
ตั้งอัศวินดูอิทธิพลรีดแท็กซี่วินแม่ค้า
"สังศิตพบ ผบ.ตร.ติดตามนโยบายประชาภิวัฒน์ลดอาชญากรรมของ ตร. วิเชียรตั้งอัศวินดูผู้มีอิทธิพลเรียกรับผลประโยชน์แท็กซี่-วินจยย.-แม่ค้าแผงลอย ตั้งเป้าลดอาชญากรรม 10 เปอร์เซ็น ใน 3 เดือน 20 เปอร์เซ็นต์ ใน 6 เดือน ด้านนครบาลแจงไม่เคอร์ฟิวเด็ก ไม่มี กม.ห้าม
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) วันที่ 20 มกราคม นายสังสิต พิริยะรังสรรค์ หัวหน้าคณะติดตามนโยบายประชาภิวัฒน์เรื่องเศรษฐกิจนอกระบบ ได้เดินทางเข้าพบพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.และผู้บริหารระบบสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขับเคลื่อนการทำงานในการลดอาชญากรรมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยได้เข้าหารือประมาณ 1 ชั่วโมง
นายสังสิต กล่าวภายหลังหารือ ผบ.ตร.ว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งคณะกรรมทำงานเรื่องนี้ขึ้นมาแล้วโดยมีพล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น.เป็นหัวหน้า และมีพล.ต.ต.วรศักดิ์ นพสิทธิ์พร เป็นรองหัวหน้า พร้อมทั้งมีการตั้งโฆษกเฉพาะเพื่อดูแลในเรื่องนี้ไว้เรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลเรื่องปัญหาของพี่น้องประชาชนที่ยังมีความกังวล เรื่องของวินมอเตอร์ไซด์รับจ้สง แม่ค้าแผงลอย แท็กซี่ เพราะมีผู้มีอิทธิพลเข้าไปเก็บเงินสร้างความเดือดร้อน อย่างแท็กซี่ก็มีกลุ่มคนมีสีซึ่งไม่ใช่ตำรวจทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพลเรียกเก็บเงินในสนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และสถานีขนส่งต่างๆ ซึ่งเรื่องนี้ทางผบ.ตร.ได้ตั้งพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ที่ปรึกษาสบ.10 เข้าไปดูแล นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ทางตำรวจจะต้องประสานกับทางกทม.ในการตีเส้นเหลืองเพื่อเป็นจุดผ่อนผันให้กับผู้ค้า
“เป้าหมายจะลดอาชญากรรมให้ลดลง 10 เปอร์เซ็น ภายใน 3 เดือน และ 20 เปอร์เซ็นภายใน 6 เดือน ซึ่งก็ได้เริ่มทำงานไปแล้ว 20 วันและมีการจัดสรรค์งบประมาณให้เป็นการเฉพาะเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำงาน ซึ่งมั่นใจว่าจะบรรลุเป้าหมาย ซึ่งก็ต้องทำให้ประชาชนเชื่อมั่นตัวเลขที่ออกมาว่าลดอาชญากรรมได้จริง ซึ่งตรงนี้ต้องให้สื่อมวลชนเป็นตัวแทนของภาคประชาชนในการตรวจสอบการทำงาน คณะทำงานจะทำงานร่วมกับตร.โดยจะประเมินตัวเลขทุกสัปดาห์ในวันศุกร์และรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบในวันจันทร์ ซึ่งหลังจากทำในกทม.แล้วก็จะทยอยออกไปตามต่างจังหวัด”นายสังศิตกล่าว
ด้าน พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า นอกจากจะประเมินการลดอาชญากรรมด้วยตัวเลขแล้วเราจะประเมินความหวาดกลัวอาชญากรรมของประชาชนด้วย ซึ่งได้ผลมากในอเมริกาโดยจะมีองค์กรกลางมาประเมินอาจเป็นสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งตรงนี้ทางตำรวจนครบาลต้องไปศึกษารูปแบบอีกที
พล.ต.ต.วรศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเคอร์ฟิวเด็กนั้น ขอชี้แจงว่าไม่มีการเคอร์ฟิวเพราะไม่มีกฎหมายห้ามให้เด็กออกนอกบ้าน แต่เป็นลักษณะของการพิทักษ์เด็ก ไม่ให้เด็กอยู่ในสถานที่เหมาะสมหลัง 4 ทุ่ม อย่างร้านเกมส์ โต๊ะสนุกเกอร์เป็นต้นถ้าตำรวจพบเด็กอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสมหลัง 4 ทุ่มก็จะส่งเด็กกลับบ้านหรือแจ้งให้ผู้ปกครองรับทราบมารับตัวไป ซึ่งหากผู้ปกครองรู้พฤติกรรมเด็กแล้วยังปล่อยให้เด็กทำผิดซ้ำก็มีความผิดด้วย ซึ่งมาตราการนี้ก็ได้มีการเรียกผู้ประกอบการในพื้นที่มาชี้แจงทำความเข้าใจ ให้เข้าใจตรงกันว่าไม่ได้เคอร์ฟิวเด็ก และไม่ได้ใช้คำนี้เป็นการเข้าใจผิดแต่มาตราการนี้ต้องการให้เด็กเดินอยู่นอกบ้านด้วยความปลอดภัยและนอกจากโครงการนี้มางบช.น.ก็ได้ขับเคลื่อนโครงการอื่นๆไปแล้ว



