเหลือ "ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย" (ผรท.) ตามนโยบาย 66/2523 ทำให้ผมได้รับโทรศัพท์จากมิตรสหายในชนบทอยู่เนืองๆ ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ตอนแรกก็มีเสียงโทรศัพท์มาสอบถามว่า รัฐบาลจะจ่ายให้หรือไม่? เพราะมีอดีตสหายตั้งตัวเป็น "คณะกรรมการระดับจังหวัด" ดำเนินการร่วมกับอดีตสหายจังหวัดอื่นๆ ในนาม "กลุ่ม ผรท.อีสาน" ได้เรียกเก็บเงินร้อยสองร้อยบาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการทำงาน
ผ่านไปสักพัก พอมีข่าวว่ารัฐบาลมีคำสั่งให้ตรวจสอบรายชื่อ "ผรท.ผู้มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือ" ก็จะได้รับการร้องทุกข์ผ่านมือถือมากขึ้น
"พวกกรรมการเขาเอาเอกสารมาให้เซ็น ไผบ่จ่ายเงินให้ ก็เซ็นสละสิทธิ์ มันคือเฮ็ดปานนี้"
เรื่องมันมีอยู่ว่า อดีตสหายที่ตั้งตัวเป็นคณะกรรมการ ได้ออกระเบียบว่า ใครไม่จ่ายเงินให้กรรมการ ก็จะถูกตัดสิทธิ์ กรรมการหัวใสได้ร่างหนังสือให้ผู้ที่ไม่ยอมจ่ายเงิน ต้องเซ็นสละสิทธิ์
มีอดีตสหายบางรายที่คิดว่าไม่มีทางจะเป็นได้ กลัวจะเสียเงินฟรี จึงยอมเซ็นให้กรรมการเก็บไปเป็นหลักฐาน
เมื่อเรื่องราวมันดำเนินมาถึงรัฐบาลตั้งคณะกรรมการคัดกรอง ผรท. และมีนโยบายว่า จะจ่ายเงินช่วยให้ครอบครัวละคือ 225,000 บาท
"พวกกรรมการเขาขอสิบเปอร์เซ็นต์ หมู่เฮาส่วนใหญ่ก็ยอม เพราะย่านเขาบ่เอาชื่อไปส่งรัฐบาล"
ช่วงนี้แหละที่มีความชุลมุนวุ่นวายที่สุด กรรมการเริ่มแสดงความเป็นต่อ เพราะเป็นผู้คัดกรองรายชื่อ ผรท. ตามคำสั่งแต่งตั้งจากกองทัพภาคที่ 2
ฉะนั้นตัวเลข "สิบเปอร์เซ็นต์" ที่ขอหักจากส่วนปลายของ 2.2 แสนบาท จึงเป็นข้อเสนอที่อดีตสหายด้วยกันปฏิเสธไม่ได้
อดีตสหายคนหนึ่ง จึงต้องจ่ายเงินคนละ 25,000 บาท (สองหมื่นห้าพันบาท) ให้คณะกรรมการเพื่อเป็นการตอบแทนที่ออกแรงวิ่งเต้นมาหลายปี (คนพวกนี้ก็เก็บเงินสหายไปแล้วหลายรอบ)
แล้ววันที่รอคอยก็มาถึง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัด และนายทหารใหญ่นัดหมายมาทำพิธีรับมอบ "สมุดคู่ฝากธนาคารกรุงไทย" แก่อดีตสหาย
แม้ในพิธีดังกล่าว จะมี "ส.ส.หญิง" ที่เคยเป็นสหายเก่ามาพูดแนะนำกับ ผรท.ว่า เงินนี้รัฐบาลจ่ายให้มิตรสหายโดยตรง อย่าให้ใครมากินหัวคิวพวกเรา ส่วนกรรมการก็ต้องเสียสละเพื่อมิตรสหายด้วยกัน
แต่พอพิธีการเสร็จ คณะกรรมการก็เดินประกบอดีตสหายตรงไปที่ธนาคาร เพื่อกดเอทีเอ็มนำเงิน 2 หมื่นบาทเศษมาให้ตามสัญญา
แล้วความวุ่นวายก็เกิดขึ้น เมื่อสหายคนหนึ่งไม่ยอมเบิกเงินให้กรรมการ และโทรไปแจ้งตำรวจ จึงทำให้การเบิกเงินในวันนั้น มิเป็นไปตามความคาดหวังของกรรมการ วันต่อมา คณะกรรมการปรับกลยุทธ์ใหม่ ส่งตัวแทนขึ้นไปกล่อมอดีตสหายแบบตัวต่อตัว ซึ่งในที่สุด อดีตสหายส่วนใหญ่ก็ยอมจ่ายเงินให้ตามที่ตกลงกันไว้ในเบื้องต้น จะว่าไปแล้ว คณะกรรมการบางจังหวัด เล่นทำสัญญาผูกมัดไว้เลยว่าจะต้องจ่ายเงินให้กรรมการ 50% ซึ่ง ผรท.บางกลุ่มยอมรับเงื่อนไข เพราะพวกเขาเป็น "สหายตัวปลอม"
สรุปแล้ว คณะกรรมการ ผรท.จังหวัดนั้น ได้เงินค่าหัวคิวเหนาะๆ ประมาณ 6 ล้านบาท!
"พ่อฉันเป็นสหายคนเดียวของหมู่บ้านที่บ่ได้รับเงิน ความเป็นธรรมมันอยู่ไสล่ะสหาย"
เสียงจากปลายสายเป็นสหายหญิงที่มาทำงานในกรุงเทพฯ และเพิ่งกลับไปบ้านเมื่อได้ข่าวรัฐบาลแจกเงินสหายเก่า
สาเหตุที่พ่อเธอไม่ได้รับเงิน เพราะไปเซ็นสละสิทธิ์ไว้ก่อนหน้านั้น แม้ตอนหลังจะไปขอจ่ายเงิน เพื่อให้มีสิทธิ์เป็น ผรท. คณะกรรมการก็ไม่ยอมรับ แถมสมน้ำหน้าที่ไม่เชื่อพวกเขา
"สหายตัวจริงบ่ได้เงิน แต่สหายตัวปลอมล่ะได้เงินแสน ย้อนว่าเป็นพี่น้องกรรมการ มันคือเป็นจั่งซี่"
ผมได้ฟังก็ปลอบเธอว่า สหายทำกันเองทั้งนั้น ไม่รู้จะโทษใคร...หรือจะโทษรัฐบาลที่ยอมทำตามสัญญาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว
แคน สาริกา



